อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

มุอ์ตะซิละฮ์สำนักคิดนิยมเหนือหลักฐาน




ที่มาและความหมาย

                   กลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ คือกลุ่มที่มีความเชื่อว่า มนุษย์มีความเป็นอิสระแห่งเจตนารมณ์ หรือยึดหลักเหตุผลเป็นใหญ่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปรัชญาวิทยนิยม และพยายามที่จะสร้างความสอดคล้องกันระหว่างเหตุผลกับการเผยความจริงโดยพระเจ้า พยายามทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นที่ปฏิบัติ และกีดกันสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ความเป็นหนึ่งเดียวและความยุติธรรมเป็นหลักพื้นฐานของความเชื่อของมุอ์ตะซิละฮฺ พวกเขาจึงเรียกตัวเองว่า “พรรคแห่งเอกภาพและความยุติธรรมของพระเจ้า”  โดยพวกเขามีความเชื่อว่า ความยุติธรรมของพระเจ้าทำให้เป็นสิ่งจำเป็นว่ามนุษย์จะรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง เขามีเสรีภาพและรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา มนุษย์จึงเป็นผู้สร้างการกระทำตามใจชอบของเขาเอง อัลลอฮฺไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างมันขึ้น การที่มนุษย์จะยอมรับอิสลามและเชื่อฟังพระองค์อัลลอฮฺ หรือกลายเป็นผู้ไร้ศรัทธาและทำบาปนั้นอยู่ในอำนาจของเองทั้งสิ้น และอีกด้านหนึ่งอัลลอฮฺต้องการให้สิ่งถูกสร้างของพระองค์ทุกคนยอมรับอิสลามและเชื่อฟังพระองค์ พระองค์จึงสั่งเช่นนั้น และทรงห้ามมนุษย์จากการทำบาป เมื่อมนุษย์เป็นผู้สร้างการกระทำของเขาเอง จึงจำเป็นที่อัลลอฮฺจะต้องทรงให้รางวัลสำหรับการกระทำดีและกระทำชั่วของเขา อัลลอฮฺทรงปลอดภัยจากการทำผิด เพราะถ้าพระองค์สร้างสิ่งที่ผิดขึ้นมา พระองค์ก็จะผิด และถ้าพระองค์สร้างสิ่งที่ยุติธรรม พระองค์ก็จะทรงยุติธรรม

                     กลุ่มมุอ์ตะซิละฮฺตัดสินกันเป็นเอกฉันท์ว่า คนฉลาดสามารถจะทำได้แต่สิ่งดีงามเท่านั้น และความปรีชาญาณของพระองค์อัลลอฮฺมักจะคอยดูสิ่งที่ดีสำหรับข้าของพระองค์เท่านั้น ดังนั้นอัลลอฮฺจึงไม่สามารถโหดร้ายต่อพวกเขาได้ พระองค์ไม่อาจขอให้ข้าของพระองค์ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นเหตุผลยังชี้ให้เห็นว่าอัลลอฮฺไม่ได้วางภาระไว้บนผู้ใดมากกว่าที่เขาจะทนได้

ผู้ก่อตั้ง

 ท่านอิมามฮะซัน อัลบัสรี (Hasan al-Basri) ผู้ตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ในเมืองบัศเราะฮฺ เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงและจิตใจเสรีที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น มีความรู้ด้านเหตุผลที่คนทั่วไปเข้าใจได้หรือเหตุผลที่มีลักษณะลึกลับที่คนส่วนน้อยเท่านนั้นที่จะเข้าใจได้ในคำสอนอิสลาม ท่านได้ร่ำเรียนหะดิษและวิชาอื่นๆมาจากผู้สืบเชื่อของท่านนบีมุหัมมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลม มีแนวโน้มไปทางเชื่อในการใช้เหตุผล และอิสระภาพบางส่วนของมนุษย์และเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสำนักคิดต่างๆของอิสลามในสมัยนั้นให้ปรองดองกัน ท่านมักจะเปิดสอนวิชาต่างๆ เกี่ยวกับอิสลามให้แก่ลูกศิษย์ของท่านในมัสยิดใหญ่แห่งเมืองบัศเราะฮฺ ศิษย์คนสำคัญของท่านมีชื่อว่า อะบู หุซัยฟะฮ์ วาซิล บินอะฏออ์ อัล-ฆ็อชซาล(ฮ.ศ.80-131) และหิชาม ซึ่งเป็นที่มีพลังที่ยิ่งใหญ่ มีความรู้ดีในเรื่องหะดิษและในวิชาต่างๆ เคยศึกษามาจากห้องบรรยายที่นครมะดีนะฮ์ ท่านวะซิล อิบนุ อะฏออ์ ได้มีความคิดบางเรื่องขัดแย้งกับท่านฮะซัน อัลบัสรีครูของท่าน จึงถอนตัวออกจากกลุ่ม และไปตั้งสำนักคิดของท่านเองซึ่งมีชื่อว่า มุอ์ตะซิละฮ์ หรืออะฮ์ลุล อิอ์ติซาล(ผู้ไม่เห็นพ้องด้วย หรือผู้คัดค้าน) ท่านมีทัศนะที่ขัดแย้งกับสำนักที่นครมะดีนะฮ์ ท่านเดินตามแนวปรัญญาของพวกฟาฏิมียะฮฺ (กลุ่มหนึ่งจากชีอะฮฺ) และรับหลักการที่คนเหล่านั้นได้วางไว้ และความคิดที่คนเหล่านั้นแสดงออกอยู่บ่อยๆ และได้จัดรูปคำสอนไว้เป็นรากฐานของความแตกต่างระหว่างสำนักคิดของท่านกับสำนักฝ่ายที่เชื่อว่าในการกำหนดสภาวะไว้เป็นหนังสือ

อันแท้จริง ผู้ให้กำเนิดสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮฺ ในฐานะที่เป็นกระบวนการทางศาสนากลับไม่ใช่คนในกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์ แต่เขาคือ ญะฮฺม์ อิบนุ-ศ็อฟวาน (เสียชีวิต ฮ.ศ.175 หรือ ฮ.ศ.167) ผูถือหลักว่าอัลลอฮิทรงกำหนดสภาพของมนุษย์ไว้ล่วงหน้า วะซิล อิบนุ อะฏออ์ ได้ปฏิเสธหลักการนี้ของญะฮฺม์ แต่เห็นด้วยในเรื่องการปฏิเสธที่จะกำหนดลักษณะของอัลลอฮฺ  จึงนับได้ว่า ญะฮฺม์เป็นผู้ให้กำเนิดแนวความคิดมูลฐานของปรัชญามุอ์ตะซิละฮ์ 2 ประการ คือ

1.การยืนยันถึงความเป้นอิสระแห่งเจตนารมณ์อิสระของมนุษย์

2.การปฏิเสธความคิดที่ว่าคุณลักษณะของอัลลอฮฺอยู่ต่างหากแยกจากเนื้อแท้หรือแก่นแท้ของพระองค์

อิทธิพลของปรัชญามุอฺตะซิละฮฺ

สำนักคิดมุอฺตะวิละฮฺเป็นสำนักคิดที่มีอิทธิพลต่อบรรดาปัญญาชนอยู่หลายร้อยปี เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองอาณาจักรในสมัยนั้น ก็มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นแก่นักคิดชาวอาหรับอย่างไม่มีมาก่อน นักวิชาการคนสำคัญๆ นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิดส์ต่างก็สังกัดในสำนักมุอ์ตะซิละฮฺ เช่น ท่านซะมัคชะรี , อัล-ฮาเซ็น , อะบุล วะฟา และท่านอื่นๆ

ในตอนปลายสมัยอุมัยยะฮฺ สำนักคิดมุอ์ตะวิละฮ์มีหลักฐานมั่นคงขึ้น มีผู้สนับสนุนเป็นขุนนางในราชสำนัก รวมทั้งเจ้าชายยาซีด โอรสของเฆาะลีฟะฮ์ ชื่อ อัล-วาลีด ด้วย เมื่ออัล-วาลีด ประพฤติตนขี้เหล้าเมาหยำเป เจ้าชายยาซีดก็แข็งข้อต่อต้านบิดาโดยถือหลักการของมุอ์ตะซิละฮ์ก็เจริญรุ้งเรืองอย่างยิ่ง เพราะอัมร์ บิน อุบัยด์ มีส่วนอยู่ในการกบฏของยาซีดด้วย

ใน ฮ.ศ.171 ราชวงศ์อับบาสิยะฮ์เข้าแทนที่ราชวงศ์อุมัยยะฮ์จนถึง ฮ.ศ.679 ในระหว่างร้อยปีแรกในการปกครองของราชวงศ์นี้อาณาจักรอิสลามขยายต่อไป  ใน ฮ.ศ. 183 อัล-มันซูร เฆาะลีฟะฮฺที่ 2 ของราชศ์นี้ได้สร้างนครบัฆดาดขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ อีกไม่นานต่อมาบัฆดาดก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นในทางวัตถุยิ่งกว่ากรุงดามัสกัส และในทางวิชาการยิ่งกว่ากรุงบัศเราะฮ์และกูฟะฮ์ มีแต่กรุงคอนสแตนติโนเปิลเท่านั้นที่สามารถเทียบกันได้ มีการต่อต้านขนบธรรมเนียมประเพณีอาหรับที่เคยมีในสำนัก เพราะราชวงศ์นี้โปรดปรานชาวเปอร์เซีย เฆาะลีฟะฮ์อัล-มันซูร นั้นมีทัศนะที่เสรีมากจึงสนับสนุนเสรีภาพแห่งความคิดและความเชื่อในเรื่องเจตนรมณ์อิสระ เป้นอย่างมาก ทั้งๆที่ตนเองไม่ได้สังกัดอยู่ในสำนักคิดใด ทรงเป้นผู้ปกครองมุสลิมคนแรกที่สนับสนุนการศึกษาเรื่องต่างๆ จากตำราของต่างประเทศ ตัวพระองค์ทรงแปลงานด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญามาเป็นภาษาอาหรับ การสนับสนุนเช่นนี้ ทำให้จิตใจแบบอนุรักษ์นิยมในหมู่นักการศาสนาที่ยึดแบบดังเดิม อ่อนลง และหันไปศึกษาปรัชญาของสำนักคิดมุอืตะซิละฮ์ สำนักคิดนี้จึงรุ่งเรืองต่อไป ถึงแม้เฆาะลีฟะฮ์ฮารูน อัร-รอซีด จะต่อต้านก็ตาม แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเข็มแข็งจากนักปราชญ์ 2 ท่าน คือ อะบุลหุดัยล์ กับอิบรอฮีม บิน-ซัยยาร นัซซาม  สำหรับท่านอะบุลหุดัยล์ กระจายความคิดของมุอ์ตะซิละฮ์ไปในหมู่นักคิดด้วยความรู้อันกวางขวางของเขา ส่วนอิบรอฮีม บิน-ซัยยาร นัซซามเป็นศิษย์ของอะบุลหุดัยล์ก็ช่วยงานของผู้เป็นครูสมบูรณ์ขึ้นซึ่งในสมัยของอัล-มะอ์มูน ปรัชญาของสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์ ก็แพร่หลายไปทั่วอาณาจักรอิสลิม เฆาะลีฟะฮ์ผู้นี้รับเอาหลักคำสอนของลัทธิมุอ์ตะวิละฮ์ และพยายามบังคับให้ผู้อื่นรับแนวความคิดดังกล่าวด้วย 
หลังจากสมัยมะอ์มูน ก้มีเฆาะลีฟะฮ์อีก 2 ท่าน ที่อุปถัมภ์สำนักคิดมุอ์ตะวิซิละฮ์ คืออัล-มุอ์ตะซิม และอัลวาษิก อะหฺมัด บิน ดาวูด ซึ่งเป้นนักปราชญ์ในสำนักมุตะซิละฮ์ และเป็นหัวหน้าผู้พิพากษา อาณาจักมุสลิมในราชสมัยเฆาะลีฟะฮ์ทั้งสองนี้ ได้เผยแพร่หลักการของมุอ์ตะซิละฮ์ไปทั่วทุกแห่ง สำนักคิดจึงเจริญรุ่งเรื่องมาก ได้มีการรวบรวมอรรถาธิบายอัล-กุรอาน โดยใช้หลักเหตุผลของมุอ์ตะซิละฮ์ซึ่งจัดทำโดยนักปราชญ์ของสำนักมุอ์ตะวิละฮ์ ในระยะเวลาเหล่านี้ 

นักปรัชญาคนสำคัญในกลุ่มมะอ์ตะซิละฮ์

1.วาวิล อิบนุ อะฏอ
ท่านเกิดในนครมะดีนะฮ์ เมื่อ อ.ศ.80 เสียชีวิต ฮ.ศ.131 ในหนังสืออัลมิลัลวัลนิฮัล ที่มีชื่อเสียงของท่าน คำสอนสำคัญๆของวาซิล ประกอบด้วยเรื่อง
   A การปฏิเธคุณลักษณะของพระเจ้า
   B การที่มนุษย์มีเจตนารมณ์อิสระที่จะเลือกการกระทำความดี
   C ความเชื่อที่ว่า คนทำบาปหนักนั้นย่อมไม่ใช่ผู้ศรัทธาหรือผู้ไร้ศรัทธา แต่อยู่กลางๆ ระหว่างนั้น และความเชื่อที่ว่าคนที่ทำบาปหนักนั้นย่อมตกนรก
   D ความเชื่อจากฝ่ายตรงข้ามกันที่ต่อสู้กันในสงครามอูฐ และจากผู้ที่ลอบปรงชีวิตท่านอุษมานและพันธมิตรของท่าน

