อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ความเชื่อเดือนเศาะฟัร




ดือนเศาะฟัรเป็นเดือนลำดับที่ 2 ของปฏิทินอิสลาม ในเดือนนี้ก็ไม่มีภาระกิจที่เป็นฟัรดูหรือซุนนะฮฺเฉพาะแต่ อย่างใด เว้นเสียแต่ภารกิจ ที่เป็น ซุนนะฮฺ ที่ปฏิบัติกันเป็นประจำทุกเดือนตลอดปี เช่น การถือศีลอดในวันจันทร์ กับวันพฤหัสบดีในรอบสัปดาห์ หรือถือศีลอดวันที่ 13, 14, 15 ของทุกเดือนเป็นต้น

ความเชื่อผิดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเดือนเศาะฟัร

ความเชื่อของชาวอาหรับยุคก่อนที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะนำอิสลามมาประกาศนั้น ก็มีความเชื่อ ที่เกี่ยวข้องกับ เดือนเศาะฟัรว่า จะมีโชคร้าย ทุกข์ภัย บะลาอฺ และความอัปมงคลต่าง ๆ ซึ่งชาวอา หรับสมัยก่อนเชื่อว่าโรคระบาด ที่เกิดขึ้นกับ ผู้ป่วย แล้วแพร่ต่อ ผู้อื่นนั้น เป็นการระบาดด้วยตัวของมันเอง หรือการ ปล่อยนก และ ความเชื่ออื่น ๆ

   ชาวอาหรับยุคก่อนได้นำเดือนเศาะฟัรไปเกี่ยวโยงกับลางร้าย โชคร้าย ทุกข์ภัย โรคระบาด และความอัปมงคล ต่าง ๆ ชาวอาหรับสมัยก่อนเวลา จะออกทำสงคราม หรือจะทำการค้าขาย ก็จะทำนายโดยการปล่อยนก ซึ่งถ้าหาก ว่านกบินไปทางขวาก็ถือว่าลางดี แต่ถ้าหากว่านกบินไปทางซ้าย ก็ถือว่าลางร้าย ก็เลยไม่ออกไปค้าขายหรือ ทำธุระต่าง ๆ เพราะถือว่าจะเกิดความเลวร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้น

   ส่วนเดือนเศาะฟัร เป็นเดือนที่ชาวอาหรับยุคก่อนยังถือว่า เป็นเดือนลางร้าย จะมีภัยบะลาอฺจากอัลลอฮฺลงมายัง โลกนี้ ปีละ 320,000 (สามแสน สองหมื่น ) บะลา ซึ้งทั้งหมดนี้ประทานลงมาในวันพุธสุดท้าย ของเดือนเศาะฟัร และในวันดังกล่าว จะปรากฏว่า เป็นวันที่มีปัญหามาก ที่สุดใน รอบปี จึงมีการทำน้ำดุอาอฺ เพื่อใช้อาบหรือดื่มขจัด ลางร้าย ซึ่งเรียกน้ำนี้ว่า "น้ำเศาะฟัร"

   อิบนุร่อญับ กล่าวว่า ดูเหมือนว่าทรรศนะเช่นนี้คล้ายกับทรรศนะอื่นๆ ลางร้ายเกี่ยวกับเดือนเศาะฟัรเป็นแบบเดียว กับลางร้ายของนก และเช่น เดียวกันลางร้ายของวัน เช่นกับวันพุธ และชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮฺ  เชื่อว่าเดือน เชาวาลเป็นลางร้าย เฉพาะอย่างยิ่งการแต่งงานในเดือนนี้ ด้วยความเชื่อว่าเดือนเศาะฟัรเป็นเดือนแห่งลางร้าย จึงมีการทำน้ำดุอาอฺ นำไปอาบหรือดื่มเพื่อขจัดลางร้าย และเคราะห์กรรมที่จะเกิดขึ้นซึ่งเรียก ว่า "น้ำเศาะฟัร" (จากหนังสือ "วันและเดือนที่สำคัญในอิสลาม" หน้าที่ 17 โดย อ.มุนีร มูหะหมัด)

วิธีทำน้ำเศาะฟัร


   เพื่อประโยชน์อันสูงสุด อุลามะอฺ(ผู้รู้) ได้กล่าวไว้ว่า มีกล่าวในหนัง สือ " อัลญะวาอิรุ้ล-คอมีส " ว่า " บะลา (การทดสอบ) จากอัลลอฮฺจะ ประทานลงมาทุกปี ปีละ 320,000 ( สามแสนสองหมื่น ) บะลา ซึ้งทั้ง หมดนี้ประทานลงมาในวันพุธสุดท้าย ของเดือน ซอฟัร (เดือนที่สอง ของศักราชอิสลาม ) และในวันดังกล่าว จะปรากฏว่าเป็นวันที่มีปัญ หามากที่สุดในรอบปี

   ดังนั้น ใครก็ตามเขียนแผนภูมิ (ตารางสีเหลี่ยมเก้าช่อง) ไว้ในจาน หรือ ถ้วยสีขาว และเขียนรอบๆแผนภูมิดังกล่าว ด้วยดุอาอฺ (การขอพร) และบรรดาโองการ ต่าง ๆ จากอัล กุรอ่าน ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า "สลาม" ซึ่งแปลว่า "สันติสุข" หรือ "ความปลอดภัย" หลังจากนั้น นำไปล้างน้ำ แล้วนำ น้ำนั้นมาดื่ม เขาจะได้รับความ คุ้มครองจากอัลลอฮฺให้ ปลอดภัย มีความสุข พ้นบะลา ตลอดวันนั้น อีกทั้งจะไม่มี บาลาใดๆ มากร่ำกราย ตลอดทั้งปี

