อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

การตะวัสสุ้ลที่ไม่ถูกต้องตามบัญญัติอิสลาม




การตะวัสสุ้ลที่ไม่ถูกต้องตามบัญญัติศาสนา หมายถึง การกระทำที่ไม่มีหลักฐานที่มาจากอัลกุรอ่านและสุนนะฮฺ ไม่มีแบบอย่างมาจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ ซึ่งท่านเราะสู้ลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้รับรองไว้ การตะวัสสุ้ล ประเภทนี้ได้แก่

1. การไปกุบูรและให้คนตายช่วยขอดุอาอฺให้

การไปกุบูรและให้คนตายช่วยขอดุอาอฺให้ ในการนี้ไม่ปรากฏหลักฐานจากกุรอ่านและหะดีษ บรรดาเศาะหาบะฮฺ ก็ไม่เคยไปยังกุบูรของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหรือบุคคลอื่นที่ตายไปแล้ว ช่วยขอดุอาอฺให้ หรือเป็น สื่อนำดุอาอฺไปขอต่ออัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา แท้จริงการเข้าใกล้ชิดกับอัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการไม่ใช่วิธีการขอผ่านคนตาย ที่จริงแล้วการใช้สื่อกลางที่จะให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยวิธีการประกอบการงานที่ดีงามซึ่งเป็นตัวที่จะนำไปสู่การใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา (1) หรือการให้ความสำคัญกับกุบูร เช่น การทำกุบูรให้เป็นมัสยิด สายรายงานจากท่าน หญิงอาอีชะฮฺได้กล่าวว่า:

أن أم سلمة ذكرت لرسول الله صلى الله عليه وسلم كنيسة رأتها بأر الحبشة يقال لها : مارية فذكرت له مارأت فيها من الصور فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم : أو لئك قوم إذا مات فيهم العبد الصالح أو الرجل الصالح بنوا على قبره مسجدا وصوروا فيه تلك الصور أولئك شرار الخلق عند الله.

“จากอาอีชะฮฺ แท้จริงนางได้กล่าวกับท่านเราะสู้ลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า นางนั้นได้เห็นโบถส์ที่ หะบะชะฮฺ ซึ่งมันถูกเรียกว่ามารียะฮฺและนางก็ได้เห็นรูปปั้นในโบถส์นั้น ดังนั้นเราะสู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะ ลัยฮิวะสัลลัมก็กล่าวกับนางว่า กลุ่มชนเหล่านั้นเมื่อมีบ่าวคนหนึ่งที่เป็นคนดีหรือชายคนหนึ่งที่เป็นคนดี ได้ตายไปจากพวกเขา พวกเขาได้สร้างมัสยิดบนกุบูรและสร้างรูปปั้นในนั้น ซึ่งเป็นการสร้างที่ชั่วช้ายิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา”
บุคคอรียฺ, ศอหีหฺ, หมวดการละหมาด, บรรพการละหมาดบัยอะฮฺ, เลขที่ : 424

อิบนุตัยมียะฮฺได้กล่าวว่า พวกเขาเหล่านั้นได้รวมเอาฟิตนะฮฺสองอย่างมาไว้ด้วยกัน คือ ฟิตนะฮฺของกุบูรต่างๆ และฟิตนะฮฺของการทำให้เหมือน(รูปปั้น)

ฟิตนะฮฺกุบูร คือ พวกเขาได้สร้างมัสยิดบนกุบูรและพวกเขาได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกห้าม ด้วยการอิบาดะฮฺต่อเจ้า ของกุบูร

ฟิตนะฮฺการทำให้เหมือน (รูปปั้น) คือ พวกเขาได้สร้างรูปปั้นของคนดี ซึ่งพวกเขาได้ทำให้มันเป็นที่มุ่งหวังและเป็น เป้าหมายของพวกเขา และพวกเขาก็เคารพภักดีต่อรูปปั้นเหล่านั้น

                               หะดีษดังกล่าวนี้เป็นการบ่งบอกให้ออกห่างจากการสร้างมัสยิดบนกุบูร การให้ความสำคัญกับคนตายในกุบูรและ การเคารพภักดีต่อพวกเขาเพราะแท้จริงการอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่น ที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺนั้น ถือเป็นชีริก (2)
การละหมาดบนกุบูรได้ถูกห้ามเช่นเดียวกันกับการละหมาดในขณะที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและดวงอาทิตย์ตก เพราะมัน เป็นช่วงเวลาที่พวกมุชริกีนทำการเคารพบูชาต่อดวงอาทิตย์ ดังนั้นเป็นการห้ามสำหรับอุมมะฮฺของท่านที่จะทำ การละหมาด ในขณะนั้นถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้มีเจตนาหรือเป้าหมายเดียวกับพวกมุชริกีน (3) ท่านนบี ศ็อลลัลลอ ฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า

لا تجلسوا على القبور ولا تصلوا إليها

“พวกท่านอย่าได้นั่งบนกุบูร และอย่าได้ละหมาดที่กุบูร”
มุสลิม, ศอหีหฺ, หมวดการห้ามนั้นบนกุบูรและการห้ามละหมาดที่กุบูร, บรรพณะนาซะฮฺ, เลขที่ : 972

จากหะดีษดังกล่าว หมายถึง พวกท่านอย่าได้ทำให้เป็นกิบลัต และเมื่อชายคนหนึ่งได้มุ่งไปยังกุบูรเพื่อการ ละหมาด สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิบัติเกินเลยต่ออัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา และท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะ สัลลัม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับศาสนาของต่ออัลลอฮฺ และเป็นการอิบาดะฮฺในศาสนาที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะ ตะอาลาไม่ทรงอนุญาต (4)

2. การตะวัสสุ้ลด้วกับเกียรติของท่านนบี

การตะวัสสุ้ลด้วยกับเกียรติของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม การตะวัสสุ้ลเช่นนี้ ไม่มีในบัญญัติของ อัลอิสลามเพราะบรรดาเศาะหาบะฮฺและนักวิชาการในยุคตาบิอีนไม่เคยปฏิบัติสิ่งดังกล่าว ส่วนการอ้างหะดีษที่ว่า:

توسلوا بجاهي

“พวกท่านทั้งหลายจงตะวัสสุ้ลด้วยเกียรติของฉันเถิด”

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าว่า: หะดีษบทนี้ไม่มีรากฐานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมแต่อย่างใด (5) ซึ่งเป็นหะดีษเฎาะอีฟนั่นเอง

3. การตะวัสสุ้ลด้วยกับสิทธิของท่านนบี

การตะวัสสุ้ลด้วกับสิทธิของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังหะดีษที่ท่านหากิมได้รายงานไว้ในหนังสือ ของท่าน โดยนำเสนอหะดีษกุดซียฺ ที่อัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสกับนบีอาดัมอะลัยฮิสสลามว่า:

صدقت ياآدم إنه لأحب الخلق إلي أدعني بحقه فقد غفرت لك ولو لا محمد ماخلقتك

“เจ้าพูดจริงแล้วอาดัม แท้จริงมูหัมมัดเป็นผู้ที่ข้ารักมากที่สุดในบรรดาสิ่งที่ถูกบังเกิดขึ้นมา เจ้าจงวิง วอนขอต่อข้าด้วยสิทธิของเขาเถิดและถ้าหากว่าไม่มีมูหัมมัด ข้าก็จะไม่บังเกิดเจ้า”

อัซซะฮะบียฺได้กล่าววิจารณ์ไว้ในหนังสืออัลมุสตัดร๊อกว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษเมาฎูอฺ(อุปโลกน์)ขึ้น (6)

4. หุกุ่มของการตะวัสสุ้ลด้วยกับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

การตะวัสสุ้ลด้วยกับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและประเภทของมัน (7)

ประเภทที่ 1. การตะวัสสุ้ลด้วยกับการศรัทธาต่อท่านเป็นการตะวัสสุ้ลที่ถูกต้อง เช่น เขากล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงฉันศรัทธาต่อพระองค์และเราะสู้ลของพระองค์พระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ฉัน” การกล่าวเช่นนี้ถือว่า ไม่เป็นปัญหาเพราะว่าการศรัทธาต่อท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือสื่อที่ได้ถูกบัญญัติไว้สำหรับการ ขออภัยโทษและการลบล้างความผิด ซึ่ง เป็นการตะวัสสุ้ลด้วยกับสื่อที่บทบัญญัติได้ยืนยันเอาไว้

ประเภทที่ 2. การตะวัสสุ้ลด้วยกับดุอาอฺของท่าน คือ การที่ท่านขอดุอาอฺให้กับผู้ที่ขอความช่วยเหลือ  การตะวัส สุ้ลเช่นนี้เป็นสิ่งที่อนุญาตเช่นกัน และมีหลักฐานยืนยัน แต่ทว่ามันไม่สามารถที่จะทำได้นอกจากในขณะที่ท่านมี ชีวิตอยู่เท่านั้น โดยมีการยืนยันจากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ เราได้ตะวัสสุ้ลไปยังพระ องค์ด้วยกับนบีของเรา ดังนั้นขอพระองค์ทรงให้ฝนแก่เรา และเราได้ตะวัสสุ้ลไปยังพระองค์ด้วยกับน้าชายของนบี ของเรา ดังนั้นขอพระองค์ทรงประทานฝนให้แก่เรา แท้จริงท่านอุมัรได้บอกให้ท่านอับบาสยืนขึ้นและวิงวอนต่อ อัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา ส่วน   การตะวัสสุ้ลด้วยกับเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมไม่ว่า ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือหลังจากการเสียชีวิตของท่านนั้นไม่อนุญาต เพราะเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมไม่มีผลต่อการวิงวอนขอของเขา ยกเว้นต่อตัวของท่านเองเท่านั้น

5. การขอความสิริมงคลต่อ ต้นไม้ ก้อนหิน หรือ วัตถุอื่นๆ

การขอความสิริมงคลต่อต้นไม้ ก้อนหิน หรือ วัตถุอื่นๆ ด้วยกับการพักอาศัย การอิบาดะฮฺอยู่ที่นั่น หรือการแขวนผ้า ไว้บนสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้มุสลิมกระทำ เพราะมันเป็นการกระทำของพวกมุชริกีนไม่ใช่สิ่งที่มาจาก ศาสนาอิสลาม