2.อบุล หุซัย อัลลาฟ 
ท่านเกิด ฮ.ศ. 131 สิ้นชีวิต ฮ.ศ. 226 ท่านไม่ยอมรับว่าคุณลักษณะของอัลลอฮ์นั้นแยกจากแก่นแท้ของพระองค์ในความหมายใด เพราะท่านเกรงว่าคำสอนเรื่องเอกภาพจะเป็นโมฆะไป

3.อัน-นัซซาม
มีชวิตอยู่ในช่วงสมัยเฆาะลีฟะฮ์ อัล-มะมูน และอัล-มุอ์ตะซิม สิ้นชีวิตเมื่อ ฮ.ศ.231 ท่านศึกษาปรัชญากรีกเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์ในงานของท่าน ความคิดสำคัญๆของท่าน ดังนี้
-ปฏิเสธอำนาจของอัลลอฮ์เหนือความชั่ว
-ปฏิเสธเจตนารมณ์ของอัลลอฮ์ เจตนารมณ์ของพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการกระทำของพระองค์
-การสามารถจะแบ่งอนุภาคทุกอันออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้
-สิ่งที่แท้จริงของมนุษย์ตือดวงวิญญาณ ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือของมัน

และท่านอื่นๆ 

หลักความเชื่อของกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์

หลักความเชื่่อเรื่องเอกภาพของอัลลอฮ์ พวกมุอ์ตะซิละฮ์มีความเชื่อดังนี้

-ปฏิเสธสภาพที่น่าปิติ พวกเขาถือว่าจะมีภาพไปไม่ได้หากไม่มีสถานที่และทิศทาง เมื่ออัลลออ์ไม่ทรงมีสถานที่และทิศทาง ดังนั้นจึงไม่สามารถมีภาพของพระงอค์ทั้งดลกนี้และโลกหน้า


-ความเชื่อที่ว่าอัล-กุรอาน คือพระวัจนะที่ทรงสร้างไว้ของอัลลออ์ อัล-กุรอานเป็นงานดั่งเดิมของอัลลอฮ์ มีมาพร้อมกับความเป็นรสูลแห่งอิสลาม

-ความโปรดปละพิโรธของอัลลอฮฺ ไม่ควรถือว่าเป็นคุณลักษณะของพระองค์ เพราะความโปรดปรานและเกรี้ยวกราด ก็ตือภาวะนั้น ย่อมไม่แน่นอนในขระที่แก่นแท้ของพระองค์ย่อมไม่เปลี่ยนรูปไป

สรุปเรื่องอื่นๆในความเชื่อของพวกมุอ์ตะซิละฮ์

-ปฏิเสธการให้รางวัลหรือลงโทษที่กระทำแก่ผู้ตายในหลุมศพ และการสอบถามโดยมลาอิกัต มุนกัร และนากีร

-ปฏิเสธการแสดงถึงวันปรโลก ยะฮ์ญูจและมะอ์ญูจ และการปรากฏตัวของอัลดัจญาล

-ปฏิเสธมลาอิกะฮ์ที่คอยบันทึก การกระทำ เพราะอัลลออ์ทรงทราบดีอยู่แล้วถึงการกระทำทั้งหลายของข้าของพระองค์

-พวกมุอ์ตะซิละฮ์บางท่านเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่ของตาชั่งมันมีอยู่จริง และที่กล่าวไว้ในอัลกุรอานเกี่ยวกับน้ำหนักและตาชั่ง ก็แค่หมายความว่าในวันนั้นจะมีความยุติธรรมอย่างเต็มที่ พวกเขาเชื่อว่าการกระทำไม่อาจมีน้ำหนัก สสารเท่านั้นที่มีน้ำหนัก

-ปฏิเสธความมีอยู่ของบ่อน้ำ อัดฮาอุด และสพานอัสสิรอ และไม่เชื่อว่าตอนนี้มีสวรรค์และนรกอยู่ แต่จะมีมาในวันพิพากษา

-ปฏิเสธปาฏิหาริย์(อัลกะรอมาต) ของนักบุญวะลี เพราะถ้ายอมรับก็อาจจะสับสนปนเปกับปาฏิหาริย์ของท่านรสูล

-พวกเขาไม่เชื่อในคำมั่นสัญญา พวกเขาเชื่อมั่นว่าอัลลอฮ์ไม่ทรงเจรจากับผู้ใด ไม่ว่าท่านรสูล มะลาอีกะฮ์ หรือผู้รองรับบัลลังก์ของอัลลอฮ์ หรือแม้แต่จะชำเลืองพระเนตรดู

-พวกเขาเชื่อว่าการกระทำพร้อมทั้งการพิสูจน์ว่าเป็นจริงนั้น รวมอยู่ในความศรัทธา และพวกเขาเชื่อว่าคนที่ทำบาปใหญ่หลวงย่อมอยู่ในนรกเสมอ

-ปฏิเสธเรื่องอัล-มิอ์รอจญ์ของท่านรสูล เพราะข้อพิสูจน์ของมันขึ้นอยู่กับหลักฐานของหะดิษแต่ละบท แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการที่ท่านรสูลเดินทางไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม

-พวกเขาเชื่อว่าคนที่ละหมาดเท่านั้น จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลรางวัลของการละหมาด ผลประโยชน์ของมันก็ไม่ไปถึงคนอื่น

-ความเชื่อว่าคำสั่งของอัลลอฮ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การละหมาดจึงไม่ได้มีไว้เพื่อความมุ่งหมายอย่างใดเลย ไม่มีใครได้อะไรจากมัน เพราะว่าผลของการละหมาดสอดคล้องกับชะตากรรมก็ไม่จำเป็นต้องขอ และถ้าไม่สอดคล้องกับชะตากรรมก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้มันมา

-พวกเขามักกำหนดไว้ว่ามะลาอีกะฮ์ที่เป็นผู้สาส์นของอัลลออ์มาให้ท่านรสูลนั้น มีความล้ำเลิศกว่ามนุษย์ผู้นำสาส์นของอัลลอฮฺ มาให้มนุษย์ คือบรรดานบีและรสูลต่างๆ

-พวกเขามีเหตุผลว่าจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งอิมาม เหนืออุมมะฮ์

-ถือว่ารูปปั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการได้รู้จักศรัทธา

-คัมภีร์อัล-กุรอานไม่ใช่สิ่งที่เป็นนิรันดร และเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น

-นัยน์ตามนุษย์ไม่อาจแลเห็นอัลลอฮ์ได้

-ถือว่าละหมาดตะรอเวียะฮ์เป็นสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์

-ภาพจริงๆของญิณเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ทางกายภาพ

-การละหมาดตอนหลังเมื่อพลาดละหมาดจริงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

-ผู้มีอำนาจตีความกฎหมายอิสลาม (มุจญ์ตะฮิด) ไม่อาจมีความคิดเห็นที่ผิดได้

-ชาวคริสเตียน ยิว และมาเยียนนั้นพอตายแล้วก็จะกลายเป็นฝุ่นละออง พวกเขาจะไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือนรก เด็กๆและสัตว์ชั้นต่ำก็เช่นเดียวกัน ผู้ไร้ศรัทธาซึ่งไม่มีความแจ่มแจ้งของพระผู้สร้างก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักพระองค์เพราะเขาเป็นเหมือนสัตว์ และช่วยตัวเองไม่ได้

-พวกเขาเชื่อว่าคนบาปจะไม่อยู่ในนรกตลอดกาล แต่จะกลายเป็นไฟ อัลลอฮ์จะไม่ส่งผู้ใดไปนรก แต่ไฟนรกจะดึงดูดคนบาปไปสู่นรกเองตามธรรมชาติ

-พวกเขาเชื่อว่าจักรวาลประกอบด้วยของ 2 ชนิด คือ สสาร และลักษณะ สสารมีความเป็นอยู่ที่แยกจากกัน เช่น น้ำ ไฟ ดิน ฯลฯ ส่วนลักษณะนั้นไม่อาจอยู่แยกไปต่างหากได้  ต้องมีอยู่ในสสารเท่านั้น เช่น กลิ่น รส สี ฯลฯ  ลักษณะจะไม่คงอยู่เป็นอย่างเดียว ต้องเปลี่ยนแปลงและสูญสลายไปเสมอ

-พวกมุอ์ตะซิละฮฺ ถือว่าอัลลอฮ์ไม่มีคุณลักษณะนอกจากตัวตนของพระองค์ ตัวตนของพระองค์มีความเพียงพอในตัวเองและไม่ต้องมีลักษณะต่างหากใดๆอีก ถ้าอัลลอฮ์จะมีลักษณะต่างหากไปจากตัวตนที่แท้จริงของพระองค์แล้ว คุณลักษณะเหล่านั้นย่อมจะไม่อยู่ร่วมในความเป็นนิรันดร์กับพระองค์

-พวกเขาถือกันว่าอัลลอฮ์ไม่อาจทำอะไรอย่างไร้เหตุผลหรือไม่พึงปรารถนาได้

-การสร้างก็คือการกระทำอันเดียวของอัลลอฮ์ ซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นในบัลดลและถูกเก็บไว้ในภาวะแฝง นับตั้งแต่ภาวะแฝงดั้งเดิมที่ทุกอย่างที่มีอยู่ เช่น สินแร่ พืชพันธุ์ สัตว์และมนุษย์ได้วิวัฒนาการมาในกระบวนการแห่งกาลเวลา ทุกสิ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน แต่ถูกเก็บซ่อนไว้ และเมื่อมาถึง สิ่งต่างๆเหล่านั้นก็จะถูกนำออกมาจากภาวะแฝงมาสู่ภาวะสำแดงออก

-พวกเขาเชื่อว่ามุสลิมที่เต็มไปด้วยบาปย่อมไม่ใช่มุสลิม หรือคนนอกศาสนา(กาฟิร) เขาอยู่ในตำแหน่งกลางๆ ไม่อาจเรียกเขาว่าผู้ศรัทธาได้ เพราะคำนี้เป็นคำยกย่อง ซึ่งไม่เหมาะสมแก่ผู้ทำบาป แต่ในฐานะที่เป็นผู้ศรัทธา โทษทัณฑ์ของเขาจึงเบาบางลง

สรุป
สำนักมุอ์ตะซิละฮ์ เป็นสำนักที่ใช้เหตุผลอธิบายศาสนา ถึงแม้ว่าหลักฐานจากอัลกุรอานหรือหะดิษจะค้านกับเหตุผลของพวกเขาก็ตาม พวกเขาถือว่าปรัชญาดีกว่าวะฮีย์ ปรัชญาให้ความจริงแท้อันสูงกว่า แต่วะฮีย์เป็นแต่เพียงก้าวแรกของสัจจะธรรมเท่านั้น และพวกเขาบางคนยังนับถือปรัชญากรีก และถือว่าเป็นส่วนประกอบที่เชื่อได้ของคำสอนในอัลกุรอาน ถือว่าอริสโตเติลกับอัลกุรอานจะต้องคล้องจองกัน จึงถือว่ากลุ่มมุตะซิละฮ์เป็นกลุ่มนอกรีต ขัดแย้งกับกิตาบุลลอฮ์และสุนนะฮ์ ไม่ใช่แนวทางของอลุลสุนนะฮ์ วัลญามาอะฮ์แต่อย่างใด



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

การปฏิบัติตัวของมุสลิมเมื่อฝนตก



แท้จริงสิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ ทรงสร้างมาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับบรรดาสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี้นั้นมีมากมาย อาทิเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงดาว ดวงจันทร์  น้ำ อากาศ ดิน และอีกหลายอย่างมากมายโดยนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่มี ความสำคัญอย่างมากต่อพื้นโลก และบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้น ก็คือ น้ำฝน

  น้ำฝน คือ ความโปรดปรานหนึ่ง จากความโปรดปรานต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับบรรดาสิ่งมีชีวิต ทั้งหลาย น้ำฝนช่วยให้พื้นโลกนั้นชุ่มชื้น ทำให้ต้นไม้ต่าง ๆ งอกเงยขึ้นมา เพื่อเป็นอาหารให้กับมนุษย์และสัตว์ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า

الَّذِي جَعَلَ لَكُمُ الْأَرْضَ فِرَاشًا وَالسَّمَاءَ بِنَاءً وَأَنْزَلَ مِنَ السَّمَاءِ مَاءً فَأَخْرَجَ بِهِ مِنَ الثَّمَرَاتِ رِزْقًا لَكُمْ فَلَا تَجْعَلُوا لِلَّهِ أَنْدَادًا وَأَنْتُمْ تَعْلَمُونَ

“คือผู้ทรงให้แผ่นดินเป็นที่นอน และฟ้าเป็นอาคารแก่พวกเจ้า และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วได้ทรงให้บรรดาผลไม้ออกมา เนื่องด้วยน้ำนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวก เจ้าจงอย่าให้มีผู้เท่าเทียมใด ๆ ขึ้น สำหรับอัลลอฮฺโดยที่พวกเจ้าก็ รู้กันอยู่”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 22)

وَمَا أَنْزَلَ اللَّهُ مِنَ السَّمَاءِ مِنْ مَاءٍ فَأَحْيَا بِهِ الْأَرْضَ بَعْدَ مَوْتِهَا

“...และน้ำ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้หลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้แผ่นดินมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยน้ำนั้นหลัง จากที่มันตายไปแล้ว...”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 164)

أَلَمْ تَرَ أَنَّ اللَّهَ يُزْجِي سَحَابًا ثُمَّ يُؤَلِّفُ بَيْنَهُ ثُمَّ يَجْعَلُهُ رُكَامًا فَتَرَى الْوَدْقَ يَخْرُجُ مِنْ خِلَالِهِ وَيُنَزِّلُ مِنَ السَّمَاءِ مِنْ جِبَالٍ فِيهَا مِنْ بَرَدٍ فَيُصِيبُ بِهِ مَنْ يَشَاءُ وَيَصْرِفُهُ عَنْ مَنْ يَشَاءُ يَكَادُ سَنَا بَرْقِهِ يَذْهَبُ بِالْأَبْصَارِ