ให้เขียนตามลำดับจาก 1-9 ที่ได้กำกับไว้ ในวงกลม

  ใครเขียนดังกล่าวนี้ แล้วดื่มน้ำที่ล้างข้อเขียนนั้น ในวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร ด้วยการอมะฮฺ และความมี อยู่จริงของอัลลอฮฺ เขาจะเป็น ส่วนหนึ่งจาก"ส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ที่ได้รับการรักษา ด้วยบารมีของนาย แห่งบรรดาศาสนฑูต วงศาคณาญาติ มิตรสหายทั้งหมด ตลอดจน บรรดาคู่ครอง ผู้สืบสกุลที่สะอาด บริสุทธิ์ ขออัลลอฮฺทรงโปรด และขอสรรเสริญอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งโลกานุโลก "

หมายเหตุ ในการเขียนนั้น ให้ใช้ สีผสมอาหาร น้ำหวาน หรือ สิ่งที่รับทานได้ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เขียนลงบนภาชนะกว้าง แล้วจึงละลายน้ำ

(จากบทความเรื่อง "การทำน้ำซอฟัร" จากเว็บไซต์ http://www.rabity.ac.th/index.php?mo=3&art=240415)

 ไม่มีลางร้ายในเดือนเศาะฟัร

มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวไว้ว่า

لاَ عَدْوَى وَلا طِيَرَة ولا هَامَّة ولا صَفَرَ

"ไม่มีโรคติดต่อ และไม่มีลาง (ร้าย) และไม่มีนกเค้าแมว และไม่มี (เคราะห์ร้าย) เดือนเศาะฟัร"
(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 5757 มุสลิม : 2220 อบูดาวุด : 3911)

     อิบนุ ร่อญับ ได้กล่าวว่า : และเคราะห์ร้ายในเดือนเศาะฟัรนั้น มันคือชนิดหนึ่งจากความเชื่อเรื่องโชคลางร้าย ที่ถูกห้ามไม่ให้เชื่อ ดังเช่นเคราะห์ร้ายในบรรดาวันต่าง ๆ เช่นวันพุธ (พุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร-ผู้เขียน) และที่ชาวญาฮิลิยะฮฺ เชื่อว่าเป็นเคราะห์ร้ายในเดือนเชาวาลในการแต่งงานในเดือนนี้ (อิบนิ ฮาซัน อาลเชค , ฟัตหุลมะญีด ชัรหุ กิตาบุตเตาฮีด หน้า 331)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทรงบอกกับเราในเรื่องของโชคลางต่างๆ ท่านนบีได้ปฏิเสธสิ่งที่มัน บ่งบอกถึงโชคลาง ไม่ว่าจะ เป็นการติดต่อของโรคระบาดต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้มีอำนาจในตัวของมันเอง เว้นเสียแต่ อัลลอฮฺจะประสงค์ให้โรคเกิดกับผู้ใด ท่านนบีได้ปฏิเสธ  เรื่องของโชคลาง ลางร้ายต่าง ๆ เรื่องของเคราะห์ร้าย จากนกเค้าแมว และเคราะห์ร้ายในเดือนเศาะฟัร และการเชื่อเรื่องโชคลาง เคราะห์ร้ายต่าง ๆ นั้น เป็นสาเหตุที่นำ ไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฺฮูวะตะอาลา ดังเช่นที่

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ เล่าว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

مَنْ رَدَّتْهُ الطِّيَرَةُ عن حاجَتِهِ فَقَدْ أَشْرَكْ قالوا : فما كَفَّارَةُ ذلك ؟ قال : أن يَقُوْلَ اَللهُمَّ لا خَيْرَ إِلاَّ خَيْرُكَ ، ولا طَيْرَ إِلاَّ طَيْرُكَ ولا إِلَهَ غَيْرُكَ

"ผู้ใดที่ลางได้ทำให้เขาต้องล้มเลิก ไม่ทำธุระของเขาให้เสร็จแล้ว ก็เท่ากับว่าเขาได้ตั้งภาคี บรรดาซอ ฮาบะฮฺได้กล่าวว่า แล้วสิ่งลบ ล้างของในเรื่องดังกล่าวคืออะไร? ท่านนบีได้ตอบว่า คือ ให้ท่านกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺไม่มีความดีอันใดนอกจากความดีของพระองค์ เท่านั้น และไม่มี การเป็นลางอันใดนอกจาก การเป็นลางของพระองค์เท่านั้น และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น"
(บันทึกโดยอะหฺมัด : 6869 อัลญามิอุศเศาะฆีรซุญูตียฺ : 8701 เศาะเหี๊ยะหฺอัลญามิอฺอัลบานียฺ : 6264)

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัซอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า จากท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

الطِّيَرَةُ شِرْكٌ الطِّيَرَةُ شِرْكٌ وَلَكِنَّ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ يُذْهِبُهُ بِالتَّوَكُّلِ

“ลางร้ายเป็นการตั้งภาคี ลางร้ายเป็นการตั้งภาคี แต่ว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงทำให้มันหายไปด้วยกับ การมอบหมาย”
(บันทึกโดยอะหฺมัด : 4183 อบูดาวุด : 3910 ติรมีซียฺ : 1614 เศาะเหี๊ยะหฺอัตตัรฆีบอัลบานียฺ : 3098 เศาะเหี๊ยะหฺ อบูดาวุดอัลบานียฺ : 3910 เศาะเหี๊ยะหฺติรมีซียฺอัลบานียฺ : 1614)