จากท่านอิบนุวัฎฎอหฺได้รายงานว่า “ท่านอุมัรบินค็อฏฏ็อบได้สั่งใช้ให้ตัดต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมยังมีชีวิตได้เคยไปนั่งใต้ต้นไม้ต้นนั้น และได้ตัดต้นไม้นั้นทิ้ง ซึ่งสาเหตุที่ใช้ให้ตัด ต้นไม้นั้นทิ้งก็เพราะว่า บรรดามนุษย์กำลังไปทำอิบาดะฮฺกำลังไปละหมาดใต้ต้นไม้ต้นนั้น ท่านอุมัร บินค็อฏฏ็อบ กลัวเกิดความวุ่นวายจึงสั่งใช้ให้ตัดต้นไม้ต้นนั้นทิ้งเสีย” (8)

เชคอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ ได้กล่าวว่า การนำเอาต้นไม้ก้อนหิน ตาน้ำ หรือสิ่งอื่นมาเป็นสื่อในการบนบานของคน บางส่วน และการยึดเอาใบไม้ของมันมาเป็นสิ่งที่ให้ความเป็นสิริมงคล หรือการละหมาดที่นั่น แท้จริงมันเป็นการ อิบาดะฮฺที่น่ารังเกลียดและมันเป็นการกระทำของพวกที่โง่เขลาเบาปัญญา และเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่การตั้ง ภาคีต่ออัลลอฮฺสุบหานะฮูวะตะอาลา (9)

จากการเกิดขึ้นของการขอความสิริมงคลต่อก้อนหินและสิ่งอื่นๆ คือ การเก็บเอาก้อนหิน ดินจากมักกะฮฺ หรือ มะดีนะฮฺ และสถานที่อื่น ๆ มาเก็บรักษาไว้เพื่อขอความสิริมงคลจากมันและมีความเชื่อว่ามันสามารถที่จะให้ ประโยชน์และป้องกันโทษได้ (10)

6. การใช้เครื่องรางของขลัง (تميمة )

การใช้เครื่องรางของขลัง หมายถึง สิ่งของที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าอาจดลบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์ หรือที่นับถือว่าป้องกันจากอันตราย ยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า (11) และมีอุลามาอฺให้ความหมายว่า เครื่องรางของขลัง คือ สิ่งที่นำมาห้อยที่ตัวเด็กเพื่อป้องกันจากความชั่วร้าย (12) หรือสิ่งที่นำมาห้อยตามตัวของมนุษย์เพื่อจะป้องกัน จากสิ่งชั้วร้ายต่างๆ (13)

เครื่องรางของขลังคือ   สิ่งที่ทำมาจากอัลกุรอ่าน พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ     สุบหานะฮูวะตะอาลา ตลอดจนอัลหะดีษ หรือ สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัสดุต่าง ๆ ที่เราพบเห็นตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นกระดูกของ สัตว์ต่าง ๆ เส้นด้าย สายสิน และมงคลวัสดุอื่นๆ โดยผ่านการปลุกเสกของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของเวทมนต์คาถา เครื่องรางของขลังประเภท นี้มีให้เห็นในหลายลักษณะหลายรูปแบบ เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล ปลัดขลิก ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้มนุษย์นำมาห้อยตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นที่คอ เอว ข้อมือ   หรือส่วนอื่นๆ  ตลอดจนยานพาหนะ และที่อยู่อาศัยเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะขอให้สิ่งเหล่านั้นช่วยป้องกันจากภัยอันตราย และยึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นมี อำนาจศักดิ์สิทธิ์ในการที่จะช่วยป้องกันผู้ที่สวมใส่และดลบันดาลให้ได้รับความสำเร็จ ตามความประสงค์ ของผู้ที่สวมใส่มัน

อัลลอฮฺสุบหานฮูวะตะอาลาทรงกล่าวว่า:

وَلَئِنْ سَأَلْتَهُمْ مَنْ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ لَيَقُولُنَّ اللَّهُ قُلْ أَفَرَأَيْتُمْ مَا تَدْعُونَ مِنْ دُونِ اللَّهِ إِنْ أَرَادَنِيَ اللَّهُ بِضُرٍّ هَلْ هُنَّ كَاشِفَاتُ ضُرِّهِ أَوْ أَرَادَنِي بِرَحْمَةٍ هَلْ هُنَّ مُمْسِكَاتُ رَحْمَتِهِ قُلْ حَسْبِيَ اللَّهُ عَلَيْهِ يَتَوَكَّلُ الْمُتَوَكِّلُونَ

“และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮฺ จงกล่าวเถิดมุหัมมัดพวกท่านไม่เห็นดอกหรือว่า สิ่งที่พวกท่านวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺนั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์จะให้มีความทุกข์ยากแก่ฉัน แล้วพวกมันจะปลดเปลื้องความทุกข์ยาก ของพระองค์ได้ไหม? หรือ หากพระองค์ประสงค์จะให้ความเมตตาแก่ฉันพวกมันจะยับยั้งความเมตตา ของพระองค์ได้ไหม? จงกล่าวเถิดมุหัมมัด อัลลอฮฺทรงพอเพียงแก่ฉันแล้ว แต่พระองค์เท่านั้น บรรดาผู้มอบความไว้วางใจจะให้ความไว้วางใจ”   
สูเราะฮฺ อัซซุมัร, 39:38.


 والله أعلم بالصوا


โดย อ.อับดุลฮากีม มังเดชะ

http://www.warasatussunnah.net

.
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

(1) สะอฺดุศอดิกมูหัมมัด, ชิรออฺบัยนัลหักวัลบาฏิล, 1987, ดารุ้ลลละวาอฺ, ซาอุดิอารเบีย, หน้าที่  :72.

(2) มูหัมมัด บิน อับดุลอะซีด, ญะดีดฟีชะเราะหฺกิตาบุตเตาหีด, ม.ป.ท., ญิดดะฮฺ, 1991, หน้าที่ :183-185.

(3) มูหัมมัดตะกียุดดีน, อัลหิซามุลมาหิก, ม.ป.ป., ม.ป.ท., หน้าที่:29.

(4) มูหัมมัดตะกียุดดีน, แหล่งเดิม, หน้าที่:29.

(5) สมาคมนักเรียนเก่าศาสนวิทยา, สารศรัทธา, ม.ป.ท., กรุงเทพ, 2541, หน้าที่: 46.

(6) สมาคมนักเรียนเก่าศาสนวิทยา, เล่มเดียวกัน, หน้าที่: 46.

(7) อับดุลลอฮฺ บิน ยูสุฟอัลอัจญฺลาน, อัคตออฺฟิลอะกีดะฮฺ, ดารุศศอมีอียฺ, เลบานอน, 1995, หน้าที่: 69.

(8) นาศิร บิน อับดุลการีมอัลอักลฺ, อัลอะฮฺวาอฺวัลฟิร็อกวัลบิดะอฺ, ดารุ้ลวะฏอน, ริยาฏ, 1417, หน้าที่:25.

(9)อับดุลรอซาก บิน ตอฮิร บิน อะหฺมัดมุอาซ, อัลญะฮฺลุบิมะสาอิลิลอิอฺติกอดวะหุกมุฮู, ดารุ้ลวะฏอน, ซาอุดิอารเบีย, 1996, หน้าที่: 414.

(10) นาศิร บิน อับดุลลอฮฺบินมุหัมมัดญะดีอฺ, ตะบัรรุกอันวาอุฮูวะอะหฺกามุฮู, มักตะบะตุรรุชดฺ, ซาอุดิอารเบีย, 2000, หน้าที่: 463.

(11) บุญพฤกษ์ จาฏาระ, พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน, อักษรเจริญทัศน์, กรุงเทพ, 2539, หน้าที่: 134.

(12) มูหัมมัด บิน อับดุลวาฮับ, อัลเกาลุสสะดีดชารอุลกิตาบุตเตาหีด, ดารุ้ลวะฏอน, ซาอุดิอารเบีย, ม.ป.ป., หน้าที่:40.

(13) อิบนุมันศูร, ลิสานุลอาหรับ, ดารุ้ลมะอฺริฟะฮฺ, เลบานอน, 1994, หน้าที่:69.

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อันดับหนึ่งของนักซูฟีย์คือต้องมีครู



         สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของนักซูฟีย์ทั้งหลายคือต้องมีครู ต้องมีสื่อ(ครูมุรซีรหรือแช็ค)และมุบายิอะห์

จนมีคำกล่าวและความเชื่อในพวกกลุ่มซูฟีย์ว่า

“บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีครู  จงรู้ไว้เถิดผู้นำทางของเขาคือชัยฎอน” 

          นักซูฟีย์ได้ให้ความหมายในซูเราะห์ อัลมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 35 “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลเลาะห์ และจงแสวงหาสื่อไปสู่อัลเลาะห์”    คำว่า “สื่อ” ในที่นี้นั้นนักซูฟีย์หมายถึง ครู และครูในที่นี้หมายถึงครูมุรซีร หรือ โต๊ะแซะห์ ผู้ที่สามารถพาเข้าใกล้ชิดอัลลอฮฺ     ครูที่จะสามารถออกมุบายิอะฮฺได้  และครูมุรซีรนั้นก็มีทั้ง “นะซับ” และ “ซัลซีละฮฺ”

- ครูนะซับ หมายถึงครูที่มีเชื้อสายต้นตระกูลมาจากท่านร่อซูล ศ็อลลอลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
- ครูซัลซีละฮฺ หมายถึงครูที่ได้รับมอบหมายให้ออกมุบายิอะฮฺได้จากครูนะซับ

           ลักษณะของครูดังกล่าวเป็นดั่งสายโซ่เชื่อมโยงสืบกันไปมา และเป็นสิ่งสำคัญมากของคนซูฟีย์  ในหมู่วงการผู้ที่นิยมแนวซูฟีย์ก็มีการออกมาตักเตือน ควรระวังกันว่า ครูมุรซีรนั้น  มีทั้งครูของจริงและของปลอม  อาจมีครูปลอม  มาแอบอ้างตน ว่ามีสืบสายนะซับ หรือ ซัลซีละฮฺ เมื่อไปรับมุบายิอะฮฺแล้วก็อาจจะได้แต่ของปลอมไป ใครที่ต้องการจะมุบายิอะฮฺกับครูคนไหนก็ควรสืบให้ดีๆ  ก็ว่ากันไป