“เจ้ามิได้เห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงให้เมฆลอย แล้วทรงทำให้ประสานตัวกันแล้วทรงทำ ให้รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าก็ จtเห็นฝนโปรยลงมาจากกลุ่มเมฆนั้น และพระองค์ทรงให้มันตกลง มาจากฟากฟ้า มีขนาดเท่าภูเขา ในนั้นมีลูกเห็บ แล้วพระองค์จะ ทรงให้มันหล่นลงมาโดนผู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์ และพระองค์จะทรงให้มันผ่านพ้นไปจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แสงประกาย ของสายฟ้าแลบเกือบจะเฉี่ยวสายตาผู้มอง”
(อันนูร : 43)

ประโยชน์ของน้ำฝน

   ประโยชน์ของน้ำฝนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้แผ่นดินที่แห้งแล้ง กลับมามีชีวิต ชีวาใหม่ พืชงอกเงยขึ้น พื้นดินตรงนี้ มนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม ปลูกพืช ผัก ผลไม้ แล้วนำไปขาย หรือบริโภคก็ได้ ส่วนบรรดาสัตว์ก็ใช้น้ำฝนในการดื่ม หรือเป็นผลของพืชที่งอกเงยขึ้นมาด้วย น้ำฝนนั้น ก็เป็นอาหารของบรรดาสัตว์ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นมนุษย์ก็ยังกักเก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ในยามขาด แคลนน้ำได้ อีกด้วย

    ในขณะเดียวกันน้ำฝนยังมีประโยชน์ทางด้านศาสนบัญญัติเกี่ยวกับการทำความสระอาดอีกด้วย โดยที่น้ำฝน นั้นสระอาดในตัวของมัน และสามารถนำชำระล้างทางด้านศาสนบัญญัติได้ อาทิเช่น การอาบน้ำญะนาบะฮฺ ด้วยน้ำฝน การอาบน้ำศพด้วยน้ำฝน การอาบน้ำละหมาดด้วย น้ำฝน เป็นต้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า

وَيُنَزِّلُ عَلَيْكُمْ مِنَ السَّمَاءِ مَاءً لِيُطَهِّرَكُمْ بِهِ

“...และทรงให้น้ำลงมาแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าเพื่อทรงชำระพวกเจ้าด้วยน้ำนั้น...”
(อัลอันฟาล : 11)

وَأَنْزَلْنَا مِنَ السَّمَاءِ مَاءً طَهُورًا

“...และเราได้ประทานน้ำบริสุทธิ์ลงมาจากฟากฟ้า”
(อัลฟุรกอน : 48)


ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับฝน

     แน่นอนสำหรับบรรดาผู้ศรัทธานั้น มีความเชื่อมั่นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า น้ำฝนนั้นเป็นความโปรดปราน ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานมาให้  โดยไม่เชื่อว่าการที่ฝนตกนั้นมาจากปรากฏอื่น ๆ เพราะการเชื่อว่าฝนตก เพราะสิ่งอื่นนั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

     แต่สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้น ก็จะหาเหตุผลต่าง ๆ นานา ว่าฝนตกเพราะสิ่งนั้น สิ่งนี้ ฝนตกเพราะดาวดวงนั้น ดวงนี้  หรือตามความหมายในเชิง วิทยาศาสตร์ ว่า “ น้ำโดนความร้อนของแสงจากดวงอาทิตย์หรือความร้อน อื่นใดที่ใช้ในการต้มน้ำ จนทำให้ระเหยกลายเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไป ในอากาศ เมื่อไอน้ำมากขึ้นจะรวมตัวกันเป็น ละอองน้ำเล็กๆ ปริมาณของละอองน้ำยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆก็จะรวมตัวกันเป็นเมฆฝน พอมากเข้าอากาศ ไม่สามารถ พยุงละอองน้ำเหล่านี้ต่อไปได้ น้ำก็จะหล่นลงมายังผืนโลกให้เราเรียกขานกันว่าฝนตก วัฏจักรของน้ำที่เกิดขึ้น เป็นอย่างนี้มาตลอด ตั้งแต่โลกใบกลมของเราเกิดขึ้นมา และคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ    ฝนที่ตกลงมานั้นเป็น ส่วนหนึ่งที่สำคัญของวัฏจักรของอุทกวิทยา ซึ่งน้ำจาก ผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละ อองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกลงมาเป็นฝน ไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง ไปสู่ทะเล มหาสมุทร และวนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด”

   และประเด็นสำคัญก็คือเมื่อมุสลิมอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยหลายความเชื่อ มุสลิมจึงต้องระมัดระวังในด้าน ความเชื่อต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องของ ฝนตก มีรายงานจากอบูมาลิก อัลอัชอารียฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า อันที่ จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

أَرْبَعٌ فِي أُمَّتِي مِنْ أَمْرِ الْجَاهِلِيَّةِ لَا يَتْرُكُونَهُنَّ الْفَخْرُ فِي الْأَحْسَابِ وَالطَّعْنُ فِي الْأَنْسَابِ وَالْاسْتِسْقَاءُ بِالنُّجُومِ وَالنِّيَاحَةُ وَقَالَ النَّائِحَةُ إِذَا لَمْ تَتُبْ قَبْلَ مَوْتِهَا تُقَامُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَعَلَيْهَا سِرْبَالٌ مِنْ قَطِرَانٍ وَدِرْعٌ مِنْ جَرَب

“สี่ประการด้วยการจากเรื่องราวในสมัยญาฮิลิยะฮฺที่มีอยู่ในประชาชาติของฉัน โดยที่พวกเขาจะไม่ ทิ้งมันไป คือ อวดอ้างในเรื่อง เชื้อสายวงศ์ตระกูลต่าง ๆ ปรักปรำในเรื่องเชื้อสายต่าง ๆ การอ้างว่า ฝนตกเพราะดวงดาวต่าง ๆ และการส่งเสียงโอดควรญ (ให้แก่ คนตาย) และท่านได้กล่าวต่อว่า ผู้ที่ส่ง เสียงร้องอวดควรญนั้น ถ้าไม่กลับตัวก่อนตาย ในวันกิยามะฮฺเขาจะถูกยืนขึ้นมาโดยที่ตัวเขา นั้นมี เสื้อผ้าที่ทำจากทองแดงละลาย และเสื้อเกราะที่มาจากโรคผิวหนัง”
(บันทึกโดยมุสลิม : 934  อะหฺมัด : 22396,22405)

มีรายงานจากซัยดฺ อิบนิ คอลิด อัลญุฮะนียฺ เล่าว่า

صَلَّى لَنَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ صَلَاةَ الصُّبْحِ بِالْحُدَيْبِيَةِ عَلَى إِثْرِ سَمَاءٍ كَانَتْ مِنْ اللَّيْلَةِ فَلَمَّا انْصَرَفَ أَقْبَلَ عَلَى النَّاسِ فَقَالَ هَلْ تَدْرُونَ مَاذَا قَالَ رَبُّكُمْ قَالُوا اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَعْلَمُ قَالَ أَصْبَحَ مِنْ عِبَادِي مُؤْمِنٌ بِي وَكَافِرٌ فَأَمَّا مَنْ قَالَ مُطِرْنَا بِفَضْلِ اللَّهِ وَرَحْمَتِهِ فَذَلِكَ مُؤْمِنٌ بِي وَكَافِرٌ بِالْكَوْكَبِ وَأَمَّا مَنْ قَالَ بِنَوْءِ كَذَا وَكَذَا فَذَلِكَ كَافِرٌ بِي وَمُؤْمِنٌ بِالْكَوْكَبِ

“ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำละหมาดซุบฮฺ ที่หุไดยบียะฮฺ โดยท้องฟ้ามีร่องรอยของ ฝนตกเมื่อคืน เมื่อท่านได้ละ หมาดเสร็จ ก็หันมาทางผู้คนและท่านได้กล่าวว่า ท่านทั้งหลายทราบหรือ ไม่ว่าพระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสอะไร ? บรรดาซอฮาบะฮฺ กล่าวว่า อัลลอฮฺและร่อซูลรู้ดีที่สุด ท่านร่อซูล ตอบว่า พระองค์ได้ตรัสว่า ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามีบ่าวของฉัน เป็นผู้ที่ศรัทธาต่อฉัน และเป็นผู้ที่ปฏิ เสธฉัน ดังนั้นผู้ที่กล่าวว่า เราได้รับน้ำฝนด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺและความเมตตาของพระ องค์ เขาผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ศรัทธาต่อฉัน และปฏิเสธต่อดวงดาว และผู้ที่กล่าวว่า เราได้รับน้ำฝนด้วยสาเหตุ ของดวงดาวนั้น ดวงดาวนี้ เขาผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ปฏิเสธต่อฉัน และศรัทธาต่อดวงดาว”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 810,991  มุสลิม : 71 อบูดาวุด : 3906)

สิ่งที่ควรทำขณะฝนตก

ไม่บ่น ไม่ด่าทอ กล่าวดุอาอฺขณะที่ลมแรง
มีรายงานจากอุบัยยฺ อิบนุ กะอบฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

لَا تَسُبُّوا الرِّيحَ فَإِذَا رَأَيْتُمْ مَا تَكْرَهُونَ فَقُولُوا اللَّهُمَّ إِنَّا نَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِ هَذِهِ الرِّيحِ وَخَيْرِ مَا فِيهَا وَخَيْرِ مَا أُمِرَتْ بِهِ وَنَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّ هَذِهِ الرِّيحِ وَشَرِّ مَا فِيهَا وَشَرِّ مَا أُمِرَتْ بِه

“พวกท่านทั้งหลายอย่าได้ด่าว่าลม ดังนั้นเมื่อพวกท่านเห็นสิ่งที่น่าเกลียด (น่ากลัว) ให้พวกท่านทั้ง หลายได้กล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ อันที่จริงเราขอต่อพระองค์จากสิ่งที่ดีของลมนี้ และสิ่งที่ดีของสิ่งที่มีอยู่ ในลมนี้ และสิ่งที่ดีที่มันได้ถูกบัญชามา และเราขอความคุ้ม ครองต่อพระองค์ จากความชั่วร้าย ของลมนี้ และความชั่วร้ายของสิ่งที่อยู่ในลมนี้และความชั่วร้ายของสิ่งที่มันถูกบัญชามา”
(บันทึกโดยติรมีซียฺ : 2252 เศาะเหี๊ยะหฺติรมีซียฺอัลบานียฺ : 2252)

กล่าวดุอาอฺขณะฝนตก

มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา อันที่จริงเมื่อท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นฝนตก ท่านก็จะกล่าว่า

اللَّهُمَّ صَيِّباً نَافِعاً

คำอ่าน : อัลลอฮุมม่า ศ็อยยิบัน นาฟิอัน

“โอ้อัลลอฮฺ ขอให้เป็นฝนที่มีประโยชน์”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 1032)

ขอดุอาอฺในขณะฝนตก
มีรายงานจากซะฮลฺ อิบนิ ซะอดฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

ثِنْتَانِ مَا تُرَدَّانِ الدُّعَاءُ عِنْدَ النِّدَاءِ وَ تَحْتَ المَطَرِ

“สองช่วงด้วยกันที่ (การขอดุอาอฺ) จะไม่ถูกปฏิเสธ การขอดุอาอฺหลังอะซาน และการขอดุอาอฺในขณะ ที่ฝนกำลังตก”
(อัลญามิอุศเศาะฆีรอัซซุญูตียฺ : 3566 เศาะเหี๊ยะหฺอัลญามิอฺอัลบานียฺ : 3078)

กล่าวดุอาอฺในขณะที่ได้ยินฟ้าร้อง
ปรากฏว่าอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัซซุบัยรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา นั้น เมื่อได้ยินฟ้าร้อง ท่านจะไม่พูด และกล่าวว่า

سُبْحَانَ الَّذِي يُسَبِّحُ الرَّعْدُ بِحَمْدِهِ وَالْمَلاَئِكةُ مِنْ خِيفَتِهِ

คำอ่าน : ซุบฮานัลละซี ยุซับบิฮุรเราะอฺดุ บิฮัมดิฮี วัลมะลาอิกะตุ มินคียฺฟะติฮี

“มหาบริสุทธิ์ ผู้ที่ฟ้าร้องและมะลาอิกะฮฺยอมรับในความบริสุทธิ์ของพระองค์ (อัลลอฮฺ) และพร้อมด้วย การสรรเสริญพระองค์ เนื่องจาก ความเกรงกลัวพระองค์”
(มุวัฏเฏาะฮฺ : 992/2 กะลามุฏฏอยยิบอัลบานียฺ : 157)

กล่าวดุอาอฺเมื่อฝนตกหนักและเกรงว่าจะเป็นอันตราย
เมื่อฝนตกหนักและเกรงว่าจะเป็นอันตราย ให้กล่าวดุอาอฺว่า

اللَّهُمَّ حَوَالَيْنَا وَلاَ عَلَيْنَا، اللَّهُمَّ عَلَى الآكَامِ وَالظِّرَابِ، وَبُطُونِ الْأَوْدِيَةِ، وَمَنَابِتِ الشَّجَرِ

คำอ่าน : อัลลอฮุมม่า ฮะวาลัยนา วะลาอะลัยนา อัลลอฮุมม่า อะลัลอากามิ วัซซิรอบิ วะบุตูนิลเอาดิยะติ

“โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรงให้ฝนตกบริเวณรอบ ๆ พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด อย่าให้มันตก (สร้างความเสียหาย) ลงบนพวกข้าพระองค์เลย โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรงให้มันตกลงบนเนินสูง ๆ และบนลำธารระหว่างช่องเขา และบรรดาที่งอกเงยของต้นไม้”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 933 มุสลิม : 897)

กล่าวดุอาอฺหลังฝนตก
เมื่อฝนหยุดตกแล้วก็ให้กล่าวดุอาอฺ

مُطِرْنَا بِفَضْلِ اللَّهِ وَرَحْمَتِهِ

คำอ่าน : มุฏิรนา บิฟัฎลิลลาฮิ วะเราะหฺมะติฮี

“เราได้รับน้ำฝนด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮฺและความเมตตาของพระองค์”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ  : 846 มุสลิม : 71)



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ

http://www.warasatussunnah.net

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

อิสลามกับการสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์




สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติหลายครั้งในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนั้นคือ : การถอดและสวมใส่เสื้อผ้า บางทีก็เพื่อที่จะ อาบน้ำ หรือพักผ่อน หรืออื่น ๆ นอกจากนี้ เป็นต้น :

การถอดและสวมใส่เสื้อผ้านั้นมีซุนนะฮฺให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้ :

1-ให้กล่าว (بِسْمِ اللهِ )ไม่ว่าขณะที่ถอดหรือสวมใส่เสื้อผ้า

2-ปรากฏว่าเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สวมใส่เสื้อผ้า อาภรณ์ เสื้อคลุม ผ้าโพกหัว ท่านจะกล่าวว่า :

اَللَّهُمَّ إِنِّيْ أَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِهِ وَخَيْرِمَا هُوَ لَهُ ، وَأَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّهِ وَشَرِّ مَا هُوَ لَهُ    

“โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์จากความดีของอาภรณ์นี้  และสิ่งที่ดีสำหรับมัน และฉันขอความ คุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วของอาภรณ์นี้ และความชั่วสำหรับมัน ”
(บันทึกโดยอบูดาวุด ติรมีซียฺ อะหมัด เศาะเหี๊ยะหฺอิบนุฮิบบาน และฮากิมได้กล่าวว่า : หะดีษนี้ตรงตามเงื่อน ไขของอิหม่ามมุสลิม ซึ่งเป็นความเห็นที่ตรงกับ อิหม่ามซะฮาบียฺ)

3-ใช้มือขวาขณะสวมใส่เสื้อผ้า : ดังหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม :

إِذَا لَبِسْتُمْ فَابْدَؤُوْا بِأَيْمَانِكُمْ

“ เมื่อพวกท่านสวมใส่เสื้อผ้า ดังนั้นพวกท่าน จงเริ่มด้วยมือขวาของพวกท่านก่อน ”
(บันทึกโดยอบูดาวุด ติรมีซียฺ อิบนุมาญะฮฺ เป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะหฺ)

4-ขณะถอดเสื้อผ้าหรือกางเกงให้ใช้มือซ้ายก่อนมือขวา


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โดย คอลิด อัลฮุซัยนาน

แปลโดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ


เรารักท่านนบี มูฮัมหมัด ศ็อลฯ มากแค่ไหน




มีอยู่วันหนึ่ง ท่านนบีฯ ได้นั่งร่วมกับบรรดาศอฮาบะห์ มีอาบูบักร อูมัร อุษมาน อาลีย์ และอีกหลายๆคน และแล้ว ท่านนบีฯก็ถามบรรดาศอฮาบะห์ว่า : โอ้บรรดาสหาย (ศอฮาบะห์) ของฉันทั้งหลาย พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า ใครคือปวงบ่าวอัลลอฮฺที่มีความประเสริฐ ???

บรรดาศอฮาบะห์ทั้งหลายก็นิ่งเงียบ แต่มีหนึ่งในนั้นได้ตอบว่า : พวกเขาคือบรรดามาลาอิกะห์ โอ้ท่านรอซู้ล

ท่านนบีฯ ก็ตอบว่า : ใช่ พวกเขาทั้งหลายมีความประเสริฐ พวกเขาทั้งหลายได้อยู่ใกล้ชิดกับเอกองค์อัลลอฮฺ และพวกเขาสรรเสริญต่อพระองค์อยู่ตลอดเวลา และคำตอบที่คุณตอบมานี้ มันก็ถูก แต่ยังมีอีกพวกหนึ่งที่มีความประเสริฐเหมือนกัน

บรรดาศอฮาบะห์ทั้งหลายก็นิ่งเงียบกันทุกคน แล้วก็มีอีกคนหนึ่งได้พูดว่า : โอ้รอซูลุลลอฮฺ พวกเขาทั้งหลายคือบรรดาศาสนทูต (บรรดานบี) พวกเขาทั้งหลายมีความความประเสริฐ

ท่านนบีฯ ก็ปริ่มยิ้มออกมา แล้วก็ตอบว่า : ใช่ บรรดานบีทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความประเสริฐ พวกเขาทั้งหลายเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ จะไม่ให้พวกเขาประเสริฐได้อย่างไร ก็ในเมื่อพวกเขาน้อมรับกับทุกคำสั่งสอนของพระองค์ และคำตอบที่คุณตอบมานี้ มันก็ถูก แต่ยังมีอีกพวกหนึ่งที่มีความประเสริฐเหมือนกัน

บรรดาศอฮาบะห์ทั้งหลายก็นิ่งเงียบกันทุกคน แล้วหนึ่งในนั้นก็ถามว่า : แล้วพวกเขานั้นเป็นใครล่ะ โอ้ท่านรอซู้ล ??? แล้วหนึ่งในนั้นก็ถามอีกว่า : หรือว่าพวกเราทั้งหลายนี้ เป็นพวกที่มีความประเสริฐ ???

ท่านนบีฯ ก็มองใบหน้าบรรดาศอฮาบะห์แต่ล่ะคน แล้วก็ยิ้มหวานออกมา แล้วก็ตอบว่า : เป็นที่แน่นอน พวกเจ้าทั้งหลายย่อมมีความประเสริฐ เพราะพวกเจ้าทั้งหลายได้อยู่ใกล้ตัวฉันตลอดเวลา พวกเจ้าทั้งหลายยอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือฉัน พวกเจ้าทั้งหลายย่อมมีความประเสริฐแน่นอน แต่ยังมีกลุ่มชนอื่นอีก ที่นอกเหนือจากพวกท่าน

บรรดาศอฮาบะห์ทั้งหลายก็นิ่งเงียบกันทุกคน พวกเขาไม่สามารถที่จะเอ่ยคำใดๆออกมาอีกแล้ว

จู่ๆท่านนบีฯ ก็ก้มหน้าของท่าน มองไปยังพื้นดิน แล้วน้ำตาของท่านก็รินไหลออกมา

บรรดาศอฮาบะห์ก็ร่วมกันถามว่า : ทำไมท่านถึงได้ร้องไห้ออกมาล่ะ โอ้รอซูลลุลอฮฺ

น้ำตาของท่านรินไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตารินไหลเปียกจนถึงเคราของท่าน ท่านนบีฯก็ตอบว่า : โอ้บรรดาสหายของฉัน รู้ไหมว่าพวกที่ประเสริฐที่ฉันหมายถึงนี้เป็นใคร พวกเขาคือบรรดามนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาจะถูกกำเนิดออกมา เป็นเวลาที่ช่างไกลจากฉันมาก เป็นเวลาหลังจากที่ฉันได้ตายไปแล้ว พวกเขาทั้งหลายรักอัลลอฮฺ พวกท่านทั้งหลายรู้ไหม พวกเขาทั้งหลายไม่เคยมอง ไม่เคยเห็นหน้าตาของฉันเลย พวกเขาทั้งหลายไม่เคยใช้ชีวิตกับฉันเลย ซึ่งไม่เหมือนกับพวกเจ้าอยู่ตอนนี้ แต่พวกเขาทั้งหลายต่างก็คิดถึงฉัน โอ้บรรดาสหายของข้าทั้งหลาย ฉันก็คิดถึงพวกเขาทั้งหลายเช่นกัน พวกเขาทั้งหลายมีความประเสริฐ พวกเขาทั้งหลายคือ อุมมัตของฉัน

น้ำตาของท่านก็ยังไหลไม่หยุดสิ้น บรรดาศอฮาบะห์ทั้งหลายต่างก็ร้องไห้ออกมา

นี่คือความรักของท่านนบีฯ ที่ท่านได้มอบให้แก่เรา และก่อนที่ท่านจะสิ้นลมหายใจ รู้ไหม ว่าท่านได้เอ่ยคำอะไรออกมา ท่านได้เอ่ยคำว่า อุมมาตี อุมมาตี อุมมาตี (ประชาชาติของฉัน ประชาชาติของฉัน ประชาชาติของฉัน)

ความรักที่ยิ่งใหญ่ของท่าน ที่ท่านได้มอบให้แก่เรา หวังว่าเราทุกคน มอบความรักให้แก่ท่านนบีฯ อย่างที่ท่านได้มอบความรักของท่านให้แก่เรา



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



บทความดีๆโดย : FIRDAUS DJAMARIS
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

น้ำที่ใช้ทำความสะอาดในอิสลาม



   
 เป็นที่ทราบดีจากบทเรียนที่ผ่านมาแล้วว่า ความสะอาดของร่างกายนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญ ( شَرْطٌ ) ประการหนึ่งของการปฏิบัติศาสนกิจหลาย อย่าง เช่น การละหมาดและการฏอวาฟเป็นต้น ดังนั้นผู้ที่ร่างกายเปื้อนนะยิสหรือมีหะดัษนั้นจำเป็นต้องชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน

นะยิสที่เปื้อนให้ชำระด้วยการใช้น้ำสะอาดล้างออกจนเกลี้ยง ส่วนหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่ก็ให้ชำระด้วยการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำฆุสลฺ ตามแต่กรณี ยกเว้นกรณีที่ไม่สามารถใช้น้ำชำระได้ตามปกติ ก็ให้ชำระด้วยวิธีอื่นแทน เช่น เมื่อไม่สามารถใช้น้ำชำระนะยิสจากการปัสสาวะหรือ อุจาระได้ (เรียกว่าอิสตินญาอฺ) ก็ให้ใช้ก้อนหินหรือวัสดุอื่นๆที่มีผิวหยาบเช็ดทำความสะอาดคราบนะยิสนั้นแทน (เรียกว่าอิสติจมาร) หรือไม่สา มารถอาบน้ำละหมาดหรืออาบน้ำฆุสลฺได้ ก็ให้ใช้วิธีตะยัมมุม คือใช้ดินฝุ่นที่สะอาดแทนการใช้น้ำ ดังนั้นจึงพอสรุปได้ว่าสิ่งที่มีคุณสมบัติสามารถ ชำระนะยิสและชำระหะดัษได้ คือน้ำและดิน ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมีรับสั่งไว้ว่า

وَأَنْزَلْنَا مِنَ السَّمَاءِ مَاءً طَهُورًا

“และเราได้ประทานน้ำที่สะอาด ( คือมีคุณสมบัติชำระสิ่งสกปรกได้ ) ลงมาจากท้องฟ้า”

ซูเราะฮ์อัลฟุรกอน อายะฮ์ที่ 48

น้ำที่ถูกประทานลงมาจากฟ้าคือน้ำฝน แหล่งกำเนิดของน้ำจืดหลาย ๆ ชนิด ท่านหุซัยฟะฮ์อิบนุลยะมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซู ลุลลอฮ์  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وَجُعِلَتْ لَنَا الأَرْضُ كُلُّهَا مَسْجِدًا وَجُعِلَتْ تُرْبَتُهَا لَنَا طَهُورًا إِذَا لَمْ نَجِدْ الْمَاءَ

“และแผ่นดินทั้งหมดได้ถูกทำให้เป็นมัสยิดสำหรับพวกเรา และดินฝุ่นก็ถูกทำให้เป็นสิ่งที่ใช้ทำความสะอาดได้สำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราไม่มีน้ำ"
บันทึกโดยมุสลิม

น้ำแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1.น้ำฏ่อฮู้ร ( اَلْمَاءُ الطَّهُوْرُ ) คือ น้ำสะอาดที่มีคุณสมบัติใช้ชำระทำความสะอาดสิ่งอื่นได้ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าน้ำมุฏลัก ( اَلْمَاءُ الْمُطْلَقُ ) เป็นน้ำสะ อาดธรรมดาที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป คงลักษณะเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนรูปสมบัติ สี,กลิ่นและรส น้ำประเภทนี้จัดเป็นน้ำที่สะอาดและสามารถ นำมาใช้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกอื่นอื่นๆได้ซึ่งมีหลายชนิด  เช่น น้ำฝน น้ำค้าง น้ำทะเล น้ำแม่น้ำ น้ำบ่อ น้ำบาดาล น้ำตาน้ำ น้ำหิมะ น้ำแข็ง น้ำลูกเห็บ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงรับสั่งว่า

وَيُنَزِّلُ عَلَيْكُمْ مِنَ السَّمَاءِ مَاءً لِيُطَهِّرَكُمْ بِهِ

“และพระองค์ได้ประทานน้ำ (ฝน) ลงมาจากท้องฟ้า เพื่อพระองค์จักชำระพวกท่านให้สะอาดด้วยน้ำ (ฝน) นั้น”

ซูเราะฮ์อัลอันฟาล อายะฮ์ที่ 11

น้ำฝนเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำจืดธรรมชาติทั้งหลาย เช่น ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร และบ่อน้ำต่าง ๆ และอัลลอฮ์ยังให้น้ำฝนส่วนหนึ่ง ไหลซึมลงสะสมอยู่ใต้ดิน กลายเป็นน้ำบาดาล น้ำตาน้ำและน้ำพุ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงรับสั่งว่า