และเรื่องของลางร้ายต่างๆ ก็เช่นกัน ในขณะที่เราต้องการออกจากบ้านไปทำธุระ หรือค้าขายก็ให้เรามอบหมาย กับอัลลอฮฺไม่ว่าจะ เกิดอะไรขึ้น ก็ตาม ดังเช่นดุอาอฺที่ท่านนบีสอนให้กล่าวว่า

بِسْمِ اللهِ تَوَكَّلْتُ عَلَى اللهِ لا حولَ ولا قُوَّةَ إِلاَّ بِاللهِ

"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันมอบหมายต่ออัลลอฮฺ ไม่มีอำนาจและพลังใดนอกจากด้วยพลังอำนาจ ของอัลลอฮฺ"

   ส่วนเรื่องเดือนเศาะฟัรนั้น ท่านนบีก็ได้มาล้มเลิกความคิดงมงายของชาวอาหรับยุคก่อน เกี่ยวกับเดือนแห่ง ความโชตร้าย หรือภัยบะลออฺต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันพุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร รวมถึงความเชื่อทุกอย่างเกี่ยว กับโชคลาง เคราะห์ร้ายต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นให้มอบหมายต่อ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งสิ้น เพราะพระ องค์รอบรู้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น และทุกสิ่ง ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พระองค์กำหนดทั้งสิ้น ดังที่พระองค์ตรัส ไว้ว่า

وَإِنْ يَمْسَسْكَ اللَّهُ بِضُرٍّ فَلَا كَاشِفَ لَهُ إِلَّا هُوَ وَإِنْ يُرِدْكَ بِخَيْرٍ فَلَا رَادَّ لِفَضْلِهِ يُصِيبُ بِهِ مَنْ يَشَاءُ مِنْ عِبَادِهِ وَهُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ
"และหากอัลลอฮฺจะทรง ให้ทุกข์ภัย ประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดปลดเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนา ความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์จะทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จาก ปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์จะเป็นผู้ ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
(ยูนุส : 107)

ความเชื่อเรื่องโชคลาง ลางร้าย และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติในเดือนเศาะฟัรนั้น ไม่มีรากฐานมาจากศาสนา อิสลามแต่อย่างใด และสิ่งที่ไม่มี รากฐานมาจากศาสนานั้นถือเป็นการกระทำที่เป็นโมฆะทั้งสิ้น

มีรายงานจาก ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ

"ผู้ใดประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นมาในกิจการของเรา (บทบัญญัติของเรา) นี้ เป็นสิ่งที่ไม่มี (หลักฐาน) จากมัน ดังนั้นมันจะถูกตีกลับ (ปฎิเสธ)"
(บันทึกโดยบุคอรียฺ : 2697  มุสลิม : 1718)

และอีกสายรายงานของมุสลิมว่า

مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَ رَدٌّ

"และผู้ใดปฏิบัติงานหนึ่งงานใด ที่ไม่มีอยู่ในกิจการของเรา (บทบัญญัติของเรา) กิจการงานนั้นคือสิ่งที่ถูก ตีกลับ (ปฏิเสธ)” (บันทึกโดย มุสลิม : 1718)

ฉะนั้นมุสลิมจะต้องออกห่างจากความเชื่อเรื่องโชคลางต่าง ๆ เพราะสิ่งใดก็ตามที่มาประสบกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องที่ดี หรือ ไม่ดีนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากอัลลอฮฺ ตะอาลา ทั้งสิ้น


والله أعلم بالصواب

โดย วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ


http://www.warasatussunnah.net
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ซื้อสิทธิ์ขายเสียงต้องห้ามในอิสลาม



           การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หมายถึง พฤติกรรมการทุจริตในการเลือกตั้ง โดยใช้เงินหรือผลประโยชน์อื่น ๆ จากผู้ที่ลง สมัครการเลือกตั้งซื้อสิทธิ์มอบ ให้กับผู้ที่เลือกตั้งขายเสียงโดยแลกกับคะแนนเสียงที่จะถูกเลือก เพื่อให้ได้ชนะ ในการเลือกตั้ง ซึ่งการซื้อเสียงนั้น เกิดขึ้นได้ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อเสียงคนที่มีตำแหน่งต่าง ๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต อบจ โดยให้ผู้ที่มีตำแหน่งเหล่านี้นั้นไปซื้อเสียงจากประชาชนให้เลือกตั้งผู้สมัครคนนั้น คนนี้ หรือ พรรคนั้น พรรคนี้ เป็นต้น

การเลือกตั้งปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่ปฏิเสธมิได้ก็คือ เมื่อมีการเลือกตั้ง ต้องมีการซื้อเสียง ขายเสียงอย่างแน่นอน บรรดาผู้ สมัครการเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการชัยชนะด้วยกัน ทั้งนั้น ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีใดก็ตาม และดูเหมือนว่าการซื้อเสียง ขายเสียงนั้นก็จะเป็นวิธีการที่ได้ผลเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งสำคัญก็คือประชาชนส่วนมากในสังคมนั้นเป็นทาสของเงิน ฝ่ายไหนให้มากก็ได้เปรียบ ฝ่ายไหน ให้น้อยก็เสียเปรียบ ดังนั้นการเลือกตั้งในยุคปัจจุบันจึงอาจพูดได้ว่า พรรคไหนให้เงินมากก็มีสิทธิ์ชนะ พรรคไหน ให้เงินน้อยก็มีสิทธิ์แพ้ เป็นต้น