การมุบายิอะฮฺนั้นเป็นการทำสัตยาบัน ระหว่างครูกับศิษย์ ว่าจะเป็นครูกับศิษย์กันไปตลอดทั้งดุนยาและอาคิเราะห์ ครูจะเป็นผู้ชี้แนะในการรู้จักอัลลอฮฺ เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงไปสู่อัลลอฮฺ(วาซีตอฮฺ หรือ สื่อ) อีกทั้งจะต้องให้สัตยาบันกันว่าจะไม่ทรยศ หรือผิดสัญญากัน ต้องยะเก่นต่อครูอย่างหมดใจ ไม่มีความลับใดๆต่อครู  ไม่อนุญาติให้ปฏิเสธคำพูดของครูแม้จะมีหลักฐานมายืนยัน หรือคำพูดของครูที่ไร้สาระไม่ประเทืองปัญญาก็จะต้องถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะที่เฉพาะทาง ต้องยอมรับอย่างศิโรราบ

           แท้จริงการให้สัตยาบันที่เจ้าของเฏาะรีเกาะฮฺสายต่างๆ จากพวกซูฟีย์ใช้ และการอนุมัติการให้สัตยาบันดังกล่าวนี้ทั้งหมดเป็นการหลงผิดที่ชัดแจ้ง ในอิสลามไม่มีการให้สัตยาบันใดๆ นอกจากการให้สัตยาบันของบรรดาเศาะหะบะฮฺต่อท่านนบี ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และการให้สัตยาบันของบรรดามุสลิมต่อเฆาะลีฟะฮฺของเขาเท่านั้น

Sufism

เจ้าของหนังสือ อัลอิบรีซฟีมะนากิบิชชัยค์ อับดิลอะซีซ เล่าว่า ชัยค์ของเขาคืออับดุลอะซีซ ได้เล่าเรื่องให้เขารู้ว่าศิษย์จะต้องเชื่อฟังอาจารย์อย่างไร

ลูกศิษย์คนหนึ่งได้รับใช้อาจารย์ของเขาเป้นเวลานาน โดยไม่เห็นแก่เหน้ดแก่เหนื่อยหรือเบื่อหน่าย แล้วอาจาย์ก็คิดจะถ่ายทอดหน้าที่ให้ถ้าลูกศิษย์คนนี้ผ่านการทดสอบ อาจารย์ได้กล่าวแก่ลูกศิษย์ว่า

"นี่เธอ เธอรักฉันไหม"

ลูกศิษย์ตอบว่า "ครับ รักสุดๆเลยครับ"

แล้วเธอเชื่อฟังปฏิบัติตามทุกอย่างที่ฉันใช้เธอไหม?" อาจารย์ถาม

ลูกศิษย์ตอบว่า "ครับ ผมจะปฏิบัติตามทุกอย่าง"

แล้วอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าฉันสั่งให้เธอไปที่บ้านพ่อของเธอ ไปฟันคอเขาแล้วเอาศีรษะของเขามาให้ฉัน เธอจะทำได้ไหม?"

ลุกศิษย์ลุกออกไปโดยไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ เขาเดินไปถึงบ้านพ่อของเขาซึ่งกำลังนอนหลับอยู่กับแม่ของเขา เขาได้ตัดศีรษะพ่อแล้ว เอาใส่ถุงหิ้วกลับมายังอาจารย์ของเขาแล้ววางมันไว้ต่อหน้าอาจารย์โดยที่ในบ้านตอนนั้นมืดสนิท

 อาจารย์ได้ถามว่า "นี่อะไรหรือ?"

ลูกศิษย์ตอบว่า "นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ใช้ให้ผมไปทำครับ"

อาจารย์กล่าวว่า "ฉันไม่ได้ใช้เธอไปทำอะไรเลยนี่"

ลูกศิษย์กล่าวว่า “คำพูดของอาจารย์สำคัญเสมอสำหรับผมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”

อาจารย์ถามอีกทีว่า “ไหนบอกมาที่ว่านี่คืออะไร”

ลูกศิษย์ตอบว่า “นี่คือศีรษะของพ่อผมที่ท่านอาจารย์ใช้ให้ไปฟันคอแล้วเอาศีรษะกลับมาให้ท่านครับ”
อาจารย์จึงกล่าวว่า “เจ้าฆาตกร ! เจ้าไม่กลัวอัลลอฮิดอกหรือ? เจ้าห่าพ่อของเจ้าซึ่งเป็นการทำบาปใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ฉันไม่ได้สั่งให้เจ้าไปทำอะไรเลย ฉันเพียงแต่ถามเจ้าเพียงคำถามเดียวเท่านั้น”

ลูกศิษย์ตอบว่า “ผมบอกอาจารย์แล้วไงครับ ว่า ทุกสิ่งที่อาจารย์กล่าวผมถือเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่ล้อเล่น”
อาจารย์จึงกล่าวว่า “ลาเหาละวะลากูวะตาอิลลาบิลลาฮฺ ไหน จุดตะเกียงแล้วเอามาให้ฉันดูหน่อย” แล้วเขาก้เอาตะเกียงมาให้และนำศีรษะนั้นออกมา ปรากฏว่ามันกลายเป็นศีรษะของนัศรอนีที่เคยเป็นเพื่อนบ้านของพวกเขามาก่อนซึ่งมันเป็นชู้กับแม่ของเขา อาจารย์จึงเปิดเผยแผ่นดินของอัลลอฮฺให้เขาได้เห็นภาพว่า คนนี้จะมาทำซินากับแม่ของเขาเวลานั้นๆ อาจารย์ต้องการที่จะยิงนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวหนึ่งคือลูศิษย์คนนี้ว่าสมควรได้รับมอบหน้าที่หรือไม่ และนกตัวที่สองคือสังหารนัศรอนีคนนี่ที่มาล่วงละเมิดสิ่งที่ต้องห้ามของลูกศิษย์กับพ่อของเขา ดังนั้นอาจารย์จึงถ่ายทอดหน้าที่ให้แก่ศิษย์คนนี้ ทำให้ลูกศิษย์ได้มองเห็นบัลลังก์(อัรช์) และเห็นสิ่งที่อยู่ใต้แผ่นดิน

เรื่องนี้ทำให้ได้ทราบว่าระดับการฏออะฮฺที่บรรดาปรมาจารย์ตะเศาวุฟสอนสั่งลูกศิษย์ทั้งหลาย
ไม่เป็นที่อนุมัติแก่มุสลิมคนหนึ่งคนใดที่จะฏออะฮฺมนุษย์คนไหนให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามอย่างไร้ขอบเขตเป็นอันขาด เพราะการฏออะฮฺอย่างไร้ขอบเขตนี้จะกระทำกับใครไม่ได้ทั้งสิ้นนอกจากอัลลอฮฺและรสูลของพระองค์ เพราะอัลลอฮฺคือพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก และรสูลของพระองค์เป็นการยืนยันหรือหุจญะตุลลอฮฺต่อโลกทั้งผอง เป็นผู้ที่อัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองจากสิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮฺไม่ได้ทรงบัญชาใช้ พระองค์อัลลฮฺตรัสว่า


وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَىٰ ( 3 ) 

"และเขามิได้พูดตามอารมณ์"

إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَىٰ ( 4 ) 

"อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นัจญ์มฺ 53:3-4)

ดังนั้นเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการขาดสติและการละเมิดบัญญัติศาสนา

تصوف

ในตัลบีส อิบลีส ของหาฟิซ อินุลเญาซี และผู้แต่งหนังสือ "อัชเราะฟุสสะวานิฮฺ อัลเคาะวาญะฮฺ" อะซีซ อัลฮาซัน ซึ่งเขาเคยเป็นศิษย์คนโปรดของอัตตะฮานวี เล่าว่า

"เคยมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นในสมองของฉันหลายครั้งว่า ฉันน่าจะเป็นผู้หญิงจะได้แต่งงานกับอาจารย์"

ความรู้สึกรักใคร่นี้มันบังเกิดขึ้นกับเขา ถึงขนาดที่ว่ามันสร้างความปราบปลื้มให้แก่เขา เขาหัวเราะ และเข้ามัสยิด โดยกล่าวว่า

"นี่คือความรักของท่านซึ่งท่านจะได้รับการตอบแทน ท่านจะได้รับการตอบแทน" (อัชเราะฟุสสะวานิฮฺ" 2/12)

ลูกศิษย์คนหนึ่งของชัยค์อัชร็อฟอะลี อัตตะฮานวี ได้เขียนถึงปรมาจารย์ของเขาดังต่อไปนี้

"แท้จริงฉันเห็นตัวฉันในความฝันว่า ทุกครั้งที่พยายามจะกล่าวกะลิมะฮฺชะฮาดะฮฺให้ถูกต้องนั้น ลิ้นของฉันมันจะกล่าวหลังคำว่า "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" ว่า "อัชร็อฟเราะสูลุลลอฮฺเสมอ"

แล้วอัตตะฮานวีก็ตอบเรื่องนี้ว่า "แท้จริง ท่านนั้นรักฉันสุดยอดถึงระดับนี้ แล้วนี่เป็นผลของความรักอันนั้น"

ซึ่งลูกศิษย์คนนี้ก็ได้เล่าถึงการสนทนากับอัตตะฮานวี อาจารย์ของเขาว่า "แล้วฉันก็ตื่นขึ้นจากความฝัน เมื่อความผิดพลาดของกะลิมะฮฺผุดขึ้นในใจฉัน ฉันต้องการที่จะสลัดสิ่งนี้ออกจากใจฉัน ดังนั้นฉันจึงลุกขึ้นนั่งแล้วเอนไปอีกด้านหนึ่ง ฉันตั้งใจจะกล่าวว่า

"อัศเศาะลาตุ วัสสะลามุ อะลาเราะสูลิลลาฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม"

เพื่อจะได้รู้ถึงความผิดพลาดนี้ แต่ปรากฏว่าฉันกลับกล่าวว่า

"อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา สัยยิดินา วะนะบิยินา วะเมาลานา อัชร็อฟอะลี"

ซึ่งเวลานั้นฉันตื่นอยู่ ไม่ได้อยู่ในความฝันแล้ว แต่ฉันอยู่ในภาวะที่คับขันและถูกบังคับ ไม่สามารถควบคุมลิ้นของฉันได้เลย" ("บุรฮาน ฟิบรอยิร 195 เดลฮี หน้า 7)

คำตอบของอัตตาฮาวีก็คือ "นี่เป็นการปลอบใจให้แก่ท่านว่าผู้ที่ท่านมีใจผูกพันเลื่อมใสด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ และการให้ความสำเร็จของพระองค์นั้น เขาเป็นผู้ปฏิบัติตามสุนนะฮฺ" (วารสาร "อุมะรออิ นิฮามะฮฺ เดือนเชาวาล ฮ.ศ.1325)

ท่านอิมามชาฟิอี กล่าวว่า
"หากว่าใครปฏิบัติตามแนวทางซูฟีย์ตั้งแต่เวลาศุบฮฺจนถึงเวลาซุฮฺรี แน่่นอนสติปัญญาของเขาไม่เหลือแล้ว"!!!!....