وَأَنْزَلْنَا مِنَ السَّمَاءِ مَاءً بِقَدَرٍ فَأَسْكَنَّاهُ فِي الْأَرْضِ وَإِنَّا عَلَى ذَهَابٍ بِهِ لَقَادِرُونَ

“และเราให้น้ำลงมาจากท้องฟ้า (ฝน) ตามปริมาณ แล้วเราได้ให้มัน (ส่วนหนึ่ง) ซึมอยู่ในแผ่นดิน และแท้จริงเราเป็นผู้สามารถทำให้ มันเหือดแห้ง”

ซูเราะฮ์อัลมุอฺมินูน อายะฮ์ที่ 18

ท่านค่อลีฟะฮ์อาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า

“ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เรียกให้คนรับใช้นำน้ำซัมซัมไปให้หนึ่งกระป๋อง แล้วท่านก็ดื่มน้ำซัมซัมนั้นและอาบน้ำ ละหมาดด้วย ”
บันทึกโดยอะหมัด

ส่วนน้ำทะเลซึ่งเป็นแหล่งน้ำเค็มธรรมชาติและรวมถึงมหาสมุทรด้วยนั้น ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า มีชายคนหนึ่งถามท่าน รอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า พวกเราโดยสารเรืออยู่ในทะเล เรานำน้ำ (จืด) สำหรับใช้บริโภคไปด้วยเพียงเล็กน้อย หากเรานำมา อาบน้ำละหมาดพวกเราก็จะกระหายและไม่มีดื่มในที่สุด เช่นนั้นพวกเราจะใช้น้ำทะเลอาบน้ำละหมาดแทนได้หรือไม่ ? ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า

هُوَ الطَّهُوْرُ مَاؤُهُ الْحِلُّ مَيْتَتُهُ

“ ทะเลนั้นน้ำของมันสะอาดใช้ทำความสะอาดได้ และสัตว์ทะเลที่ตายก็เป็นที่อนุมัติ (หะลาล) ”
บันทึกโดยอะหมัด,อาบูดาวูด,อัดติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์

2.น้ำฏอเฮร ( اَلْمَاءُ الطَّاهِرُ ) คือ น้ำสะอาดแต่ไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้ชำระหรือทำความสะอาดสิ่งอื่นได้ ได้แก่น้ำสะอาดที่มีสิ่งสะอาดเจือปน ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงกับรูปสมบัติ สี,กลิ่นหรือรสของน้ำอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น น้ำหวาน น้ำเชื่อม น้ำชา น้ำกาแฟ น้ำยาอุทัย น้ำผสมน้ำมันหอม ระเหยต่าง ๆ น้ำประเภทนี้จัดเป็นน้ำสะอาดสามารถใช้บริโภคและดื่มกินได้ แต่ไม่สามารถนำไปชำระนะยิสหรือยกหะดัษได้ ตามทรรศนะที่มีน้ำ หนัก ทั้งนี้มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งอนุโลมให้ใช้น้ำประเภทนี้ชำระนะยิสหรืออาบน้ำฆุสลฺเป็นน้ำแรก ๆได้ แต่มีเงื่อนไขว่าจำเป็นว่าต้องใช้น้ำสะอาด หรือน้ำมุฏลัก ( ประเภทที่ 1 ) ราดชำระตามครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งด้วย โดยอ้างตัวบทหลักฐานจากรายงานของท่านหญิงอุมมุอะฏียะฮ์ว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ใช้ให้อาบน้ำศพท่านหญิงซัยหนับด้วยน้ำใบพุทราและน้ำการบูร

3.น้ำนะยิส ( اَلْمَاءُ النَّجِسُ ) คือน้ำที่เป็นนะยิสหรือมีนะยิสปนเปื้อนอยู่ ทำให้เปลี่ยนสี,กลิ่นหรือรส น้ำประเภทนี้   ไม่อนุญาตให้นำมาบริโภค หรือใช้ ทำความสะอาดชำระล้างนะยิสหรือยกหะดัษได้ ไม่ว่าน้ำนั้นจะมีจำนวนน้อยหรือมากเพียงใดก็ตาม ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِنَّ الْمَاءَ طَاهِرٌ إِلاَّ أَنْ تَغَيِّرَ رِيْحُهُ أَوْ طَعْمُهُ أَوْ لَوْنُهُ بِنَجَاسَةٍ تَحْدُثُ فِيْهِ

“ แท้จริงน้ำนั้นสะอาดอยู่เสมอ ยกเว้นเมื่อกลิ่นของน้ำหรือรสชาตของน้ำหรือสีของน้ำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเนื่องจากมีนะยิสตกลง ไปเจือปนอยู่ ”
บันทึกโดยอัลบัยฮะกีย์

ดังนั้นน้ำที่มีจำนวนน้อย ไม่ถึงสองกุลละฮ์ ( 216 ลิตร ) เมื่อมีนะยิสเจือปนอยู่ถือว่าน้ำนั้นเป็นนะยิสทันที แม้ว่าจะไม่เปลี่ยนรูปสมบัติอย่างหนึ่ง อย่างใดเลยก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม เคยห้ามผู้ที่ตื่นนอนเอามือจุ่มหรือวักน้ำในภาชนะ เพราะจะทำให้ น้ำในภาชนะปนเปื้อนนะยิสได้ ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِذَا اسْتَيْقَظَ أَحَدُكُمْ مِنْ نَوْمِهِ فَلاَ يُدْخِلْ يَدَهُ فِي الإِنَاءِ حَتَّى يَغْسِلَهَا ثَلاَثَ مَرَّاتٍ ، فَإِنَّ أَحَدَكُمْ لاَيَدْرِي
أَيْنَ بَاتَتْ يَدُهُ أَوْ أَيْنَ كَانَتْ تَطُوْفُ يَدُهُ

“ เมื่อคนใดในหมู่พวกท่านตื่นนอนเขาจงอย่าจุ่มมือของเขาลงในภาชนะ จนกว่าจะล้างมือสามครั้งเสียก่อน เพราะว่าเขาไม่อาจรู้ได้ ว่ามือของเขานั้นซุกอยู่ตรงไหนหรือวนเวียนอยู่ตรงไหนบ้างขณะที่เขานอนหลับ ”
บันทึกโดยอาบูดาวูด

และท่านรอซูลุลลอฮ์ยังใช้ให้เทน้ำและล้างภาชนะที่เปื้อนน้ำลายสุนัข ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِذَا وَلَغَ الْكَلْبُ فِي إِنَاءِ أَحَدِكُمْ فَلْيُرِقْهُ ثُمَّ لِيَغْسِلْهُ سَبْعَ مِرَارٍ

“ เมื่อสุนัขเลียภาชนะของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่าน เขาจงเทมันทิ้งเสีย แล้วจงล้างมันเจ็ดครั้ง ”
บันทึกโดยมุสลิม

และหากว่าน้ำที่มีนะยิสปนเปื้อนอยู่นั้นมีปริมาณมากกว่าสองกุลละฮ์ขึ้นไป และนะยิสที่ปนเปื้อนนั้นทำให้น้ำเปลี่ยนรูปสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด (สี,กลิ่นและรส) ก็ถือว่าน้ำนั้นเป็นน้ำนะญิสทันทีเช่นกัน และไม่อนุญาตให้นำมาใช้บริโภคดื่มกิน ทำความสะอาด อาบน้ำละหมาดหรือยกหะดัษ โดยเด็ดขาด ท่านอับดุลลอฮ์อิบนุอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวว่า

إِذَا كَانَ الْمَاءُ قُلَّتَيْنِ لَمْ يَحْمِلْ الْخَبَثَ

“ เมื่อน้ำมีปริมาณถึงสองกุลละฮ์ น้ำนั้น จะไม่รับความสกปรก (คือจะไม่เป็นนะยิส) ”
บันทึกโดยอาบูดาวูด

และในบันทึกของอัดดารุกุฏนีย์ระบุว่า

لَمْ يَنْجُسْ

“ น้ำนั้นจะไม่เป็นนะยิส ”

คงคุณสมบัติความเป็นน้ำสะอาดอยู่ตามเดิม ท่านอาบูอุมามะฮ์อัลบาฮิลีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ ซัลลัม กล่าวว่า

إِنَّ الْمَاءَ لاَ يُنَجِّسُهُ شَيْءٌ إِلاَّ مَا غَلَبَ عَلَى رِيحِهِ وَطَعْمِهِ وَلَوْنِهِ

“ แท้จริงน้ำนั้นจะไม่มีสิ่งใดทำให้มันเป็นนะยิสได้ นอกจากว่าสิ่งนั้นมีอิทธิพลทำให้กลิ่นหรือรสหรือสีเดิมของน้ำเปลี่ยนไป ”
บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์

และในบันทึกของท่านอิหม่ามอัดดารุกุฏนีย์ จากท่านเษาบาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

الْمَاءُ طَهُورٌ إِلاَّ مَا غَلَبَ عَلَى رِيحِْهِ أَوْ عَلَى طَعْمِهِ

“ น้ำนั้นสะอาดและใช้ทำความสะอาดได้ ยกเว้นเมื่อมีสิ่งที่ทำ  ให้กลิ่นของน้ำหรือรสชาติของน้ำเปลี่ยนไปจากเดิม ”

แต่หากน้ำนั้นมีมากกว่าสองกุลละฮ์และไม่ทำให้รูปสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดของน้ำเปลี่ยนแปลง ถือว่าน้ำนั้นสะอาดใช้บริโภคได้ ทำความสะอาด อาบน้ำละหมาดได้ ยกหะดัษได้

4.ประเด็นการใช้น้ำที่โดนแดดเผาหรือน้ำมุชัมมัส ( اَلْمَاءُ الْمُشَمَّسُ ) คือ น้ำมุฏลักที่ตากแดดหรือโดนแสงอาทิตย์จนร้อน ประเด็นนี้ได้รับความ สนใจในหมู่นักวิชาการ ว่าจะสามารถนำมาใช้ได้ตามปกติหรือไม่ ? เพราะเดิมทีน้ำนี้เป็นน้ำมุฏลักที่มีหุก่มสะอาดและใช้ทำความสะอาดได้ แต่เมื่อ โดนแสงแดดจนร้อนและเปลี่ยนสภาพบางอย่าง เช่นเกิดฝ้าลอยจับตัวที่ผิวน้ำหรือเกิดฟองอากาศในน้ำนั้น ประกอบด้วยมีตัวบทหลักฐานที่ระบุ ห้ามใช้น้ำที่ถูกแดดเผา จึงทำให้เกิดมุมมองและความเข้าใจตลอดจนคำวินิจฉัยที่แตกต่างกันในระหว่างนักวิชาการ

กล่าวคือนักวิชาการส่วนใหญ่(ญุมฮูร) ซึ่งประกอบด้วยมัสฮับหะนะฟีย์,มาลิกีย์,ฮันบะลีย์และนักวิชาการอาวุโสในมัสฮับชาฟิอีย์ส่วนหนึ่ง เช่นท่าน อิหม่ามนะวะวีย์ มีความเข้าใจและเชื่อว่าน้ำมุชัมมัส นั้นยังคงความเป็นน้ำมุฏลักอยู่ตามเดิม ยังเป็นน้ำที่สะอาดและสามารถนำ ไปชำระนะยิส, อาบน้ำละหมาดและยกหะดัษได้

ในขณะที่นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งมีความเข้าใจว่าน้ำที่ถูกแดดเผาจนร้อนนั้น มีหุก่มเป็นมักโร๊ะฮ์ ( مَكْرُوْهٌ ) ไม่สมควรใช้ ซึ่งนักวิขาการกลุ่มนี้ยังมีมุม มองและเหตุผลคำอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้มักโร๊ะฮ์ที่แตกต่างกัน ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์เข้าใจและวินิจฉัยว่า ( อันที่จริงแล้วนั้น น้ำที่ถูกแดดเผา มิได้มักโร๊ะฮ์อะไรมากมายนัก มิไดมักโร๊ะฮ์เพราะเหตุผลทางด้านศาสนา แต่มักโร๊ะฮ์เพราะเหตุผลด้านการแพทย์และสุขภาพ เพราะ มีความเป็น ไปได้ว่าน้ำที่ถูกแดดเผาจนร้อนนั้นอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้ ) ท่านอิหม่ามอัลมาวัรดีย์ นักวิชาการอาวุโสในมัสฮับชาฟิอีย์ท่านหนึ่งวินิจฉัยว่า ( อนุญาตให้ใช้ทำความสะอาดภายนอกได้เท่านั้น เช่นอาบน้ำละหมาดหรือ ยกหะดัษ แต่มักโร๊ะฮ์ที่จะนำไปดื่มกิน )

อย่างไรก็ตามนักวิชาการกลุ่มนี้ได้กำหนดกรอบเหตุผลพิจารณาว่าน้ำมุชัมมัสเป็นที่มักโร๊ะฮ์ใช้หรือไม่นั้น ให้พิจารณาตรงที่ว่าเมื่อน้ำนั้นอยู่ในภาชนะที่อาจเป็นสนิมได้ เช่นภาชนะทำจากเหล็กหรือสังกะสี หรืออยู่ในภาชนะที่อาจหลอมละลายได้ง่าย เช่นภาชนะทำจากตะกั่วหรือทองเหลือง ซึ่งเมื่อโลหะเหล่านี้โดนความร้อนสูงๆเป็นเวลานานอาจละลายปนเปื้อนในน้ำ และเมื่อนำน้ำไปใช้ย่อมเป็นอันตรายกับร่างกายอย่างแน่นอน เช่นอาจเป็นสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังบางชนิด หรืออาจเป็นสาเหตุความผิดปกติของพันธุกรรมก็ได้นักวิชาการกลุ่มนี้ยังอ้างรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า ครั้งหนึ่งท่านหญิงอาอิชะฮ์นำน้ำมาวางกลางแดดเพื่อให้น้ำอุ่น เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นจึงกล่าวว่า

“ โอ้หุมัยรออฺ (ชื่อหรือฉายาของท่านหญิงฯ) เธออย่าทำอย่างนี้ เพราะมันจะทำให้เป็นโรคด่างได้ ”
บันทึกโดยอัดดารุกุฏนีย์และอัลบัยฮะกีย์

ท่านอิหม่ามอัลบัยฮะกีย์ผู้บันทึกหะดีษบทนี้ระบุว่าหะดีษนี้ไม่ซอเฮี๊ยะหฺ (ฎออีฟญิดดัน,อ่อนมากๆ) ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานกำหนด ข้อบังคับ (หุก่ม) ทางศาสนาได้.