 เมื่อการซื้อเสียงขายเสียงเป็นการทุตริต การคดโกง ฉะนั้นผู้ที่เป็นมุสลิมจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการที่จะ ออกห่างจากการซื้อเสียงขายเสียง อย่าได้นำทรัพย์ทุจริตอันเล็กน้อยเหล่านี้มาปะปนกับริซกีที่เราแสวงหามา อย่างสุจริต เพราะเงินที่ได้มาจากหนทางที่ไม่ถูกต้องนั้นมันจะนำพา ความหายนะมาสู่ตัวของเรา
 พระองค์อัลลอฮฺ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวไว้ว่า

وَلَا تَأْكُلُوا أَمْوَالَكُمْ بَيْنَكُمْ بِالْبَاطِلِ

“และพวกเจ้าจงอย่ากินทรัพย์สมบัติของพวกเจ้าระหว่างพวกเจ้าโดยมิชอบ...”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 188)

มุสลิมจะต้องปฏิเสธในการที่จะรับสินบนจากบรรดานักการเมือง หรือพรรคการเมืองทั้งหลาย ซึ่งผลประโยชน์ เพียงแค่เล็กน้อยนี้นั้นอาจจะต้อง แลกมากับความกริ้วโกรธของพระองค์อัลลอฮฺ และท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอ ฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ เล่าว่า
لَعْنَةُ اللَّهِ عَلَى الرَّاشِي وَالْمُرْتَشِي

“การสาปแช่งของอัลลอฮฺนั้นจะประสบกับผู้ที่ให้สินบน และผู้ที่รับสินบน”
(บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ : 2313  เศาะเหี๊ยะหฺอิบนิมาญะฮฺอัลบานียฺ : 1885)

มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ เล่าว่า

لَعَنَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الرَّاشِيَ وَالْمُرْتَشِيَ
“ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สาปแช่งผู้ที่ให้สินบน และผู้ที่รับสินบน”
(บันทึกโดยติรมีซียฺ : 1337  อบูดาวุด : 3580 อะหมัด : 6496  เศาะเหี๊ยะหฺติรมีซีย์อัลบานียฺ : 1337)

   มนุษย์ทุกคนนั้น คงไม่มีผู้ใดที่อยากจะถูกสาปแช่งจากใครก็ตาม หรือถ้ารู้ว่าใครที่สาปแช่งเราอยู่ เราก็คงมิชอบ คนนั้นอย่างแน่นอน หรือถ้าเรา ถูกพ่อ แม่ สาปแช่ง เราก็คงจะเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ในกรณีของผู้ที่ชอบให้สิน บน หรือรับสินบนนั้น เป็นอีกกลู่มคนหนึ่งที่ถูกสาปแช่งจาก อัลลอฮฺและร่อซูล ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายอย่างมหันต์ ในการที่ถูกสาปแช่งจากอัลลอฮฺและร่อซูล เพราะหน้าที่ของมุสลิมนั้นจะต้องปฏิบัติตนให้ พระองค์อัลลอฮฺนั้นรัก ปฏิบัติตนให้อยู่ในแนวทางที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนำมาบอกกล่าว และการทุจริต คดโกง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องใดก็แล้วแต่นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังได้เตือนว่าจะเป็นบุคคลที่ไม่ใช่พวก ของเราอีกด้วย

มีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وَمَنْ غَشَّنَا فَلَيْسَ مِنَّا

“...และบุคคลใดโกงเรา เขาไม่ใช่พวกเรา”
(บันทึกโดยมุสลิม : 101)

มุสลิมจะต้องมีจุดยืนในการที่จะไม่หวังผลประโยชน์ หรือชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยจากมนุษย์คนไหนทั้งสิ้น ถ้ามุสลิม คนใดก็แล้วแต่หวังผลประโยชน์ หวังชื่อเสียงจากนักการเมือง โดยไปเป็นหัวคะแนนในการเลือกตั้ง ไปช่วยหา เสียงให้กับนักการเมืองที่ฉ้อฉล คดโกง นั้น อัลลอฮฺก็จะทรงให้เขานั้น ไม่ได้รับความดีงามแต่อย่างใด

มีรายงาน จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

مَنِ الْتَمَسَ رِضَى اللَّهِ بِسَخَطِ النَّاسِ رَضِيَ الِلَّهِ عَنْهُ ، وَأَرْضَى النَّاسَ عَنْهُ ، وَمَنِ الْتَمَسَ رِضَا النَّاسِ بِسَخَطِ اللَّهِ سَخَطَ الِلَّهِ عَلَيْهِ ، وَأَسْخَطَ عَلَيْهِ النَّاسَ

“บุคคลใดแสวงหาความพอใจของอัลลอฮฺด้วยความโกรธของมนุษย์ทั้งหลาย อัลลอฮฺได้ทรงพอใจต่อ เขา และได้ทรงทำให้มนุษย์ทั้ง หลายพอใจต่อเขาด้วย และบุคคลใดแสวงหาความพอใจของมนุษย์ ทั้งหลายด้วยความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺก็ทรงกริ้วโกรธ เขา และทรงทำให้มนุษย์ทั้งหลาย โกรธเขา”
(บันทึกโดยอิบนุหิบบาน : 278 เศาะเหี๊ยะหฺตัรฆีบอัลบานียฺ : 2250)