สัมผัสผิวกายสามีภริยาเสียน้ำละหมาดหรือไม่

 لَامَسْتُمُ

               บรรดาอุลามาอฺมีทัศนะต่าง กรณีการสัมผัสผิวกายระหว่างสามีภริยาหรือหญิงอื่นที่แต่งงานกันได้ หรือผู้ที่ไม่ใช่มะร็อม จะทำให้เสียน้ำละหมาดหรือไม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ทัศนะดังนี้

ทัศนะหนึ่ง ถือว่าเสียน้ำละหมาดทุกสภาพ ไม่ว่าจะมีความรู้สึกทางเพศหรือไม่ก็ตาม หากไม่มีสิ่งขวางกั้น เป็นทัศนะของท่านอิมามชาฟีอีย์ และลูกศิษย์ของท่าน  และเป็นทัศนะของกลุ่มหนึ่งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ อาทิ ท่านอุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ  อิบนุมัสอู๊ด ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ, อิบนุอุมัรร่อฎียัลลอฮุอันฮุ , ซัยดฺ อิบนุ อัสลัม ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เป็นต้น

ทัศนะที่สอง ถือว่าเสียน้ำละหมาด หากมีความรู้สึกทางเพศ แต่ถ้าสัมผัสกันแล้วไม่มีความรู้สึกทางเพศ ก็จะไม่ทำให้เสียน้ำละหมาดแต่อย่างใด  เป็นทัศนะของอิมามมาลิก และอิมามอะหฺมัด (มัซฮับฮัมบาลีย์) อัล-หะกัม, หัมม๊าดฺ,  อัล-ลัยษฺ และอิสหาก เป็นต้น

ทัศนะที่สาม ไม่ถือว่าเสียน้ำละหมาดทุกสภาพ ถึงแม้จะมีความรู้สึกทางเพศก็ตาม เป็นทัศนะของอิมามฮานาฟีย์ และลูกศิษย์ของท่าน ชัยคุลอิสลามอิบนุ ตัยมิยะฮฺ,เชคอับดุลอะซีซ บินบาซ,เชคอัลบานีย์ และเป็นทัศนะของกลุ่มหนึ่งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ อาทิ ท่านอะลีย์ บิน อะบีฏอลิบ ,ท่านอิบนุ อับบาส  อะฏออฺ ในริวายะฮฺหนึ่ง, ฏอวูส, อัล-หะสัน อัล-บะศอรียฺ, สุฟยาน เป็นต้น อีกทั้งยังถูกรายงานมาจากท่านอุมัร อิบนุ ค็อฏฏอบ

ทัศนะที่ว่าเสียน้ำละหมาดทุกสภาพ ไม่ว่าจะมีความรู้สึกทางเพศหรือไม่ก็ตาม

 หลักฐานชองฝ่ายนี้คือ อายะฮฺอัล-กุรอานที่ว่า    اَوْلاَمَسْتُمُ النِّسَاءَ   อัล-มาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 6

ท่านอิมามอัช-ชาฟิอีย์ ได้ทำการอธิบายโองการที่ว่า ..

لَامَسْتُمُ النِّسَاءَ

“ท่านทั้งหลายได้สัมผัสสตรี” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ 5 : 6)

"การสัมผัส" ตรงนี้หมายถึง การสัมผัสกันระหว่างผิวหนังของคนๆ หนึ่งกับผิวหนังอีกคนที่เป็นเพศตรงข้าม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์กันก็ตาม(ก็ทำให้เสียน้ำละหมาด)


หลักฐานอีกว่า มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร  ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ..

قبلة الرجل امرأته وجسها بيده من الملامسة، فمن قبل امرأته، أو جسها بيده، فعليه الوضوء

“การจูบภรรยาของชายคนหนึ่ง และการสัมผัสแตะต้องตัวของนางด้วยมือนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่เรียกว่า การสัมผัส(อัล-มุลามะสะฮฺ) ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ได้จูบภรรยาของเขา หรือได้สัมผัสแตะต้องตัวนางด้วยมือของเขา ดังนั้นก็จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องอาบน้ำละหมาด”  (บันทึกโดย ท่านอิมามมาลิก ในตำรา อัล-มุวัฏเฏาะอฺ ด้วยสายรายงานที่เศาะเฮี๊ยะหฺ)

ด้านภาษาอาหรับ คำว่า “لامس” หมายถึง “การสัมผัส”  เหมือนกับที่เราอ่านในโองการอื่นที่ว่า ..

فَلَمَسُوهُ بِأَيْدِيهِمْ

“แล้วพวกเขาก็ได้สัมผัสคัมภีร์นั้นด้วยมือของพวกเขาเอง” (ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม : 7)

ท่านอิมาม อัล-บุญัยริมีย์ ได้กล่าว่า ..

اعلم أن اللمس ناقض بشروط خمسة: أحدها: أن يكون بين مختلفين ذكورة وأنوثة. ثانيها: أن يكون بالبشرة دون الشعر والسن والظفر. ثالثها: أن يكون بدون حائل. رابعها: أن يبلغ كل منهما حدا يشتهى فيه. خامسها: عدم المحرمية

 “พึงทราบไว้เถิดว่า การสัมผัสที่จะทำให้เสียน้ำละหมาดได้นั้น ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 5 ประการด้วยกัน คือ ..

1.   ต้องเป็นการสัมผัสกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง

2.   ต้องเป็นการสัมผัสกันระหว่างผิวหนังด้วยกัน ไม่ใช่ไปสัมผัสกับเส้นผม ,เส้นขน ,ฟัน หรือเล็บ

3.   ต้องเป็นการสัมผัสกันโดยปราศจากสิ่งปิดกั้น

4.   ต้องเป็นการสัมผัสกันโดยที่ทั้งสองคนต่างก็มีอารมณ์ใคร่ด้วยกันทั้งคู่

5.   ต้องเป็นการสัมผัสกับผู้ที่ไม่ใช่มะห์รอม (เพศตรงข้ามที่แต่งงานกันไม่ได้)

ดู ตำรา  หาชียะฮฺ อัล-บุญัยริมีย์  โดย ท่านอิมาม อัล-บุญัยริมีย์  เล่มที่ 1  หน้าที่ 211

โดยอาศัยการบ่งชี้ที่ชัดเจนจากอัล-กุรอาน ส่วนหะดีษของพระนางอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮอุอันฮา นั้น แท้จริงท่านอิมามอัน-นะวะวีย์ ได้ให้ทัศนะว่า ..

حملوا الحديث على أنه غمزها فوق حائل، وهذا هو الظاهر من حال النائم، فلا دلالة فيه على عدم النقض

“หะดีษนี้ถูกยึดอยู่บนความเข้าใจที่ว่า แท้จริงท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สัมผัสพระนางอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา  โดยมีสิ่งปิดกั้นอยู่ และนี่คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอกจากสภาพของผู้ที่นอน ดังนั้น ไม่มีหลักฐานใดเลยที่มาบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า การสัมผัสสตรีหรือภรรยานั้น ไม่ทำให้เสียน้ำละหมาด !!”

ดู ตำรา  ชัรหุ มัสลิม  โดย ท่านอิมาม อัน-นะวะวีย์  เล่มที่ 4  หน้าที่ 230



ทัศนะ ที่ถือว่าเสียน้ำละหมาด หากมีความรู้สึกทางเพศ แต่ถ้าสัมผัสกันแล้วไม่มีความรู้สึกทางเพศ ก็จะไม่ทำให้เสียน้ำละหมาด

ทัศนะนี้มีความเห็นว่า การกระทบหรือสัมผัสที่ทำให้เสียน้ำละหมาด คือ การกระทบหรือสัมผัสกันระหว่างผิวหนังกับผิวหนังโดยมีอารมณ์ใคร่  นี่คือเป้าหมายของโองการจากอัล-กุรอาน แต่หากว่าเป็นการกระทบหรือสัมผัสกันโดยปราศจากอารมณ์ใคร่ ดังที่มีหะดีษรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ก็ถือว่า ไม่เสียน้ำละหมาดแต่ประการใด

มัซฮับอัลมาลิกียะฮฺ ได้กล่าวว่าจะเสียน้ำละหมาดด้วยการที่ผู้มีน้ำละหมาดที่บรรลุศาสนภาวะสัมผัสกับคนหนึ่งโดยมีความรู้สึกทางเพศ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง และถึงแม้ว่าผู้ถูกสัมผัสนั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ตาม และไม่ว่าจะสัมผัสกับภรรยาของตัวเอง หรือหญิงอื่น หรือผู้ที่หะรอมการแต่งงานกับเขา และไม่ว่าการสัมผัสนั้นจะสัมผัสกับเล็มหรือผม หรือบนที่ที่ขวางกั้น เช่น ผ้า และไม่ว่าสิ่งที่ขวางกั้นนั้นจะเป็นผ้าบางๆ ซึ่งผู้รับสัมผัสมีความรู้สึกว่าเป็นเป็นผิวหนังหรือเป็นสิ่งที่หนาๆ ก็ตาม และไม่ว่าการสัมผัสนั้นระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย หรือผู้หญิงกับผู้หญิงก็ตาม

การสัมผัสที่มีความรู้สึกทางเพศทำให้เสียน้ำละหมาด และการจูบปากก็จะทำให้เสียน้ำละหมาด ถึงแม้จะไม่มีความรู้สึกทางเพศก็ตาม เพราะการจูบอย่างนั้นมันเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศ ส่วนการจูบที่ไม่ใช้ปากก็จะทำให้เสียน้ำละหมาดของผู้จูบและผู้ถูกจูบ ถ้าทั้งสองคนบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือคนหนึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ถ้าเขาจูบกับผู้ที่มีความรู้สึกทางเพศและพบกับความรู้สึก ความอร่อย ถึงแม้ว่าการจูบนั้นจะด้วยการถูกบังคับหรือลืมก็ตาม


ทัศนะที่สาม ไม่ถือว่าเสียน้ำละหมาดทุกสภาพ ถึงแม้จะมีความรู้สึกทางเพศ

 ทัศนะของอุลามาอฺ ที่ว่าเมื่อชายหญิงสัมผัสกันไม่เสียน้ำละหมาดในทุกๆ สภาพไม่ว่าภายหลังการสัมผัสนั้นจะมีความรู้สึกหรือไม่มีความรู้สึกทางเพศก็ตาม
(ดูหนังสือ "มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา" โดยเชคอับดุลอะซีซ บินบาซ เล่ม 10 หน้า 135)

หลักฐานที่อ้างอิงว่าการสัมผัสผิวกายระหว่างชายหญิงไม่เสียน้ำละหมาด มีดังนี้

ท่านนบีศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมไม่ได้อาบน้ำละหมาดใหม่ เมื่อได้สัมผัสกับพระนางอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ซึ่งท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า ..