ดังนั้นทรรศนะที่มีน้ำหนักและถูกต้องที่สุด คือน้ำมุชัมมัสนั้นเป็นน้ำสะอาดและนำไปใช้ทำความสะอาดได้ ทั้งอาบน้ำละหมาด อาบน้ำยกหะดัษ(ฆุสลฺ)และชำระนะยิส โดยไม่มักโร๊ะฮ์แต่อย่างใด

والله تعالى أعلم

โดย อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด

http://www.warasatussunnah.net

การตะวัซซุ้ล




บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการตะวัซซุ้ล

        บทบัญญัติจากอัลกุรอาน

โองการที่ 1 อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَابْتَغُوا إِلَيْهِ الْوَسِيلَةَ وَجَاهِدُوا فِي سَبِيلِهِ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ

“ผู้ศรัทธาทั้งหลายพึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงแสวงหาสื่อไปสู่พระองค์และจงต่อสู้และเสียสละในหน ทางของอัลลอฮฺ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ”
ซูเราะหฺ อัลมาอิดะฮฺ 5:35

โองการที่ 2 อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสว่า

أُولَئِكَ الَّذِينَ يَدْعُونَ يَبْتَغُونَ إِلَى رَبِّهِمُ الْوَسِيلَةَ أَيُّهُمْ أَقْرَبُ وَيَرْجُونَ رَحْمَتَهُ وَيَخَافُونَ عَذَابَهُ إِنَّ عَذَابَ رَبِّكَ كَانَ مَحْذُورًا

“เหล่านั้นที่พวกเจ้าวิงวอนนั้น พวกมันก็ยังหวังที่จะหาทางเข้าสู่พระเจ้าของพวกมันว่า ผู้ใดในหมู่พวก มันจะเข้าใกล้ที่สุด และพวกมันก็ยังหวังในความเมตตาของพระองค์ และกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระเจ้าของเจ้านั้นควรน่ากลัว”
ซูเราะหฺ อิสรอฮฺ 17:57

จากอายะฮฺแรก ท่านฮาฟิซ อิบนุณารีร(รออิมาฮุลลอฮฺ)กล่าวไว้ในตัฟซีรของท่านว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่อ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และร่อซู้ลของพระองค์ในสิ่งที่ได้บอกกล่าวกับพวกเขา และการสัญญาในการ ตอบแทนผลบุญ และการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ اتق الله คือการตอบรับในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้พวกท่าน ด้วยกับ การตออะฮฺต่อพระองค์ وابتغوا إليه الوسيلة คือการแสวงหาสื่อไปยังพระองค์ด้วยกับการงานที่พระองค์ทรงพอ พระทัย

และได้รายงานจากอิบนุอับบาสโดยท่านอิบนุกะซีรได้กล่าวว่า คำว่า وسيلة หมายถึงสื่อท่านมุญาฮิด, อะบีวาอีล, ฮะซัน, อับดุลลอฮฺบินกะซีร, ซุดดี, อิบนุซัยดฺ ก็ได้ให้ความหวายเหมือนกัน และจากท่านกอตาดะฮฺ ได้กล่าวว่า สื่อหมายถึง พวกเขาได้ทำการใกล้ชิดไปยังอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา ด้วยกับการตออะฮฺ (ภักดี) ต่อพระองค์ และกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย หลังจากนั้นท่านอิบนุกะซีรก็ได้กล่าวว่า การให้ความหมายดังกล่าว อุลามาอฺไม่มีการขัดแย้งกัน ดังนั้น สื่อ ก็หมายถึง สิ่งที่เขาได้เชื่อมด้วยกับมันเพื่อหวังการตอบรับในสิ่งที่ต้องการ

และจากอายะฮฺที่ 2 ศอฮาบี อัลญาลีนอับดุลลอฮฺบินมัสอูดได้อธิบายไว้ว่า อายะฮฺนี้ลงมาซึ่งบอกความหมาย อย่างชัดเจน อายะฮฺนี้ลงมาในขณะที่ชาวอาหรับอยู่ในความงมงาย พวกเขาได้ทำการเคารพสักการะต่อญิน และพวกเขาเชื่อฟังต่อบรรดาญินและมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะนั้นไม่ได้มีความรู้สึกเลย

และจากคำกล่าวของอิบนุญารีร ได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า บรรดามนุษย์ที่ดำรงอยู่กับการเคารพสักการะและอิบาดะฮฺ ต่อญิน แต่ทว่าญินมิได้ให้ความพอใจในการยอมจำนนหรือการเชื่อฟังของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนการ แสวงหาสื่อไปยังพระผู้อภิบาลของพวกเขา

ดังนั้นคำว่า وسيلة หมายถึง สื่อ หรือ สิ่งที่ทำให้ได้รับการใกล้ชิดกับอัลลอฮ ฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาหรือการแสวง หาสิ่งที่มันทำให้ใกล้ชิดกับกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจากการงานที่ดี (มูฮำมัดอีดุลอับบาซี่, ตะวัซซุ้น อันวาอุฮูวะอะฮฺกามุฮู, ดารุสซอมีอียฺ, เลบานอน, ม.ป.ป. หน้าที่:13.)

        บทบัญญัติจากอัลฮะดีษ

اذا سمعتم المؤذن فقالوا مثل مايقول ثم صلوا علي فانه من صلى علي صلاة صلى الله عليه بها عشر ثم سلوا الله لي الوسيلة فإنها منزلة فى الجنة لا ينبغي إلا لعبد من عباد الله وارجوا أن أكون أنا هو فمن سأل الله لى الوسيلة جلت له الشفاعة

“เมื่อพวกท่านได้ยินมุอัซซิน (อาซาน)ก็จงกล่าวตอบรับเหมือนกับที่เขากล่าว หลังจากนั้นจงกล่าวสรร เสริญ (ดุอาอฺ)ให้แก่ฉัน เพราะแท้จริงแล้วผู้ใดก็ตามที่กล่าวสรรเสริญให้แก่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺ ซุบฮา นะฮูวะตะอาลา ก็จะศอลาวาต (ให้พร) แก่เขา10ครั้งต่อจากนั้นพวกท่านจงเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ซุบฮา นะฮูวะตะอาลา โดยให้ฉันเป็นสื่อเพราะมันเป็นตำแหน่งที่จะได้อยู่ในสวรรค์ และไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคล ใดที่จะได้รับมันนอกจากบ่าวที่ภักดีต่อกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเท่านั้น และฉันเองก็หวังเหลือ เกินว่าฉันจะได้เป็นบุคคลผู้นั้น ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยให้ฉันเป็น สื่อฉันก็จะอนุมัติการช่วยเหลือให้กับเขา”
มุสลิม, อัศศอเฮียะหฺ, หมวดการละหมาด, บรรรพการกล่าวตามผู้อาซานและกล่าวสรรเสริญต่อนบีและขอต่อ อัลลอฮฺโดยให้นบีเป็นสื่อ, เลขที่:384.

ถึงแม้ท่านจะขอหรือใช้ให้อุมมะฮฺขอดุอาอฺแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการขอความช่วยเหลือต่อมัคลูก (สิ่งที่ถูก สร้าง) ทว่าท่านต้องการสอนให้อุมมะฮฺได้รู้ถึงสิ่งที่สามารถให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้ในเรื่องของศาสนา และด้วยสาเหตุของการสอนและปฏิบัติในสิ่งที่ท่านได้สอน อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะทรงทำให้รางวัลที่ ท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมพึงได้นั้นเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นหากเมื่อเราศอลาวาตแก่ท่านนบี ศอล ลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาจะทรงศอลาวาตให้แก่เรา10ครั้ง และหากเราขอ ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาโดยให้ท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นสื่อ เราก็จะได้สิทธิ์การช่วย เหลือจากท่าน

สื่อต่างๆที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและสื่อที่มาจากบทบัญญัติ

เมื่อเรารู้แล้วว่าสื่อ คือ สาเหตุที่จะนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการ ดังนั้นสื่อได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.สื่อกลางที่มาจากสิ่งที่ถูกสร้าง

2.สื่อกลางที่มาจากบทบัญญัติ

สำหรับสื่อกลางที่มาจากสิ่งที่ถูกสร้าง หมายถึง ทุกสิ่งที่เป็นสาเหตุนำไปสู่เป้าหมายที่หมายที่ต้องการด้วยกับตัว ของมันซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น หรือสื่อที่ปฏิบัติกันระหว่างมนุษย์โดยอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงสร้าง สิ่งนั้นมาสำหรับผู้ที่ศรัทธาและผู้ที่ไม่ศรัทธา กล่าวคือ สื่อที่มาจากการสร้างผลของมันจะประสบกับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ศรัทธาหรือไม่ศรัทธาก็ตาม ดังตัวอย่างของสื่อกลางที่มาจากสิ่งที่ถูกสร้าง เช่น น้ำ คือสื่อที่จะทำให้มนุษย์รู้สึกสดชื่น อาหาร คือสื่อที่จะทำให้มนุษย์มีความรู้สึกอิ่ม และสำหรับเครื่องแต่งกายคือ สิ่งที่จะคอยป้องกันจากความร้อนและความเย็น ส่วนพาหนะ เช่น รถยนต์คือสิ่งที่ทำการเคลื่อนย้ายสิ่งของจาก สถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น คือ สื่อที่มาจากสิ่งที่ถูกสร้าง

สำหรับสื่อกลางที่มาจากบทบัญญัติ หมายถึง ทุก ๆ สาเหตุที่นำไปสู่เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายตามแนวทางที่โดย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้บัญญัติไว้ ซึ่งมีการอธิบายไว้ในคัมภีร์ของพระองค์และซุนนะหฺของท่านท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเฉพาะเจาะจงสำหรับผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และแบบอย่างของท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและสื่อที่มาจากบทบัญญัติคือสื่อที่บ่าวใช้ปฏิบัติต่อพระผู้ เป็นเจ้าเพื่อให้ได้รับ ในสิ่งที่เขาต้องการ

สื่อที่เป็นไปตามบทบัญญัติ เช่น การกล่าวสองคำปฏิญาณตนด้วยความบริสุทธิ์ใจ นี่คือสื่อที่จะนำพาไปสู่สวน สรรค์และปลอดภัยจากการถูกลงโทษในนรก จากตัวอย่างดังกล่าว สำหรับบุคคลที่กล่าวกาลีมะฮฺชะฮาดะฮฺด้วย ความบริสุทธิ์ใจ และมีความเข้าใจในความหมายของมันถึงแม้ว่าเขาจะมีความผิดมากสักเพียงใด หลังจากที่เขา ถูกชำระความผิดหมดแล้ว ผลตอบแทนหลังจากนั้นคือสวนสรรค์ หรือการปฏิบัติสิ่งที่ดีหลังจากทำความชั่วนั้น สิ่งดีก็คือสื่อที่จะลบล้างความชั่ว การกล่าวดุอาอฺตอบรับการอาซานหลังจากผู้อาซานได้ทำการอาซานแล้ว นั่นคือสื่อที่จะนำไปสู่การได้รับความช่วยเหลือจากท่านนบี ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและการสร้างความสัม พันธ์กับเครือญาติหรือญาติพี่น้องทั่ว ๆ ไปก็คือสื่อที่จะทำให้อายุยืนยาว และมีริสกีกว้างขวาง

จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้เราสื่อต่างๆที่ทำให้ได้รับสิ่งที่ต้องการหรือบรรลุเป้าหมายและจุดประสงค์ นั้นเป็น สื่อที่จะต้องมาจากบทบัญญัติทางเดียวเท่านนั้นเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าการสร้างความสัมพันธ์กับ เครือญาติ หรือญาติใกล้ชิดสามารถทำให้อายุยืนยาว และได้รับริสกีอย่างมากมาย นอกจากทั้งหมดนั้นท่านนบี ศอลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมบอกกล่าวให้เราได้รู้ดังที่ท่านได้กล่าวว่า

من أحب أن يبسط له في رزقه وأن ينشأله في أثره فليصل رحمه

“บุคคลใดก็ตามที่มีความรัก หรือชอบที่จะทำให้การหาริสกีของเขามีความง่ายดาย และทำให้เกิด แรงกระตุ่นในการที่จะแสวงหาริสกี ดังนั้นเขาต้องทำการติดต่อสัมพันธ์กับเครือญาติ”
มุสลิม, อัศศอเฮียะหฺ, หมวดการทำความดีการติดต่อสัมพันธืและมรรยาท, บรรพการอธิบายความดีความชั่ว, เลขที่:2557