   ดังนั้นสิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องคำนึงอยู่เสมอว่าการที่เราเลือกผู้ใดก็ตามไปทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองในระดับต่าง ๆ นั้น มิได้ยุติลงในการเลือกตั้ง เสร็จสิ้น แต่เราต้องมีส่วนรับผิดชอบในตัวบุคคลที่เราเลือก ถ้าบุคคลที่เราเลือกไป ทำหน้าที่ทางสังคมอย่างดี อย่างยุติธรรม ก็เท่ากับว่าเรามีส่วน ร่วมในความดีนั้นด้วย แต่ถ้าเรารับเงินทุจริตจาก นักการเมือง แล้วนักการเมืองเหล่านั้นเข้าไปโกงกินบ้านเมือง ทุจริตคอรัปชั่น ก็เท่ากับเราก็มีส่วน ร่วมเป็นพยาน ว่าเขาเป็นคนดี แต่เขากับเป็นคนเลว เท่ากับว่าเราเป็นพยานเท็จให้กับนักการเมืองนั้น




 والله أعلم بالصواب


 โดย  วะร่อซะตุซซุนนะฮฺ



http://www.warasatussunnah.net
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿




วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การบิดเบือนหะดิษละหมาดตะรอเวียะฮฺ20คืนเป็น20ร็อกอะฮฺ



        นักหะดิษ ชื่อ ชัยค์สุลฏอน มะหฺหมูด ญะลาล บูรบีร วาลามัลนาน ชาวปากีสถาน กล่าวว่า
"ฉันได้อ่านจดหมายฉบับหนึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงการโกหกของผู้ปฏิเสธการตักฺลีด ซึ่งมีอยู่  5 หน้ากระดาษ
สรุปได้ความว่าละหมาดตะรอเวียะฮฺมี 20 ร้อกอะฮฺ ไม่ใช่ 8 ร็อกอะฮฺ โดยอ้างหะดิษของท่านอบูดาวูดไว้ในหน้าที่ 5 ของจดหมายว่า

อัลหะสัน เล่าว่า
ท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏอบ ได้รวบรวมผู้คนมาแล้วให้ท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์นำละหมาดพวกเขา 20 ร็อกอะฮฺ (บันทึกหะดิษโดยอบุดาวูด)

แต่สำหรับตัวบทจริงๆ จากอบูดาวูด ซึ่งมีความว่า

อัลหะสัน เล่าว่า
ท่านอุมัร  อิบนุลค็อฏฏอบ ได้รวบรวมผู้คนให้มาแล้วกับท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์ เขาได้ละหมาดนำพวกเขาอยู่ 20 คืน โดยไม่ได้อ่านกุนูต นอกจากในช่วงครึ่งหลังที่เหลือ (ของรอมาฏอน หมายถึงหลังจากวันที่ 15) ครั้นเมื่อมันเหลืออีก 10 คืนสุดท้ายเขาก็ละหมาดอยู่ที่บ้านของเขาเอง พวกเขากล่าวกันว่า "อุบัยย์หนีไปแล้ว" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด)

การนำคำว่า "ร็อกอะฮฺ" มาเปลี่ยนแทนคำว่า "ลัยละฮฺ" (คืน) แล้วเอาตรงนี้มาอ้างอิงเพื่อยืนยันว่าการละหมาดตะรอเวียะฮฺนั้นมี 20 ร็อกอะฮฺ นับเป็นการบิดเบือนครั้งใหญ่ทีเดียวในหนังศาสนาและเป็นสิ่งน่าละอายที่สุด (นะอุยุซซุฮูด อะลาตะหฺริฟ ฟี อบีดาวูด หน้า 33 ชัยค์สุลฏอน มะหฺมูด ยะลาล บีรวาลามัลนาน ปากีสถาน)

หนังสืออบูดาวูดทุกเล่มที่ตีพิมพ์มาจนถึงปี ฮ.ศ.1318 จะพิมพ์โดยใช้คำว่า "ยี่สิบคืน" ซึ่งไม่มีอะไรบ่งชึ้ถึงจุดด่างพร้อยของหลายๆเล่มนั้น แต่เมื่อสุนันอบูดาวูดพร้อมคำอรรถาธิบายของชัยค์มะหฺมูด หะสัน ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาผู้เผยแพร่จะคิดทำเอาเอง หรือจะมีการปรึกษาหารือผู้หนึ่งผู้ใดจากมวลชนก็ตามที ที่ทำเครื่องหมายเป็นฟุตโนตไว้ที่คำว่า "คืน" ในตัวบทแล้ว แล้วเขียนคำอธิบายว่า "ร็อกอะฮฺ" และเมื่อหนังสือถูกตีพิมพ์ออกไปพร้อมคำธิบายของชัยค์มะหฺมูด หะสัน ก้ได้เอาคำ "ร็อกอะฮฺ"ไปใส่ในตัวบทและเขียนไว้ที่คำอธิบายว่า "คืน" แทน นี่เพื่อให้เห็นผลกระทบว่าหนังสือแต่ละเล่มแตกต่างกันอย่างไร ผลคือหนังสืออบูดาวูดบางเล่มอาจจะมีคำว่า 20 ร็อกอะฮฺ อยู่เพื่อจะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่าละหมาดตะรอเวียะฮฺมี 20 ร็อกอะฮฺ" (นะอฺยุซซุฮูด อะลาตะหฺริฟ ฟี อบีดาวูด)



 والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การล้างเท้าทั้งสองในขณะอาบน้ำละหมาด



การล้างเท้าทั้งสองในขณะอาบน้ำละหมาด จำต้องล้างให้ทั่วไม่ว่าเป็นส้นเท้า จนถึงข้อเท้า


عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ عَمْرٍو، قَالَ تَخَلَّفَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم عَنَّا فِي سَفْرَةٍ سَافَرْنَاهَا، فَأَدْرَكَنَا وَقَدْ أَرْهَقْنَا الْعَصْرَ، فَجَعَلْنَا نَتَوَضَّأُ وَنَمْسَحُ عَلَى أَرْجُلِنَا، فَنَادَى بِأَعْلَى صَوْتِهِ ‏"‏ وَيْلٌ لِلأَعْقَابِ مِنَ النَّارِ ‏"‏‏.‏ مَرَّتَيْنِ أَوْ ثَلاَثًا‏  

                อับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร รายงานว่า ในการเดินทางครั้งหนึ่ง ท่านนบี (ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) เดินทางตามหลังพวกเรามา และได้มาสมทบในช่วงเวลาละหมาดอัศริพอดี ขณะนั้นพวกเราอาบน้ำละหมาดโดยเช็ดเท้าของพวกเรา ท่านนบีได้พูดเสียงดังว่า “ความวิบัติจงประสบแด่บรรดาส้นเท้าทั้งหลาย (ที่ไม่โดนน้ำละหมาด) จากไฟนรก” ท่านกล่าวเช่นนี้สองหรือสามครั้ง
(บันทึกหะดิษโดยบุคคอรี/หมวดที่4/บทที่27/ฮะดีษเลขที่ 163)



 والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


การละหมาดและสถานที่ละหมาด



باللغة التايلاندية



ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ


มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ ขอการเจริญพรและความสันติมีแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ข้าขอปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

แท้จริงอิสลามได้ให้ความสำคัญกับการละหมาดเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับให้มีการประกาศและยกฐานะอันสูงส่งให้กับการละหมาด ละหมาดถือเป็นรุก่นหรือองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของอิสลามถัดจากการกล่าวกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ(กล่าวปฏิญาณตน) มีรายงานจากท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«بُنِيَ الْإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ وَإِقَامِ الصَّلَاةِ وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ وَالْحَجِّ وَصَوْمِ رَمَضَانَ» [البخاري برقم 8، ومسلم برقم 16]

ความว่า “อิสลามถูกก่อตั้งอยู่บนห้าสิ่ง คือ การปฏิญาณตนว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และท่านศาสนทูตมุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ  การทำการละหมาด การจ่ายซะกาต การทำหัจญ์ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน“  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/20 หมายเลข 8, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/45 หมายเลข 16)

ละหมาดจะเป็นสิ่งแรกที่บ่าวจะถูกถามในวันกิยามะฮฺ รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน ก็อรฏ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«أَوَّلُ مَا يُحَاسَبُ بِهِ العَبْدُ يَوْمَ القِيَامَةِ الصَّلَاةُ ، فَإِنْ صَلَحَتْ صَلَحَ لَهُ سَائِرُ عَمَلِهِ ، وَإِنْ فَسَدَتْ فَسَدَ سَائِرُ عَمَلِهِ» [الطبراني في الأسط برقم 1859، وصححه الألباني في الصحيحة برقم 1358]

ความว่า “สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺนั้นคือละหมาด หากละหมาดของเขาดีการงานอื่นทั้งหมดก็จะดีด้วย และหากละหมาดของเขาไม่ดีการงานอื่นทั้งหมดก็จะไม่ดีด้วย“ (อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ในหนังสือ อัล-เอาสัฏ 1/240  หมายเลข 1859  และเชค อัล-อัลบานีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ ใน อัศ-เศาะฮีหะฮฺ หมายเลข 1358)

การละหมาดเป็นข้อแตกต่างระหว่างคนมุสลิมและกาฟิรฺ 

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ความว่า “แล้วหากพวกเขาสำนึกผิดกลับตัว และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตแล้วไซร้ พวกเขาก็เป็นพี่น้องของพวกเจ้าในศาสนา และเราจะแจกแจงบรรดาโองการไว้แก่กลุ่มชนที่รู้ “ (อัต-เตาบะฮฺ 11)

รายงานจากท่านญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« بَيْنَ الرَّجُلِ وَبَيْنَ الشِّرْكِ وَالْكُفْرِ تَرْكُ الصَّلاَةِ » [مسلم برقم 82]
ความว่า “(ข้อแบ่งแยก) ระหว่างชายคนหนึ่งกับการตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธานั้นคือการละหมาด”  (เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/88  หมายเลข  82)

การละหมาดเป็นสิ่งขวางกั้นระหว่างบ่าว(มนุษย์)กับสิ่งที่เป็นบาปกรรมต่างๆ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า “แท้จริงการละหมาดนั้น จะยับยั้งการทำลามกและความชั่ว“ (อัล-อังกะบูต 45)

และสิ่งสุดท้ายที่ท่านนบีสั่งเสียในขณะที่ท่านใกล้สิ้นลมนั้นก็คือ

«الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ وَمَا مَلَكَتْ أَيْمَانُكُمْ» [ابن ماجه برقم 2697]

ความว่า “(จงดูแล)การละหมาด  (จงดูแล)การละหมาด และ(จงดูแล)คนที่อยู่ในการครอบครองของพวกท่าน(ทาส)” (สุนัน อิบนิ มาญะฮฺ  2/900  หมายเลข  2697)

การละหมาดนั้นมีประโยชน์ใหญ่หลวงนัก ส่วนหนึ่งก็คือ

สิ่งแรก ช่วยไถ่บาปและความผิดต่างๆ

 อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
ความว่า “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ในปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย นั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก” (ฮูด 114)

รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« أَرَأَيْتُمْ لَوْ أَنَّ نَهْرًا بِبَابِ أَحَدِكُمْ يَغْتَسِلُ مِنْهُ كُلَّ يَوْمٍ خَمْسَ مَرَّاتٍ هَلْ يَبْقَى مِنْ دَرَنِهِ شَىْءٌ ». قَالُوا لاَ يَبْقَى مِنْ دَرَنِهِ شَىْءٌ. قَالَ « فَذَلِكَ مَثَلُ الصَّلَوَاتِ الْخَمْسِ يَمْحُو اللَّهُ بِهِنَّ الْخَطَايَا» [البخاري برقم 528، ومسلم برقم 667]

ความว่า “พวกท่านลองนึกซิว่า หากหน้าประตูบ้านของคนๆหนึ่งในหมู่พวกท่านมีแม่น้ำไหลผ่าน เขาได้อาบน้ำในแม่น้ำนั้นวันละห้าครั้ง จะเหลือสิ่งสกปรกใดๆอีกใหม?” พวกเขากล่าวว่า  ไม่เหลือสิ่งสกปรกใดๆ อีก  ท่านนบีก็กล่าวว่า “เช่นนั้นแหละคือการเปรียบเทียบการละหมาดห้าเวลา อัลลอฮฺให้มันทำการลบล้างบาปต่างๆ”  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/184  หมายเลข  528, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/463  หมายเลข  667)

สิ่งที่สอง  การละหมาดเป็นรัศมีสำหรับผู้ปฏิบัติ รายงานจากท่านอบู มาลิก อัล-อัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«الطُّهُورُ شَطْرُ الإِيمَانِ، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ تَمْلأُ الْمِيزَانَ. وَسُبْحَانَ اللَّهِ وَالْحَمْدُ لِلَّهِ تَمْلآنِ - أَوْ تَمْلأُ - مَا بَيْنَ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضِ، وَالصَّلاَةُ نُورٌ، وَالصَّدَقَةُ بُرْهَانٌ، وَالصَّبْرُ ضِيَاءٌ، وَالْقُرْآنُ حُجَّةٌ لَكَ أَوْ عَلَيْكَ، كُلُّ النَّاسِ يَغْدُو فَبَائِعٌ نَفْسَهُ فَمُعْتِقُهَا أَوْ مُوبِقُهَا» [مسلم برقم 223]

ความว่า “ความสะอาดเป็นกึ่งหนึ่งของการศรัทธา  และการกล่าว อัลหัมดุลิลลาฮฺ มีผลบุญเต็มตาชั่ง(ตาชั่งความดีในวันกิยามะฮฺ) การกล่าวสุบหานัลลอฮฺ วัลหัมดุลิลลาฮฺ ทั้งสองประโยคนี้ หรือ คำกล่าวนี้ทำให้ได้ผลบุญเต็มระหว่างชั้นฟ้าและแผ่นดิน การละหมาดเป็นรัศมี การบริจาคทานเป็นหลักฐาน การอดทนเป็นแสงสว่างจ้า และอัลกุรอ่านเป็นข้อโต้แย้งสำหรับท่าน(ช่วยเหลือท่านหากท่านปฏิบัติตาม) หรือเป็นข้อโต้แย้งเหนือตัวท่าน(เป็นสิ่งปรักปรำท่านหากท่านไม่ปฏิบัติตาม) มนุษย์ทุกคนย่อมขวนขวาย (ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อตัวเอง) บางคนเป็นผู้ที่ขายหรือเสียสละตัวเอง (เพื่ออัลลอฮฺ) ดังนั้นเขาก็คือผู้ปลดปล่อยตัวเขาเอง (จากการถูกลงโทษในไฟนรก) และบางคนก็เป็นผู้ขายตัวเองให้กับชัยฏอนและตัณหาของเขา ดังนั้นเขาคือผู้ทำลายตัวเขาเองให้พินาศ” (เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/203 หมายเลข 223)

สิ่งที่สาม มุสลิมคนหนึ่งจะสามารถบรรลุระดับ ศิดดีกีน(ผู้สัจจริง)และผู้เป็นชะฮีด(ตายในหนทางของอัลลอฮฺ) ได้ด้วยการละหมาด จ่ายซะกาตและถือศีลอด    รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ได้มีชายสองคนจากบะลีย์ จากเผ่ากุฎออะฮฺ ทั้งสองได้รับอิสลามกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  แล้วคนหนึ่งได้ตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺ   และอีกคนอยู่ต่อไปได้อีกหนึ่งปี ฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ ได้กล่าวว่า ฉันได้ฝันเห็นสวรรค์ และฉันพบว่าในนั้นคนที่เสียชีวิตในภายหลัง(จากสองคนที่กล่าวไปแล้ว)ได้เข้าสวรรค์ก่อนคนที่ตายชะฮีด ฉันประหลาดใจมาก รุ่งเช้าฉันจึงไปถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือได้มีการไปเล่าให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รู้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«أَلَيْسَ قَدْ صَامَ بَعْدَهُ رَمَضَانَ، وَصَلَّى سِتَّةَ آلَافِ رَكْعَةٍ أَوْ كَذَا وَكَذَا رَكْعَةً صَلَاةَ السَّنَةِ» [مسند الإمام أحمد 2/333]

ความว่า “ชายคนที่ตายภายหลังนั้นได้ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอนหลังจากนั้นมิใช่หรือ และได้ละหมาดหกพันร็อกอะฮฺ หรือเท่านั้นเท่านี้ ในเวลาหนึ่งปี  ไม่ใช่หรือ?” (มุสนัด อิมามอะหฺมัด 2/333)
.
ละหมาดต้องทำในเวลาที่ศาสนากำหนด