كُنْتُ أَنَامُ بَيْنَ يَدَيْ رَسُولِ اللهِ صلى الله عليه وسلم وَرِجْلاَيَ فِي قِبْلَتِهِ، فَإِذَا سَجَدَ غَمَزَنِي

“ฉันเคยนอนอยู่ต่อหน้าท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมในขณะที่เท้า ทั้งสองของฉันพาดไปทางทิศกิบลัตของท่าน ดังนั้นเมื่อท่านสุญูดลงท่านก็จะเอามือมาสัมผัสฉัน” (บันทึกโดย บุคอรีย์-มุสลิม)

ในหะดิษบทนี้เป็นหลักฐานชี้ให้เห้นว่า การกระทบสตรีนั้นไม่เสียน้ำละหมาด และที่ปรากฏชัดก็คือการท่านรสูลกระทบกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ โดยเท้าของท่านนั้นไม่มีอะไรขวางกั้น  ส่วนที่มัซอับชาฟีอีย์ตีความว่า การสัมผัสนั้นอาจมีผ้าขวางกั้นอยู่ หรือมันเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับท่านนบีเท่านนั้น การตีความอย่างงนี้นั้นเป็นการตีความเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ตรงกับความเป็นจริง

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ  ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ยังได้กล่าวอีกว่า ..

فَقَدْتُ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَيْلَةً مِنَ الْفِرَاشِ فَالْتَمَسْتُهُ فَوَقَعَتْ يَدِي عَلَى بَطْنِ قَدَمَيْهِ

“ในคืนหนึ่งฉันได้คลำหาท่านรสูลศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ตรงที่นอน แล้วฉันก็ได้สัมผัสกับท่านรสูล ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม  แล้วมือของฉันก็ได้วางอยู่บนฝ่าเท้าทั้งสองของท่าน” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 486)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า

" كان رسول الله صلى الله عليه وسلم يتوضأ ثم يقبل ويصلي و لا يتوضأ "

 ความว่า "ท่านรสูลุลลอฮฺอาบน้ำละหมาด จากนั้นท่านรสูล ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ก็จูบ (ภรรยาบางคนของท่าน) ต่อมาท่านรสูลก็ละหมาดโดยมิได้อาบน้ำละหมาด (ใหม่)" หะดีษเศาะหี้หฺ และสายงานถือว่าหะสัน (ดูหนังสือ มุสนัดอิมามอะหฺมัด ตรวจสอบหะดีษโดยเชคชุอัยบ์ อัลอัรฺนะอูนฎ์ เล่ม 40 หน้า 385)

จากท่านวะกีอฺ ฟังจากท่านอัลอะอฺมัช จากท่านหะบีบ บุตรของอบู ษาบิต จากท่านอุรฺวะฮฺ บุตรของซุบัยร์ จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลฮุอันฮา เล่าว่า
"แท้จริงท่านรสูลศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จูบภริยาบางคนของท่าน จากนั้นท่านก้ไปละหมาดโดยไม่ได้อาบน้ำละหมาด(ใหม่) (ท่านอุรฺวะฮฺเล่าว่า) นอกจากเธอเท่านั้น? (ท่านอุรฺวะฮฺเล่าวว่า) แล้วท่านหยิงอาอิชะฮฺก็หัวเราะ" ( บันทึกหะดิษโดยอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 24584 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 170 , อบูดาวูด หะดิษเลขที่ 153 ติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 79 ...สายรายงานหะดิษข้างต้นถือว่าเศาะเฮียะฮฺ บรรดานักรายงานหะดิษถือว่ามีความจำดีเยี่ยม  ) 
รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้จูบนางขณะที่ท่านถือศิลอดอยู่ และท่านกล่าวว่า
"การจูบนั้นจะไม่ทำให้เสียน้ำละหมาด และไม่ทำให้เสียศิลอด" (บันทึกหะดิษโดย อิสหาก อิบนุรอหะวัย ในทำนองเดียวกันได้บันทึกโดยอัลบัซซารด้วยสายรายงานที่ดี)
ท่านอับดุลฮักได้กล่าวว่า ฉันไม่ทราบเลยว่ามีข้อบกพร่องอะไรที่จำเป็นจะต้องละทิ้งหะดิษนี้

ซึ่งมีผู้กล่าววิภาษว่า หะดิษที่ว่าด้วยท่านรสูล ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จูบภรรยา จากนั้นท่านก็ละหมาดโดยไม่อาบน้ำละหมาดใหม่นั้น ถือเป้นหะดิษอิฟ และหะดิษที่มีสายรายงานขาดตอน

เล่าจากท่านวะกีอฺ ฟังจากท่านสุฟยาน จากท่านอบูเราก์ อัลฮัมดานีย์ จากท่านอิบรอฮีม อัตตัยมีย์ จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา ว่า
"แท้จริงท่านรสูล ศ็อลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จูบ(ภรรยาบางคนของท่าน) จากนั้นท่านก็ละหมาดโดยท่านรสูลไม่อาบน้ำละหมาด(ใหม่)" (บันทึกหะดิษโดยอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 25767)
หะดิษข้างต้นสายรายงานเฎาะอิฟ เนื่องจากนักรายงานหะดิษขาดหายไปคนหนึ่ง โดยท่านอิบรอฮีม อัตตัยมีย์ บุตรยะซีด ไม่ได้ยินหะดิษดังกล่่าวจากหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา (หนังสือมุสนัดอิมามอะหิมัด ตรวจสอบโดยเชคชุอัยบ์ อัลอัรฺนะอูนฎ์ เล่ม 42 หน้าที่ 500)

แต่สายรายงานอื่นซึ่งเนื้อความคล้ายกับหะดิษข้างต้นพบว่าเศาะเฮียะฮ์ทั้งตัวบท และสายรายงานของหะดิษ ดังหะดิษสองบทที่ยกก่อนหะดิษข้างต้นแล้วนั้น


ท่านอิมาม อัซ-ซะรอคซีย์  กล่าวว่า ..
لا يجب الوضوء من القبلة ومس المرأة، بشهوة أو غير شهوة

“ไม่จำเป็นจะต้องอาบน้ำละหมาดใหม่ สำหรับผู้ที่จูบหรือสัมผัสสตรี ไม่ว่าจะสัมผัสด้วยอารมณ์ใคร่หรือไม่มีอารมณ์ใคร่ก็ตาม”
ดู ตำรา อัล-มับสูฏ โดยท่านอิมาม อัซ-ซะรอคซีย์  เล่มที่ 1  หน้าที่ 121

และเนื่องจากไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ชัดว่า เมื่อกระทำสิ่งดังกล่าวแล้วเสียน้ำละหมาด ซึ่งสามีจะต้องอยู่ร่วมกับภรรยาอยู่แล้วซึ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นกันเป็นปกติวิสัย แม้กระทั่งท่านรสูลุลลอฮฺก็ต้องอยู่ร่วมกับบรรดาภรรยาของท่านเองเช่นกัน แต่ทำไมท่านรสูลจึงไม่บ่งบอกเรื่องดังกล่าวไว้โดยละเอียด ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากสามีภรรยากระทบกันทำให้เสียน้ำละหมาดแล้ว ท่านรสูลจะต้องชี้แจงไว้อย่างชัดเจน แต่ท่านรสูลกลับไปกล่าวถึงเรื่องดังกล่าว ใช่แต่เท่านั้นท่านรสูลยังกระทำให้เห็นอีกว่าชายหญิงกระทบกันไม่เสียน้ำละหมาด

หนังสือฟัตวาของคณะทำงานเพื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาศาสนาของประเทศซาอุดิอาระเบีย ในเล่ม 5 หน้า 266 ซึ่งหัวหน้าคณะทำงานนั้นก็คือ เชคอับดุลอะซีซ บุตรของอับดุลลอฮฺ บุตรของบาซ แสดงทัศนะว่า "เมื่อชายหญิงกระทบกันเสียน้ำละหมาดหรือไม่นั้น มีการขัดแย้งกันในระหว่างนักวิชาการ แต่ที่ถูกต้องกว่าคือ ไม่เสียน้ำละหมาด แม้ว่าการกระทบนั้นจะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือไม่ก็ตาม เพราะท่านรสูลุลลอฮฺจูบภรรยาบางคนของท่านโดยท่านรสูลมิได้อาบน้ำละหมาดใหม่

*** ส่วนอายะฮฺอัลกุรฺอานที่ปรากฏในสูเราะฮฺอันนิสาอฺ และสูเราะฮฺอันมาอิดะฮฺที่ว่า


لَامَسْتُمُ النِّسَاءَ 

“ท่านทั้งหลายได้สัมผัสสตรี” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ 5: 6)

บรรดาอุลามาอฺมีความเข้าใจต่างกันในคำว่า لَامَسْتُمُ 

กลุ่มหนึ่งเข้าใจว่าหมายถึงการสัมผัส ซึ่งเป็นความหมายตามตัว ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่ามันหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นทัศนะของท่านอิบนุอับบาส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม ด้วย


“การสัมผัส” ตรงนี้หมายถึง “การมีเพศสัมพันธ์”  ดังคำตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ได้กล่าวถึงเรื่องของ

พระนางมัรยัม ว่า ..