และสื่อที่เสียหายที่มาพร้อมกันทั้งด้านบทบัญญัติและด้านสิ่งที่ถูกสร้างในเวลาเดียวกันนั้น ก็คือ หลาย ๆ ครั้งที่คน ผ่านถนนอัลนัสรในกรุงดามัสจะเห็นคนบางกลุ่มได้ตั้งกล่องเล็ก ๆไว้ และบนกล่องเล็ก ๆ นั้นจะมีสัตว์ตัวเล็กคล้าย กับหนูแก่ และข้างกล่องก็จะมีกล่องสำหรับใส่บัตรอีกหนึ่งใบซึ่งเป็นบัตรต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยข้อความและคำทำ นายโชคชะตาของมนุษย์ซึ่งเจ้าของบัตรนั้นเป็นผู้เขียนเอง หรือจะมีบางคยเขียนตามความต้องการของเขา และหลังจากนั้นจะมีเพื่อนสองคนเดินผ่านมาและหนึ่งในสองคนนั้นกล่าวว่าเราไปดูดวงกันเถอะ และสองคนนั้นก็ ให้เงินค่าดูดวงเพื่อหยิบบัตร หลังจากนั้นพวกเขาก็อ่านข้อความในบัตรเพื่อจะรู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าเขาจะพบ กับอะไร

ดังนั้น หากเขาเชื่อกับสิ่งดังกล่าวในบัตรและเชื่อว่าสัตว์นั้นสามารถรู้ในสิ่งที่เร้นลับแน่นอนนั้นก็หมายถึงสัตว์นั้น ย่อมดีกว่าเขา

จากสื่อต่างๆที่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่มนุษย์บางกลุ่มมีความเชื่ออย่างงมงาย พวกเขาเชื่อกันว่าเมื่อใดก็ตามที่พวกเขา ได้เดินทาง หรือได้ทำพิธีสมรสในวันพุธจะทำให้เกิดอุปสรรคในการเดินทางและทำให้การแต่งงานไม่มีความ สมหวัง ดังปรารถนา และการยึดมั่นเช่นนี้พวกเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่มาจากบทบัญญัติ หากพวกเขายึดการกระทำ เช่นนี้การงานของเขาก็จะสูญเปล่า และไม่มีผลอะไรเลย

และสาเหตุต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติซึ่งเกิดจากความสงสัยของพวกเขาโดยการยึดเอามนุษย์ของบางคน มาเป็นสื่อ ในการที่จะทำให้พวกเขาได้เกิดความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาและด้วยสาเหตุนั้นเป็น การทำให้พวกเขาห่างไกลจากความเป็นจริง และเป็นความไม่พอใจ ความเกลียดชังและการได้รับการลงโทษ และใครที่ขอความช่วยเหลือจากคนตายในกุบูรไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง หรือบรรดาคนดี เพื่อที่จะให้คนตายนั้น ให้สิ่งที่พวกเขาต้องการซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถให้ได้ยกเว้นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เช่น การขอให้ พวกเขาปกป้องอันตราย และรักษาโรคภัยไข้เจ็บการให้ริสกีและการขอให้หญิงเป็นหมันตั้งท้อง หรือการขอชัย ชนะเหนือศรัตรู หรือการสัมผัสกับเหล็ก หิน ดินที่อยู่ในกุบูร และการเขียนสิ่งที่ต้องการหรือปรารถนาลงในกระดาษ แล้วโยนลงในกุบูร ทั้งหมดนี้พวกเขาอ้างว่ามันเป็นสื่อที่ได้บัญญัติไว้ แต่ทว่าที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่เสียหาย และขัดแย้งกับกับพื้นฐานของอิสลาม ซึ่งพื้นฐานของอิสลามคือการกราบไหว้ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพียงองค์เดียว ส่วนความเชื่อที่งมงายและหลงผิดอีกประการหนึ่งคือ พวกเขาเชื่อว่าภัยพิบัติจะประสบแก่คนที่ตัด เล็บในเวลากลางคืน และในตอนกลางวันของวันเสาร์ อาทิตย์ และภัยพิบัติจะประสบกับคนที่กวาดบ้านเวลา กลางคืน เพราะพวกเขาเชื่อกันว่าก้อนหินหรือดินที่มีอยู่ในเวลาช่วงนั้นให้ประโยชน์แก่พวกเขา จากความเชื่อดัง กล่าวมันไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลยนอกจากความงมงาย

จากสิ่งดังกล่าว ทำให้เรารู้ได้ว่า แท้จริงแล้วสื่อกลางที่มีมาจากการสร้าง มีทั้งสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงอนุญาติและห้ามกระทำ

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมดที่เกี่ยวกับสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นสื่อที่มาจากการสร้างหรือสื่อที่มาจากบทบัญญัติที่ มนุษย์ มีความสงสัย และมีความหลงใหลกับมัน ซึ่งพวกเขาคิดว่ามันอาจจะเป็นที่อนุญาตและจะนำไปสู่เป้า หมายที่แท้จริง ได้ และจะกล่าวต่อไปอีกเกี่ยวกับบางส่วนของบรรดาตัวอย่างต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสื่อที่มาจาก การสร้างที่อนุญาติ และไม่อนุญาติ

ตัวอย่างของสื่อจากสิ่งที่ถูกสร้างที่อนุญาต เช่น เมื่อเราต้องการให้ได้มาซึ่งริสกีหรือความร่ำรวยนั้น เราก็ต้องทำ การค้าขายเพราะปลูก หรือ การเกษตร ส่วนสื่อที่ไม่อนุญาติให้นำมาปฏิบัติหรือการให้ได้มาซึ่งริสกีหรือความ ร่ำรวยนั้น คือการให้ยืมเงินโดยการคิดดอกเบี้ย การโดยขายแบบตลาดผูกขาดสินค้า การฉ้อโกง การขโมย การพนัน การขายเหล้า และอื่นๆ จากหลักฐานซึ่งอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้กล่าวไว้ในอัลกุรอาน

พระองค์ทรงตรัสว่า

وَأَحَلَّ اللَّهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا

“และอัลลอฮฺได้ทำการอนุญาตให้ทำการค้าขาย และทรงห้ามการกินดอกเบี้ย”
ซูเราะอัลบากอเราฮฺ, 2:275

ดังนั้นจากทุกๆการค้าขาย และการกินดอกเบี้ยนั้น คือสื่อที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำให้เกิดความพยายามในการหาปัจ จัยยังชีพของเรา แต่ทว่าอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลานั้นทรงอนุญาติกับการค้าขายแต่ทรงห้ามการกินดอกเบี้ย


เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสื่อต่างๆมีความถูกต้อง

สำหรับหนทางที่ถูกต้องที่สุดที่เราสามารถรู้ถึงการวางเงื่อนไขของสื่อที่มาจากการสร้างหรือสื่อที่มาจากบท บัญญัติ ก็คือ การที่เราย้อนกลับไปพิจารณาดูจากคัมภีร์อัลกุรอานและแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะสัลลัม และจะต้องมีความมั่นคงแน่นอน ยอมรับกับสิ่งต่างๆที่ได้กล่าวไว้ในกุรอานและหะดีษเกี่ยวกับเรื่อง ราวดังกล่าว และการมองกลับไปยังหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องราวของสื่อทั้งสองประการที่ได้มีกล่าวไว้ใน กุรอานและหะดีษ ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สำหรับหนทางอื่น ๆ นั้นเราไม่สามารถนำมายึด เป็นหลักฐานได้

เงื่อนไขสองประการที่สามารถนำมายึดปฏิบัติได้สำหรับสื่อที่มาจากสิ่งที่ถูกสร้าง ก็คือ

1. จะต้องเป็นที่อนุญาตตามบทบัญญัติ

2.จะต้องเป็นสิ่งที่มีความแน่ชัดถึงความจริงว่าสามารถทำให้ได้รับสิ่งที่เราต้องการปราศจากความสงสัย


ส่วนสื่อกลางที่มาจากบทบัญญัติไม่มีเงื่อนไขใด ยกเว้นจะต้องมีการยืนยันจากกุรอานและสุนนะฮฺเท่านั้น
ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับการที่เอาสัตว์มาเพื่อที่จะเป็นสื่อกลางยืนยันว่า สัตว์มีความสามารถ ที่จะรู้ถึงสิ่งที่เร้นลับได้นั้นถ้าหากมองในด้านสื่อของการสร้างแสดงว่าการทดลอง และการสังเกตุนั้นเป็นสิ่งที่ โมฆะใช้ไม่ได้ แต่ถ้าหากมองในด้านสื่อกลางของบทบัญัติแล้วก็ถือว่าเป็นการปฏิเสธและเป็นการหลงผิด ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาได้ทรงอธิบายไว้ว่าเป็นสิ่งที่เสียหาย และต้องคอยหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้

ดังนั้นแท้จริงแล้วบรรดาสื่อต่างๆที่เป็นสิ่งที่มาจากการสร้างที่ได้เกิดมาใหม่นั้น หรือสิ่งที่คิดขึ้นมาว่าน่าจะเป็น สื่อที่มาจากบทบัญญัติ หากเกิดความคิดเช่นนี้ ศาสนาไม่อนุญาตให้ทำการยึดมั้นในสิ่งนั้นๆอย่างเด็ดขาด

كل عبادة لم يتعبدها أصحاب رسول فلا تتعبدوها

“ทุก ๆ อิบาดะฮฺที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านร่อสู้ลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัไม่ได้ปฏิบัตินั้น พวกท่านจงอย่าปฏิบัติมัน”

และจากคำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ให้ผลกับตัวเรา ซึ่งได้เอมมาจากหะดีษต่างๆที่ห้ามมิให้เราปฏิบัติคิดข้นขึ้นมาใหม่ ในเรื่องของศาสนา และเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว

เชคอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺกล่าวว่า

الأصل في العبادات المنع إلا لنص وفي العادات الإباحة إلا لنص

“จุดเริ่มต้นของการทำอิบาดะฮฺต่าง ๆ คือการห้าม นอกจากจะต้องมีตัวบท และจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติ ตามประเพณี คือการอนุมัตินอกจากจะต้องมีตัวบท”

ดังนั้นจงระวังรักษาประการเหล่านี้ให้ดี เพราะว่า แท้จริงแล้วความสงสัยนั้นมีอยู่มากมายหากเราตระหนักถึง คำพูดนี้มันสามารถช่วยเหลือท่าน ในการที่จะไตรตรอง ถึงความเป็นจริงในสิ่งที่มนุษย์มีความขัดแย้งกัน (1)

นิยามของคำว่าตะวัสสุ้ล

แท้จริงคำกล่าวที่ดีที่สุดคือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาและท่างนำที่ดีที่สุดคือแบบฉบับของท่าน ร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการงานที่ชั่วช้าที่สุดคือการอุตริกรรมหรือบิดอะฮฺคือการหลงผิด และทุกๆ การหลงผิดนั้นจะตกอยู่ในนรก มนุษย์ทุก ๆ คนสับสนวุ่นวายอยู่กับปัญหาของการตะวัสสุ้ลและหุกกุ่มของมัน และมีการขัดแย้งกันอย่างมากมายสำหรับการตะวัสสุ้ลว่ามันเป็นสิ่งที่หะล้าลหรือหะรอม เป็นเรื่องที่หลอกลวงหรือ เป็นเรื่องที่เหมาะสม แน่นอนบรรดามุสลิมส่วนใหญ่ในยุคก่อน ๆ พวกเขาปฏิเสธจนเป็นความเคยชินที่ได้กล่าว ในดุอาอฺของเขาว่า

اللهم بحق نبيك أو بجاهه أو بقدره عندك عافني واعف عني

“โอ้อัลลอฮฺ ด้วยกับสิทธิของนบีของพระองค์ หรือเกียรติยศและความสามารถของเขาณ.ที่พระองค์ ทรงให้ความสมบูรณ์แก่ข้าพเจ้าและขอพระองค์ ทรงอภัยโทษแก่ข้าพเจ้า”

และการกล่าวว่า

اللهم إني أسألك بحق البيت الحرام أن تغفرلي

“โอ้อัลลอฮฺ ข้าพเจ้าของต่อพระองค์ด้วยกับสิทธิของบัยตุลหะรอม ขอพระองค์ทรงอภัย โทษให้แก่ข้าพเจ้า”

ทั้งหมดนี้เรียกว่าการตะวัสสุ้ล ซึ่งพวกเขาได้เรียกร้องว่ามันเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้และมีบทบัญญัติไว้ซึ่งมา จากบางส่วนของอายะฮฺต่าง ๆ หรือหะดีษต่าง ๆ ที่ยอมรับมัน ดังนั้นพวกเขาจึงนำมาปฏิบัติและสงเสริม ซึ่งบางส่วนของพวกเขาได้ทำการเกินขอบเขตในการอนุญาตจนกระทั้งเป็นการอนุญาต ให้ตะวัสสุ้ลไปยังอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยกับสิ่งที่ถูกสร้างต่างๆ เช่น กุบูรของบรรดาเอาลิยาอฺ เหล็กที่สร้างอยู่บนกุบูรของพวกเขา หรือ ดิน ก้อนหิน ต้นไม้ที่อยู่ฬกล้ๆกับกุบูร โดยที่พวกเขาอ้างว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มีเกียรติ และพวกเขายังอ้าง อีกว่าอัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลาจะให้เกียรติผู้ที่อาศัยอยู่ในกุบูร ซึ่งเขาได้เตรียมพร้อมในการไปยังกุบูรเพื่อ ที่จะให้คนตายเป็นสื่อกลางไปยังพระองค์ สิ่งที่อ้างมาทั้งหมดมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการอนุมัติให้กับชนรุ่นหลัง ในการขอความช่วยเหลือกับสิ่งอื่นนอก จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา  (2)