لَمْ يَمْسَسْنِي بَشَرٌ

“ทั้ง ๆ ที่มิได้มีบุรุษใดแตะต้องข้าพระองค์” (ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน : 47)

ท่านอิบนุ อับบาส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม ได้อธิบายอัลกุรอาน ได้อธิบายเอาไว้ว่า
"จุดมุ่งหมายของการสัมผัสก็คือการมีเพศสัมพันธ์"
และท่านอิบนุ สะกี๊ต ได้กล่าวว่า
"คือการสัมผัสนั้นเมื่อใช้กับผู้หญิงแล้ว หมายความว่า การร่วมประเวณี หรือการร่วมเพศ ชาวอาหรับกล่าวว่า "ลามัสตุลมัรอาตา" ฉันได้มีเพศสัมพันธืกับนาง ดังนั้นอายะฮฺพูดในทางเป็นนัย คือการสัมผัส นั้นหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ เพราะมีสิ่งบ่งบอกระบุเอาไว้ นั้นก็คือ หะดิษที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา (อัลฟิกฮุลอิสลามี เล่ม 1)
และหากสังเกตจะพบว่าที่ถูกต้องนั้นมันหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ เพราะในอายะฮฺก่อนหน้านี้ อัลลอฮฺกล่าวถึงการอาบน้ำวุฎูอฺและการอาบน้ำฆุสล์

พระองค์อัลลอฮ์ อัซวะวะญัล ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِذَا قُمْتُمْ إِلَى الصَّلَاةِ فَاغْسِلُوا وُجُوهَكُمْ وَأَيْدِيَكُمْ إِلَى الْمَرَافِقِ وَامْسَحُوا بِرُءُوسِكُمْ وَأَرْجُلَكُمْ إِلَى الْكَعْبَيْنِ

"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! เมื่อพวกเจ้ายืนขึ้นจะไปละหมาด ก็จงล้างหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง..." (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:6)

และกล่าวต่อมาว่า
 وَإِن كُنتُمْ جُنُبًا فَاطَّهَّرُوا

"...และหากพวกเจ้ามีญะนาบะฮฺ ก็จงชำระร่างกายให้สะอาด..." (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:6)

ซึ่งหมายถึงการตะยัมมุมในการทำความสะอาดเนื่องจากญะนาบะฮฺ

 أَوْ جَاءَ أَحَدٌ مِّنكُم مِّنَ الْغَائِطِ أَوْ لَامَسْتُمُ النِّسَاءَ


 "...หรือคนใดในหมู่พวกท่านมาจากการถ่ายทุกข์ หรือได้สัมผัสหญิงมา..." (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:6)

ดังนั้นคำๆนี้ย่อมหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ เพราะมันถูกอธิบายไว้ในถ้อยคำก่อนหน้า

สำหรับผู้ที่เข้าใจคำนี้ว่าหมายถึง การสัมผัสนั้น ได้อธิบายมันหมายถึงการสัมผัสหญิงพร้อมกับการมีอารมณ์ทางเพศด้วย กล่าวคือหากสัมผัสผู้หญิงโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศนั้นย่อมไม่เสียน้ำละหมาด


สรุปได้ว่า เรื่องการกระทบกันระหว่างชายหญิงที่แต่งงานกันได้ ซึ่งรวมถึงกรณีของสามีภรรยาเป็นเรื่องที่มีทัศนะต่างกันและหลากหลาย แสดงว่ามิใช่เรื่องที่เด็ดขาดด้วยตัวบท ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเลือกเอาว่าจะตามทัศนะที่ว่าเสียหรือไม่เสีย ซึ่งเห็นว่ามีน้ำหนักมากที่สุด


 والله أعلم بالصوا

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿






วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ช่วยกันเผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮฺ



อิมานคือศาสนา คือทางนำ ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ศาสนา เรียนรู้กรุอานและสุนนะฮฺ และเผยแพร่มันออกไป เพื่อการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น เพื่อหลีกห่างจากชิริกและสาขาต่างๆของมัน

ท่านรสูลุลลอฮิ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
"ผู้ใดก็ตามที่เชิญชวนไปสู่ความดี สำหรับเขาแล้วก็ได้รับรางวัลประหนึ่งผู้ทำความดี"

อีกรายงานหนึ่ง


ท่านรสูลุลลอฮิ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า
"ผู้ใดก็ตามที่เชิญชวนไปสู่ความดี สำหรับเขาแล้วก็ได้รับความดีเช่นกัน โดยมันจะไม่ลดลงแต่อย่างใด และผู้ใดก็ตามที่เชิญชวนไปสู่ความหลงผิด สำหรับเขาแล้วก็จะมีความผิดบาปอย่างผู้ที่ตามเขา"
(บันทึกหะดิษโดยมุสลิม)


พระองค์อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تُحِلُّوا شَعَائِرَ اللَّهِ وَلَا الشَّهْرَ الْحَرَامَ وَلَا الْهَدْيَ وَلَا الْقَلَائِدَ وَلَا آمِّينَ الْبَيْتَ الْحَرَامَ يَبْتَغُونَ فَضْلًا مِّن رَّبِّهِمْ وَرِضْوَانًا وَإِذَا حَلَلْتُمْ فَاصْطَادُوا وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ أَن صَدُّوكُمْ عَنِ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ أَن تَعْتَدُوا وَتَعَاوَنُوا عَلَى الْبِرِّ وَالتَّقْوَىٰ وَلَا تَعَاوَنُوا عَلَى الْإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ ( 2 )
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าให้เป็นที่อนุมัติ ซึ่งบรรดาเครื่องหมายแห่งศาสนาของอัลลอฮ์ และเดือนที่ต้องห้าม และสัตว์พลี และสัตว์ที่ถูกสามเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อเป็นสัตว์พลี และบรรดาผุ้ที่มุ่งสู่บ้านอันเป็นที่ต้องห้าม โดยแสวงหาความโปรดปราน และความพอพระทัยจากพระเจ้าของพวกเขา แต่เมื่อพวกเจ้าเปลื้องอิห์รอมแล้ว ก็จงล่าสัตว์ได้ และจงอย่าให้การเกลียดชังแก่พวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัศยิดฮะรอม ทำให้พวกเจ้ากระทำการละเมิด และพวกจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ 5:2)



إِلَّا الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ وَتَوَاصَوْا بِالْحَقِّ وَتَوَاصَوْا بِالصَّبْرِ ( 3 )
"นอกจากบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และตักเตือนกันและกันให้มีความอดทน" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อัศร์ 103:3)



وَالْمُؤْمِنُونَ وَالْمُؤْمِنَاتُ بَعْضُهُمْ أَوْلِيَاءُ بَعْضٍ يَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ وَيُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَيُؤْتُونَ الزَّكَاةَ وَيُطِيعُونَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ أُولَٰئِكَ سَيَرْحَمُهُمُ اللَّهُ إِنَّ اللَّهَ عَزِيزٌ حَكِيمٌ ( 71 )
“และบรรดามุมิน ชาย และบรรดามุมินหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน ซึ่งพวกเขาจะใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบและห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ชอบ และพวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจ่ายซะกาต และภักดีต่ออัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์ชนเหล่านี้แหละ อัลลอฮ์จะทรงเอ็นดูเมตตาแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ 9:71)



 والله أعلم بالصوا

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿





ว่าด้วยการเสียน้ำละหมาดเนื่องจากรับประทานเนื้ออูฐ



ปวงปราชญ์ (ญุมฮู๊ร) และอิหม่ามทั้งสามท่าน (ฮะนะฟีย์, มาลิกีย์, และอัชชาฟิอีย์) กล่าวว่า : การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดนั้นไม่ทำให้เสียน้ำละหมาด ส่วนฝ่ายฮะนาบิละฮฺกล่าวว่า : การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ถูกเชือด (الجَزُوْرُ) ทำให้เสียน้ำละหมาดโดยอ้างหลักฐานดังนี้


1. จาก ญาบิร อิบนุ สะมุเราะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) มีชายคนหนึ่งถามท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า : เราต้องอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (กิน) เนื้อแพะ, แกะหรือไม่? ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ตอบว่า : หากท่านประสงค์ ท่านก็อาบน้ำละหมาด และถ้าหากท่านประสงค์ท่านก็ไม่ต้องอาบน้ำละหมาด ชายผู้นั้นกล่าวว่า : เราจะต้องอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (กิน) เนื้ออูฐหรือไม่? ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า : ใช่แล้ว ท่านจงอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (กิน) เนื้ออูฐ อัลหะดีษ (รายงานโดยอะหฺหมัดและมุสลิม)


2. จากอัลบะรออฺ อิบนุ อาซิบ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า : ท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ถูกถามถึงการอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (การกิน) เนื้ออูฐ? ท่านกล่าวว่า : พวกท่านจงอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (การกิน) มัน (เนื้ออูฐ) อัลหะดีษ (รายงานโดยอะฮฺหมัดและอบูดาวูด)


3. จาก ซิลฺฆุรฺเราะฮฺ กล่าวว่า : อะอฺรอบีย์คนหนึ่งได้ขวางท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ขณะที่ร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กำลังเดินอยู่และเขากล่าวว่า : โอ้ ท่านร่อซู้ลของอัลลอฮฺ การละหมาดได้ทันพวกเรา (เข้าเวลาละหมาด) ในขณะที่พวกเราอยู่ในคอกของอูฐ เราจะละหมาดในคอกอูฐนั้นได้หรือไม่? ท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า : ไม่! ชายผู้นั้นกล่าวว่า : เราจะต้องอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (กิน) เนื้ออูฐหรือไม่? ท่านกล่าวว่า : ใช่แล้ว! อัลหะดีษ (อับดุลลอฮฺ อิบนุ อะหฺหมัด รายงานเอาไว้ในมุสนัดบิดาของเขาและรายงานโดยอัฏฏ่อบะรอนีย์เช่นกัน) บรรดาหะดีษเหล่านี้บ่งชี้ว่าจำเป็นต้องอาบน้ำละหมาด และการเสียน้ำละหมาดจำกัดอยู่เฉพาะกรณีการกินเนื้ออูฐเท่านั้น ไม่รวมถึงน้ำนม, ตับ และไขมันของมันแต่อย่างใด


ส่วนปวงปราชญ์ ได้อ้างหลักฐานถึงการกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเชือดว่าไม่ทำให้เสียน้ำละหมาดด้วย สิ่งที่รายงานจากท่านญาบิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) ว่า : แท้จริงสิ่งสุดท้ายในสองเรื่องที่มีรายงานจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นคือ ไม่มีการอาบน้ำละหมาดเนื่องจาก (การรับประทาน) สิ่งที่สัมผัสกับไฟ (ผ่านการปรุงหรือขึ้นไฟ) ดังนั้นการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่มายกเลิก (นาซิคฺ) หะดีษที่ว่าด้วยการเสียน้ำละหมาด เนื่องจากกินเนื้ออูฐ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่สัมผัสกับไฟ


แต่อิหม่ามอันนะวาวีย์ (รอฮิมาฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า : หะดีษที่ว่าไม่เสียน้ำละหมาดเนื่องจากรับประทานสิ่งที่ไฟสัมผัสนั้นเป็นหะดี ษที่มีนัยกว้าง (อามฺ) และหะดีษที่ว่าต้องอาบน้ำละหมาด เนื่องจากการรับประทานเนื้ออูฐนั้นเป็นหะดีษที่มีนัยยะจำกัดความ (ค๊อซฺ) และสิ่งที่มีนัยยะจำกัดความย่อมถูกนำมาก่อนสิ่งที่มีนัยกว้าง (الخاصُّ مُقَدَّمٌ على العَامِّ) และการกล่าวอ้างว่ามีการยกเลิก (นัซฺค์) นั้นไม่มั่นคงแน่นอน ทั้งนี้เพราะจำกัดความ (ตัคฺซีซฺ) ย่อมดีกว่าเนื่องจากมีหะดีษถึง 3 บทในเรื่องนี้ และมัซฮับที่กล่าวว่าเสียน้ำละหมาดเนื่องจากรับประทานเนื้ออูฐ คือมัซฮับฮะนาบิละฮฺนั้นมีความแข็งแรงกว่าทางด้านหลักฐาน ถึงแม้ว่าปวงปราชญ์จะมีความเห็นต่างจากสิ่งนั้นก็ตาม (เก็บความจากอะฮฺกาม อัฏฏ่อฮาเราะฮฺ อะลัล มะซาฮิบ อัลอัรบะอะฮฺ ; ดร.อบูซะรีอฺ มุฮำหมัด อับดุลฮาดีย์ หน้าที่ 154-155)


والله أعلم بالصواب

อาจารย์อาลี เสือสมิง

สิ่งใหม่ในละหมาดฟัรดูห้าเวลา



สิ่งอุตริในด้านอีบาดะฮฺที่เกี่ยวกับการละหมาดฟัรดู 5 เวลา

1. การกล่าวคำนิยัต (อย่างตั้งใจ) ตอนที่จะอาบน้ำนมาซ และตอนที่จะนมาซ การกล่าวคำนิยัตนั้นไม่ว่าจะเป็นตอนอาบน้ำนมาซหรือก่อนที่จะละหมาดนั้นล้วนเป็นบิดอะฮฺทั้งสิ้น

                2. การกล่าวตักบีรโดยการลากเสียงยาวจนถึง 12 หะรอกัต โดยในระหว่างนั้นให้นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการละหมาด รวมทั้งการการเกาะศอด ตะอัรรุฎ ตะอ์ยิน และอื่นๆ อีกให้พร้อมสรรพ การกระทำอย่างนี้ไม่มีปรากฎในซุนนะฮฺเลย แม้ว่าจะมีหนังสือหลายเล่มที่แต่งขึ้นในสมัยหลังๆนี้ เขียนว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นการดีเยี่ยม

3. การที่มะมูมกล่าวตักบีรรอตุลอิห์รอมดังกว่าอีม่ามก็เป็นบิดอะฮฺเช่นกัน

                4. การอ่านกุลอะอูซูบิรอบบินนาส ก่อนกล่าวตักบีรและการกล่าวรอบบิจญ์ อัลนีมุกีมัศเศาะลาตฺ วามินซุรรียะตีจนจบอายะฮฺ

                5. การไม่กล่าวดุอาฮฺอิฟติตาห์ หลังจากตักบีรรอตุลอิห์รอม ซึ่งบรรดาผู้ที่ตามมัซฮับมาลีกีย์นิยมทำกัน
                6. การไม่กอดอกในขณะยืนนมาซ โดยปล่อยมือลงดังที่พวกที่ถือมัซฮับมาลีกีย์ทำกัน ซึ่งเกียวกับเรื่องนี้มีฮะดีษเศาะหิห์หลายบทที่กล่าวกถึงท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อล) ว่าท่านได้กอดอกในขณะนมาซ แม้แต่ในหนังสือ มุวัฏฏออ์ ของท่านอีม่ามมาลิกก็กล่าวถึงฮะดีษที่แสดงถึงการกอดอกในขณะยืนนมาซ

                7. การทาบมือที่หน้าท้องด้านซ้าย  เพราะตามซุนนะฮิของท่นนบีให้ทาบที่หน้าอก

                8. การกล่าว อัลลอฮุมมัฆฟิรลีย์ วาลีวาลีดัยยา วาลิลมุสลีมีน หลังจากที่อ่านฟาตีฮะห์จบแล้ว ก่อนที่จะกล่าว อามีน เพาะตามซุนนะฮฺของท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อล)ให้มะมูมนั้นกล่าวคำว่า อามีน พร้อมๆกันอีม่าม โดยก่อหน้านั้นไม่ต้องกล่าวคำอะไรเลย

                9. การอ่านอายะฮฺส่วนใดส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานหลังจากอ่านอัลฟาตีฮะห์จบแล้ว เพราะตามซุนนะฮฺให้อ่านซูเราะฮฺใดซูเราะฮฺหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ หรือจนถึงกึ่งหนึ่งของซูเราะฮฺ ใม่ใช่หยิบเอามาอ่านอายะฮฺใดอายะฮฺอายะฮิหนึ่งของซูเราะฮฺ

                ท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อล) เคยอ่านอายฮฺเดียวหลังจากอ่นอัลฟาตีฮะห์ ในนมาซซุนนะฮฺซบฮีเท่านั้นส่วนที่ว่าผู้ใดอ่าน ซูเราะฮฺอาลัมนัสเราะฮฺ และ อาลัมตารอกัย ในนมาซซุบฮีและมัฆริบ แล้วโรคภัยไข้เจ็บจะไม่เข้าไกล้นั้นเป็นฮาด๊ษที่ไม่ถูกต้อง ตามซุนนะฮฺท่านนบี (ศ็อล) อ่านอายะฮฺ กูลูอามันนาบิลลาฮี วามา อุนซิลาอีลัยนา  จนจบอายะฮฺ ในรอกะอัตแรก ในนมาซซุนนะซุบฮี และอายะฮฺ กุลยาอะฮฺลัลกีตาบิ ตะอาเลา อิลา กาลีมาตินสาวาอิน จนจบอายะฮฺ หรือท่านนบี (ศ็อล) อ่านอายะฮฺ อัล-กาฟิรูน ในรอกะอัตแรกในนมาซดังกล่าว และอ่านซูเราะฮฺ อัล-อิคลาส ในเราะกะอัตที่สอง

                10 การอ่านกุนุต ในนมาซซุบฮี โดยสม่ำเสมอตลอดไป เพราะฮะดีษที่กล่าวถึงการอ่านกุนุตโดยตลอดไปนั้นเป็นฮาดีษที่มีหลักฐานอ่อนที่สุด ไม่มีฮะดีษเศาะหีห์บทใดที่กล่าวถึงท่านนบี (ศ็อล) ว่าท่านได้กระทำกุนุตมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้บรรดาสาวกกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่า การทำกุนุตโดยสม่ำเสมอตลอดไปนั้นเป็นบิดอะฮฺ และการคว่ำฝามือขณะที่อ่นถึงตอน ลายาซิลลุมันวาลัยต์ นั้นเป็นบิดอะฮฺอย่างยิ่ง
                11. การตักบีรด้วยการลากเสียงยาวตอนที่จะลงสุญูด และตอนที่จะขึ้นจากสูญุดสู่อิริยาบทยืน เพราะว่าตามซุนนะฮฺเสียงตักบีรตอนที่จะลงจากอิริยาบทยืนสู่อิริยาบทสูญูดนั้น ให้จบลงในระหว่างกึ่งกลาง และจากอิริยาบทสูญุดสู่อิริยาบทยืนนั้นก็ให้จบในระหว่างกึ่งกลางเช่นกัน

                12. การกล่าว วาบีฮัมดิฮฺ ในตัสบีห์รูกูห์ และในตัสบีห์สูญุด เพราะในฮะดีษเศาะหิห์และในฮาดีษฮาซันไม่ได้ระบุถึงการกล่าวถึงคำ วาบีฮัมดิฮิ แต่อย่างใด

                13. การเพิ่มคำว่า ซัยยีดีนา ในเศาะลาวาต หลังจากที่ได้กล่าวตะชะฮฮุดจบแล้ว ซึ่งการกล่าวเช่นนี้ไม่มีปรากฏในฮะดีษจากท่านนบี ศ็อลฯ เลย คือแทนที่จะกล่าว อัลลอฮฺฮุมมาศ็อลลีอาลามุฮำมัด กลับเพิ่มคำว่า อัลลอฮฺฮุมมาศ็อลลีอาลา ซัยยีดีนา มุฮำมัด เป็นต้น

                14. การอ่านอัสอะลุกัล-เฟาซะ บิลญันนะฮฺ หลังจากให้สลามข้างขวา หรือ การกล่าวคำว่า อะอูซูบีกามีนันนาร หลังจากให้สลามหันไปข้างซ้าย

                15. การลูบหน้าหลังจากนมาซเสร็จ ก็เป็นบิดอะฮฺเช่นกัน

                16. การกล่าวอิสติฆฟารพร้อมๆกัน ด้วยเสียงดังๆ เพราะตามซุนนะฮฺนั้นให้ต่างคนต่างอ่านอย่างเบาๆ
                17. การอ่านซุบฮานะมันลาญานาวาลายัสฮู ในสูญุดสะห์วี คือการสูญุดเนื่องจากลืมอย่างใดอย่างหนึ่งในนมาซ เพราะเรื่องนี้ไม่มีปรากฏในฮะดีษของท่นนบีมูฮำมัด (ศ็อล) นอกจากพบในฝันของซูฟีคนหนึ่งเท่านั้น

                18. นมาซซุฮฺรีหลังจากนมาซวันศุกร์ มีหลักฐานอย่างมากมายที่แสดงถึงความเป็นบิดอะฮิของการนมาซซุฮฺรี หลังจากนมาซวันศุกร์ แต่ก็มีผู้คนบางพวกที่ยังทำกันอยู่ โดยพวกเขาถือว่า การละหมาดซุฮฺรีหลังจากนมาซวันศุกร์นั้นเป็นนมาซ อิอาดะฮฺ