ความไม่รู้ของบรรดามุสลิมกับการเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาโดยผ่านสื่อกลางตามที่ได้ถูกกำ หนดเอาไว้ บรรดามุสลิมในยุคหลัง ๆ ต่างเชื่อถือในการตะวัสสุ้ลแบบผิด ๆ ซึ่งความเชื่อดังกลาวทำให้พวกเขา เข้าใจผิดและนำพาพวกเขาไปสู่หนทางที่ไม่ได้รับการชี้แนะไปสู่หนทาง ที่ถูกต้อง หรือหนทางที่ดี ดังนั้น พวกเขาได้ศรัทธาต่อการตะวัสสุ้ลเหมือนกับที่พวกเขาได้ยินการตะวัสสุ้ลจากการดูแลกุบูร โดยที่พวกเขาไม่ได้ ค้นหาข้อเท็จจริงและวิธีการของมัน หากว่าพวกเขาได้กลับไปสู่อัลกุรอานและสุนนะฮฺถึงเรื่องของการตะวัสสุ้ล แล้ว พวกเขาก็จะได้รู้และเข้าใจถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ในอัลกุรอานและสุนนะอิเกี่ยวกับการตะวัสสุ้ล แน่นอนที่สุด พวกเขาก็จะได้รู้ว่าอะไรคือการตะวัสสุ้ลที่แท้จริง (3)

ความหมายของตะวัสสุ้ล (4)

คำว่าตะวัสสุ้ลหมายถึงการใช้สื่อกลางเพื่อเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺด้วยการเชื่อฟังต่อพระองค์ โดยการปฏิบัติใน ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาและร่อสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมทรงใช้เรา

อิบนุกะษีรได้ให้ความหมายว่า ตะวัสสุ้ล คือ สิ่งที่เข้าใกล้อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยกับคำพูด และการปฏิบัติ

อิบนุตัยมียะฮฺได้ให้ความหมายว่า ตะวัสสุ้ล คือ การแสวงหาสื่อกลางที่เป็นการปฏิบัติด้วยกับการเชื่อฟังต่อ อัลลอฮ ฺซุบหานะฮูวะตะอาลาและการใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยกับการงานที่ดี

อบูซุอู๊ดได้ให้ความหมายว่า ตะวัสสุ้ล คือ สื่อหมายถึงการปฏิบัติซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาเป็นสื่อด้วยกับมันและเป็นการ เข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยกับการเชื่อฟังและละทิ้งสิ่งที่ไม่ดี

มุบาร๊อก อัลมีลีได้ให้ความหมายว่า ตะวัสสุ้ล คือ สื่อที่ถูกบัญญัติซึ่งทำให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนา และการตะวัสสุ้ล คือ การเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยกับสื่อ และการตะวัสสุ้ลของผู้ร้องขอ คือ การขอที่วาง อยู่บนสื่อ

ความหมายโดยเฉพาะ

คำว่าตะวัสสุ้ล หมายถึง การเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยกับดุอาอฺ คือการที่ผู้วิงวอนขอได้นำ ดุอาอฺมาเป็นสื่อซึ่งเป็นสื่อซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดุอาอฺของถูกตอบรับ

สะอฺดียฺได้ให้ความหมายว่า ตะวัสสุ้ล คือ บ่าวคนหนึ่งได้นำมาด้วยกับสาเหตุและสื่อ คือการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาเพื่อหวังการตอบรับโดยนำการศรัทธาและการเชื่อฟังของเขาที่มีต่อพระองค์มาเป็นสื่อ (5)

ดังนั้น ตะวัสสุ้ล หมายถึง การปฏิบัติที่นำไปสู่การใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาและจะไม่มีการใกล้ชิด กับพระองค์และจะไม่มีการใช้สื่อกลางไปสู่การใกล้ชิดกับพระองค์ยกเว้นด้วยกับสิ่งที่ได้บัญญัติไว้ (6)  หรือการ แสวงหาสื่อต่างๆมาเป็นสื่อกลางระหว่างเราและอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาและสื่อนั้นก็คือทุก ๆ สิ่งที่นำไป สู่สิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่หวังไว้

การตะวัสสุ้ลด้วยกับการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาคือการที่ผู้ขอได้เอาดุอาอฺของเขามาเป็นสื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้การวิงวอนของเขานั้นถูกเขานั้นถูกตอบรับ และสื่อต่าง ๆ ที่นำมาเป็นสาเหตุเพื่อให้ การวิงวอนถูกตอบรับจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานยืนยันจากกุรอ่าน หรือหะดีษที่ถูกต้องและใครที่ได้นำสิ่งหนึ่ง สิ่งใดมาเป็นสื่อเพื่อให้การวิงวอนของเขา ถูกตอบรับโดยที่ไม่มีหลักฐานจากกุรอ่านหรือหะดีษ แน่นอนอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสว่า “ในสิ่งที่เขาไม่รู้ ดังนั้นเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เขาได้นำมันมาเป็นสื่อกลาง นั้น มาจากสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัยมัน และเป็นเหตุให้การวิงวอนของเขาถูกตอบรับ?

ท่านอินุอะบีซัยดฺ กล่าวไว้ในหนังสือของท่านว่า อีหม่านจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องแสดงออกด้วยการกระทำ อีหม่าน และการกระทำจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับเจตนา อีหม่าน การกระทำและเจตนาจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องเป็น สิ่งที่มาจากสุนนะฮฺ และเจตนา คือ การมุ่งหวังและการบริสุทธิ์ใจ

แท้จริงดุอาอฺ คือ อิบาดะฮฺ และอิบาดะฮฺนั้นต้องตั้งอยู่บนบทบัญญัติ และแน่นอนอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลานั้น ปฏิเสธบุคคลที่ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์ ดังที่อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสว่า

أَمْ لَهُمْ شُرَكَاءُ شَرَعُوا لَهُمْ مِنَ الدِّينِ مَا لَمْ يَأْذَنْ بِهِ اللَّهُ وَلَوْلَا كَلِمَةُ الْفَصْلِ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ وَإِنَّ الظَّالِمِينَ لَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ

“หรือว่าพวกเขามีภาคีต่าง ๆ ที่ได้กำหนดศาสนาแก่พวกเขา ซึ่งอัลลอฮฺมิได้ทรงอนุมัติและหากมิใช่ ลิขิตแห่งการตัดสิน (ที่ได้กำหนดไว้ก่อนแล้ว) ก็คงมีการตัดสินใจในระหว่างพวกเขา แท้จริงบรรดา ผู้อธรรมสำหรับพวกเขาได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด”
สูเราะฮฺ, อัชชูรอ, 42:21.

อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสว่า

اتَّخَذُوا أَحْبَارَهُمْ وَرُهْبَانَهُمْ أَرْبَابًا مِنْ دُونِ اللَّهِ وَالْمَسِيحَ ابْنَ مَرْيَمَ وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا إِلَهًا وَاحِدًا لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ سُبْحَانَهُ عَمَّا يُشْرِكُونَ

“พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาดหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่น จากอัลลอฮ์ และยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าด้วย ทั้ง ๆที่พวกเขามิได้ถูกใช้นอกจากเพื่อ เคารพสักการะผู้ทีสมควรได้รับการเคารพสักการะ แต่เพียงองค์เดียว ซึ่งไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพ สักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาให้มีภาคีขึ้น”
สูเราะฮฺ, อัตเตาบะฮฺ, 9 :31.

อัลลอฮฺซุบหานะฮูวะตะอาลาได้ทรงสั่งใช้เราด้วยกับการขอดุอาอฺต่อพระองค์และขอความช่วยเหลือต่อพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า

وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِي سَيَدْخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ

“และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข่า ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า ส่วนบรรดาผู้โอหังกต่อ การเคารพภักดีข้านั้น จะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างต่ำต้อย”
สูเราะฮฺ, อัลฆอฟิร, 40 :60.

และพระองค์ทรงตรัสว่า

وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ فَلْيَسْتَجِيبُوا لِي وَلْيُؤْمِنُوا بِي لَعَلَّهُمْ يَرْشُدُونَ

“และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของ ผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้าดังนั้น พวกเขาจงตอบรับข้าเถิด และศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะ ได้อยู่ในทางที่ถูกต้อง”
สูเราะฮฺ อัลบากอเราะฮฺ, 2:186.

แน่นอนอัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลาได้บัญญัติชนิดต่าง ๆ ของการตะวัสสุ้ลไว้ซึ่งพระองค์ทรงรับประกันว่า พระองค์จะทรงตอบรับผู้ที่เรียกร้องไปยังพระองค์ด้วยกับมัน หากดุอาอฺของเขานั้นสมบูรณ์ตามเงื่อนไขของมัน (7)



والله أعلم بالصواب

โดย  อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

http://www.warasatussunnah.net

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


(1) (มูหัมมัดอีดุ้ลอับบาสียฺ, แหล่งเดิม, หน้าที่. 18.)

(2) (เล่มเดียวกัน, หน้าที่.8)

(3) (สะอฺศอดิกมูหัมมัด, เศาะรีหฺบัยนัลหักวัลบาฏิน, ดารุ้ลละวาอฺ, ซาอุดิอารเบีย, 1987, หน้าที่.29.)

(4) สะอฺบินมุหัมมัดอาลีอาละอับดุลลาตีบ, ตะอฺรีฟาตุลเอียะอฺตีกอดียะฮฺ, ดารุ้ลวะฏอล, ซาอุดิอารเบีย, 2002, หน้า:133.

(5) เล่มเดียวกัน, หน้า:134

(6) ศอและหฺบินอับดุรเราะหฺมานอัลอัตฆอม, อัลอัสอีละฮฺวัลอัจญฺบะฮฺฟิลอะกีดะฮฺ, ดารุ้ลวะฏอน, ซาอุดิอารเบีย, 1413, หน้า:67

(7) มูหัมมัดอีดุลอับบาสียฺ, ตะวัสสุ้ลอันวาอุฮาวะอะหฺกามุฮา, ดารุศศอมีอียฺ, เลบานอน, ม.ป.ป., หน้าที่:13.

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

จำนวนครั้งในการอาบน้ำละหมาด


ในการอาบน้ำละหมาดนั้น ให้กระทำอย่างละ 3 ครั้ง ในการชำระล้างอวัยวะแต่ละส่วน ยกเว้นศีรษะให้กระทำโดยการเช็ดพร้อมใบหู เพียง 1 ครั้ง


ท่านอุษมานและอิบนิอาบีเอาฟา ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า

   تَوَضَّأَ ثَلاَثًا ثَلاَثًا وَمَسَحَ رَأْسَهُ مَرَّةً

“ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำขั้นตอนต่างอย่างละ 3 ครั้ง และเช็ดศีรษะเพียง 1 ครั้งเท่านั้น ” (บันทึกโดยอะหมัด,มุสลิม,อัดติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์)

รายงานจาก อัมรฺ อิบนิ ชุอัยบฺ จากบิดาของเขา ซึ่งเอามาจากปู่ของเขา เล่าว่า
"อาหรับชนบทคนหนึ่ง ได้มาหาท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อถามถึงการอาบน้ำละหมาด ท่านได้ให้ดูอย่างละ 3 ครั้ง และได้กล่าวว่า นี่คือการอาบน้ำละหมาด ถ้าผู้ใดทำเกินกว่านี้ แน่นอนเขาผู้นั้นก็ทำผิด ละเมิดขอบเขตและฉ้อโกง" (บันทึกหะดิษโดยอะหฺมัด อันนาซะอีย์ และอิบนุมาญะฮฺ)
และสำหรับศีษะและใบหูนั้นการชำระต่างกับอวัยวะส่วนอื่น นั้นคือส่วนอื่นใช้น้ำล้าง แต่สำหรับศีรษะและใบหูกระทำโดยการเช็ด ดังอัลกุรอาน ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตาอาลา ตรัสว่า


قال الله تعالى : يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِذَا قُمْتُمْ إِلَى الصَّلَاةِ فَاغْسِلُوا وُجُوهَكُمْ وَأَيْدِيَكُمْ إِلَى الْمَرَافِقِ وَامْسَحُوا بِرُءُوسِكُمْ وَأَرْجُلَكُمْ إِلَى الْكَعْبَيْنِ

ความหมาย
"อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงมีรับสั่งว่า “โอ้บรรดาผู้มีศรัทธา เมื่อใดที่พวกท่านประสงค์จะละหมาด พวกท่านจง ล้าง ใบหน้าของพวกท่าน และพวกท่านจงล้างมือของพวกท่านจนถึงข้อศอก และพวกท่านจงลูบเช็ด ศีรษะ ของพวกท่าน และ พวกท่านจงล้างเท้าของพวกท่านจนถึงตาตุ่มทั้งสอง ”  (ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ อายะฮ์ที่ 6)

และสำหรับการเช็ดศีรษะและใบหูนั้น ให้กระทำดังนี้ คือ ให้ทำพร้อมกัน ในคราวเดียวกัน ให้เริ่มเช็ดศีรษะจากชายกระหม่อมด้านหน้าจนถึงสุดท้ายทอยและลูบย้อนกลับมาด้านหน้า อีกครั้ง โดยไม่ต้องยกมือ แล้วจึงเช็ดใบหูทั้งสอง

ดังที่มีรายงานจากท่านรอซูลว่า

فَمَسَحَ رَأْسَهُ وَمَسَحَ مَا أَقْبَلَ مِنْهُ وَمَا أَدْبَرَ وَصُدْغَيْهِ وَأُذُنَيْهِ مَرَّةً وَاحِدَةً

“ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เช็ดศีรษะ โดยเช็ดจากด้านหน้า และเช็ดย้อนกลับจาก ด้านหลัง รวมถึงบริเวณขมับและใบหูทั้งสองข้างเพียงครั้งเดียว ”  (บันทึกโดยอาบูดาวูดและอัดติรมิซีย์)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