                19. การอ่นซุเราะฮฺ อัล- อิคลาส  ซูเราะฮฺ อัล-ฟาลัค  และซูเราะฮฺ อัน-นาส  อย่างละ 7 ครั้งหลังจากนมาซวันศุกร์นั้นก็เป็นบิดอะฮฺ ฮะดีษที่กล่าวถึงให้กระทำ อะมัล เช่นนี้เป็นฮาดีษที่อ่อนหลักฐาน  และการอ่านดูอาร์ต่อไปนี้หลังจากนมาซวันศุกร์อย่างสม่ำเสมอก็เป็นบิดอะฮฺเช่นกัน คือ อัลลอฮฺ ฮุมมายา ฆอนีนียุยาหะมีด ยามุบดิอุ ยามุอีด  อัฆนะบี บิหะลาลีกะฮฺ วะบิฟัฎลีกะฮฺ อัมมัน สิวากะ  อุลามาอฺบางท่านมีความเห็นว่า ผู้ใดอ่นดุอ่ร์ดังกล่าว 70 ครั้ง หลังจากนมาซวันศุกร์แล้ว อัลลอฮฺจะทรงให้เขาร่ำรวย  และจะทรงให้ปลดเปลื้องหนี้สินของเขา  ความเห็นแบบนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องขอหลักฐานจากเขาที่แสดงว่า ความเห็นของเขานั้นเป็นความจริง

                การอ่านกุล ฮุวัลลอฮิ  1.000 คั้งในวันศุกร์ไม่มีฮะดีษใดที่พอจะยึดถือเป็นหลักฐานได้ หะดีษที่ว่าผู้ใดอ่านซูเราะฮฺ อัล-อิคลาส กุลฮุวัลลอฮฺ 1.000 คร้ง อัลลอฮิจะทรงให้เขาปลอดภัยจากไฟนรกนั้นเป็นเป็นฮะดีษปลอมที่เล่าโดยผู้พูดเท็จ ผู้ที่เชื่อถือไม่ได้  การถือหะดีษโดยรู้ว่าผู้เล่าเป็นผู้เชื่อถือไม่ได้นั้น ถือเป็นหะรอม ที่ท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อลฯ) ให้เราอ่านในคืนวันศุกร์ ก็คือสูเราะฮฺ อัล-อิมรอน อัล-กะฮฺฟี และศอลาวาตแด่ท่านนบี (ศ็อลฯ)ให้มาก  ตลอดจนให้อาบน้ำแต่งตัวให้สะอาด ส่งเสริมให้ใช้ของหอม แล้วให้รีบไปมัสยิด  เป็นต้น

20. การกำหนดว่าการนมาซวันศุกร์นั้นต้องนมาซในมัสยิดเท่านั้น และการกำหนดว่าถ้าผู้มานมาซไม่ครบ 40 คนจะทำนมาซวันศุกร์ (ญุมอะฮฺ) ไม่ได้-ไม่เศาะฮฺ  ทีจริงไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างนมาซวันศุกร์กับนมาซอื่นๆ เว้นแต่ ในนมาซวันศุกร์นั้นต้องมีคุตบะฮฺเท่านั้น

21. การอ่านกุลฮุวัลลอฮิ 3 ครั้ง  ในขณะนั่ง ระหว่าง 2 คุฏบะฮฺ  ตามฮะด๊ษที่เศาะหีห์ กล่าวว่าท่านนบีมูฮำมัด (ศ็อลฯ) หยุดนั่งเพียงครู่เดียวเท่านั้นในระหว่าง 2 คุฎบะฮฺ  การกล่าวคุฎบะฮฺที่ 2  ด้วยการศอลาวาตและดุอาร์ต่อผู้นำ โดยไม่ได้บรรจุคำสอนและตักเตือน ก็เป็นบิดอะฮฺ คุฎบะฮฺของท่านนบีไม่ได้ทำในรูปแบบนี้

22. การจบคุฎบะฮฺด้วยคำว่า อุซกุรุลลอฮฺ ฮะ อัซกุรกุม หรือคำว่าเอ็นนัลลอฮิ ยะมีรุ บิลอดลีย์วัลอิฮิสาน โดยตลอดก็เป็นบิดอะฮฺ  เพราะในศตวรรษแรก ๆ เคาะฎีบจะจบคุตบะฮฺด้วยคำว่า อะกูลูเกาลีฮาซา  วัซตัฆฟิรุลลอฮฺลีวาลากุม

22. ไม่เห็นถึงความสำคัญในการละหมาดย่อ (นมาซกอซัร) ในระหว่างเดินทาง ซุนนะฮฺอันนี้ผู้คนไม่ค่อยเอาใจใส่มากนัก แม้แต่อุลามาอฺก็ไม่ค่อยบอกกล่าวให้นมาซย่อ ทั้งๆ ที่ในฮาดีษที่บันทึกโดยอีหม่าม อะฮฺมัด  อิบนุ อุมัร  ได้รายงานว่า  ท่านนบี (ศ็ฮลฯ) ได้กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงชอบให้เรากระทำการงานที่พระองค์ทรงลดหย่อนให้ง่ายลง และตามบันทึกของอันนะสาอีย์ ท่านนบี (ศ็อลฯ) กล่าวว่า อัลลอฮิทรงใช้ให้เรานมาซ 2 รอกะอัตเท่านั้นในระหว่างเดินทาง หมาถึง นมาซที่มี 4 รอกะอัต คือ ซุฮรี อัสรี และอีซา ให้ละหมาดอย่างละ 2 รอกะอัตเท่านั้น ส่วนนมาซ ศุบฮีและมัฆริบจะละหมาดย่อไม่ได้ ใหละหมาดตามปกติ ท่านนบี (ศ็ฮลฯ) ได้กล่าวอีกว่า การนมาซย่อนั้นเป็นของที่ประทาน (ศอดาเกาะฮฺ)  จากอัลลอฮฺที่ทรงประทานให้แก่เราซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องรับ

23. การเช็ดศรีษะ  ให้ถูกส้นผมไม่กี่เส้นที่ทำวูฎุอ์  (อาบน้ำนมาซ)  เพราะว่าตามซุนนะฮิของท่านนบี (ศ็อลฯ) คือให้ลูบทั่วศรีษะ หรือลูบส่วนหนึ่งของศรีษะ หรือลูบไปบนผ้าโผกศรีษะ (ถ้าโผกผ้าสัรบันอยู่)

24. ลูบศรีษะ 3 ครั้ง เพราะว่าตามซุนนะฮฺแล้วท่านนบี  (ศ็อลฯ)  ลูบเพียงครั้งเดียวพร้อมเช็ดทั้งใบหูด้วย  โดยไม่ต้องจุมมือในน้ำอีก

25. ทำตะยัมมุมตอนลูบมือ  ลูบจนถึงข้อศอก และมือตบดิน 2  ครั้ง  ตามหะดีษเศาะเหี๊ยะฮฺ  การเอามือตบที่พื้นดิน เพื่อทำตะยัมมุมนั้นให้ตบเพียงครั้งเดียว ให้ลูบหน้าและมือจนถึงข้อศอก

26. ไม่ตอบรับอาซาน  เมื่อมุอัซซินได้ทำการอาซานดังที่ท่านนบี  (ศ็อลฯ)  ได้สั่งไว้

27. การกล่าวอาซานด้วยลีลา และทำนองสูงๆ  ต่ำๆ หรืออาซานด้วยการลากเสียงยาวๆ

28. ละทิ้งอาซานครั้งแรกในนมาซศุบหฺ  เพราะตามซุนในการนมาซซุบหฺอะซาน 2 ครั้ง อาซานครั้งแรกก่อนเข้าเวลานมาซศุบหฺเล็กน้อยอะซานครั้งนี้ให้เติมคำว่า “อัศ-เศาะลาตุค็อยรุม มินันเนาวม์”  อะซานครั้งที่ 2  เมื่อเข้าเวลานมาซแล้ว อะซานครั้งนี้ไม่ต้องกล่าวคำว่า  “อัศ-เศาะลาตุค็อยรุม มินัน เนาวม์

29. อะซานในมัสยิดวันศุกร์ต่อหน้าคอฎีบ  หรือไกล้ ๆ มิมบัรและอ่านตัรกียะฮฺ  คือ ซิกรฺ  ชฺญคอฎีบไปบนมิมบัรและกล่าวคำว่า  “อินนัลลอฮฺ ฮะวามาลาอีกาตูฮูยุศอลลูนะอาลันนบี”  จนจบ  แล้วต่อด้วยฮะดีษที่ว่า “ผู้ใดพูดจากันในขณะคอฎีบกล่าวคฎบะฮฺการนมาซของเขาสูญเปล่าไม่ได้ผลบุญอะไรเลย  ตามซนนะฮิให้อาซานที่ประตูมัสยิด หลังจากที่คอฎีบได้ให้สลามและนั่งลงบนมิมบัรแล้ว

30. การกล่าว “อามีน” ด้วยเสียงดังตอนที่คอฎีบขอดุอาอฺในคุฎบะฮฺ

31. นมาซซุนนะฮฺ “กอบลียะญุมอัต”  คือการละหมาด 2  รอกอะฮฺ  หลังจากอาซานครั้งแรก



 والله أعلم بالصوا

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


ดุอาอ์ก่อนและหลังอาบน้ำละหมาด




ดุอาอฺก่อนอาบน้ำละหมาด


بِسْمِ اللَّهِ

“ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ”

(บันทึกโดยอบูดาวุด อิบนุมาญะฮฺ อะหมัด ดูในอิรวาอุลเฆาะลีล : 122/1)



 ดุอาอฺหลังอาบน้ำละหมาด
ให้อ่านดุอาอ์หลังอาบน้ำละหมาด บทใดบทหนึ่งดังนี้

أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيكَ لَهُ وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ..

“ ข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่เป็นที่เคารพสักการะนอกอัลลอฮฺ และข้าพระองค์ขอ ปฏิญาณตนว่ามุฮัมมัด คือบ่าว และร่อซูลของพระองค์ ” 
(บันทึกโดยมุสลิม : 209/1)


اللَّهُمَّ اجْعَلنِي مِنَ التَّوَّابِينَ وَاجْعَلْنِي مِنَ الْمُتَطَهِّرِينَ

“โอ้ อัลลอฮฺ   ขอพระองค์ได้โปรดให้ข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ที่สำนึกผิดต่อพระองค์ และขอได้ โปรดให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ที่รักษาความสะอาดด้วยเถิด” 
( บันทึกโดยติรมีซียฺ : 78/1 ดูเศาะเหี๊ยะหฺอัตติรมีซียฺ : 18/1)


سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا أَنْتَ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوبُ إِلَيْكَ

“โอ้อัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์และมวลการสรรเสริญมีต่อพระองค์ท่าน ข้าพระองค์ ขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้า อื่นใด ที่จะต้องเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว ข้าพระองค์ขออภัยโทษและสารภาพผิดต่อ พระองค์ "
(บันทึกโดยอันนะซาอียฺ ในอะมะลิลเยามิวัลลัยละติ หน้า 173 ดูในอิรวาอุลเฆาะลีล : 135/1, 94/2)



 والله أعلم بالصوا

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