 อัลลอฮฺตะอาลา กล่าวว่า

ความว่า “แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นวาญิบ(จำเป็นต้องปฏิบัติ)เหนือบรรดาผู้ศรัทธาในเวลาที่ถูกกำหนด” (อัน-นิสาอ์ 103)

ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์ได้อธิบายว่า ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนให้แก่พวกเขา  และการทำละหมาดในเวลาของมันนั้นเป็นการงานที่อัลลอฮฺรักที่สุด

عن عبدالله بن مسعود قَالَ : سَأَلْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : أَيُّ الْعَمَلِ أَحَبُّ إِلَى اللَّهِ؟ قَالَ : «الصَّلَاةُ عَلَى وَقْتِهَا» قَالَ ثُمَّ أَيٌّ؟ قَالَ : «ثُمَّ بِرُّ الْوَالِدَيْنِ» قَالَ ثُمَّ أَيٌّ؟ قَالَ :  «الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللَّهِ». [البخاري برقم 527، ومسلم برقم 85]

ความว่า รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุว่า  ท่านได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า การงานใดที่อัลลอฮฺรักมากที่สุด?  ท่านนบีได้ตอบว่า “การละหมาดในเวลาของมัน” ฉันถามต่อว่า แล้วอะไรอีก?  ท่านนบีตอบว่า “ทำดีต่อบิดามารดา“ ฉันถามต่อว่า แล้วอะไรอีก?  ท่านนบีตอบว่า “การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ“ (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/184  หมายเลข  527, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/89  หมายเลข  85)

ส่วนหนึ่งจากบรรดาหลักฐานที่เตือนภัยในเรื่องการละเลยการละหมาดจนเลยเวลาที่ถูกกำหนดไว้ ก็คือ หะดีษบทยาวที่เล่าถึงการฝันเห็นของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในหะดีษ ท่านนบีกล่าวว่า

«أَتَانِي اللَّيْلَةَ آتِيَانِ وَإِنَّهُمَا ابْتَعَثَانِي وَإِنَّهُمَا قَالَا لِي : انْطَلِقْ، وَإِنِّي انْطَلَقْتُ مَعَهُمَا، وَإِنَّا أَتَيْنَا عَلَى رَجُلٍ مُضْطَجِعٍ، وَإِذَا آخَرُ قَائِمٌ عَلَيْهِ بِصَخْرَةٍ وَإِذَا هُوَ يَهْوِي عَلَيْهِ بِالصَّخْرَةِ لِرَأْسِهِ، فَيَثْلَغُ بِهَا رَأْسَهُ فَيَتَدَهْدَهُ الْحَجَرُ هَاهُنَا، فَيَتْبَعُ الْحَجَرَ يَأْخُذُهُ، فَلَا يَرْجِعُ إِلَيْهِ حَتَّى يَصِحَّ رَأْسُهُ كَمَا كَانَ، ثُمَّ يَعُودُ عَلَيْهِ فَيَفْعَلُ بِهِ مِثْلَ مَا فَعَلَ الْمَرَّةَ الْأُولَى، ثم قالا له : أَمَّا الرَّجُلُ الْأَوَّلُ الَّذِي أَتَيْتَ عَلَيْهِ يُثْلَغُ رَأْسُهُ بِالْحَجَرِ فَإِنَّهُ الرَّجُلُ يَأْخُذُ الْقُرْآنَ فَيَرْفُضُهُ وَيَنَامُ عَنْ الصَّلَوَاتِ الْمَكْتُوبَةِ» [البخاري برقم 7047]

ความว่า “ได้มีคนสองคนมาหาฉันเมื่อคืนนี้  ทั้งสองได้ชวนฉัน และกล่าวว่า ออกไปกันเถอะ และฉันก็ได้ออกไปกับทั้งสองคน แล้วเรา(ทั้งสาม)ได้มาถึงยังชายคนหนึ่งที่นอนพิงอยู่  แล้วมีชายอีกคนหนึ่งถือก้อนหินเหนือเขา และชายคนนั้นก็เอาหินทุบก้อนหินลงบนศรีษะของคนที่นอนพิงอยู่นั้น ศีรษะของเขาก็แตกกระจาย หินก็กลิ้งไป ชายคนนั้นตามไปแล้วเก็บหินนั้นแล้วกลับมา ขณะที่ศีรษะของชายที่นอนอยู่นั้นได้กลับมาเหมือนดังเดิม ชายคนนั้นก็กลับทำเหมือนที่ได้ทำไปครั้งแรก (เป็นเช่นนี้เรื่อยไป) แล้วชายทั้งสองที่พาท่านนบีมาได้กล่าวกับท่านนบีว่า ชายคนแรกที่ท่านพบเขา ถูกทุบหัวด้วยหินนั้น คือคนที่รับ(ท่อง)อัลกุรอานแต่ปฏิเสธ(การปฏิบัติตาม)มัน และนอนโดยละทิ้งละหมาดที่วาญิบ“ (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 4/311  หมายเลข  7047)
   
การละหมาดนี้จะต้องทำที่มัสยิดบ้านของอัลลอฮฺ 

 อัลลอฮฺกล่าวว่า
ความว่า  “และเมื่อเจ้าอยู่ในหมู่พวกเขา แล้วเจ้าได้ให้มีการปฏิบัติละหมาดขึ้นแก่พวกเขา ดังนั้น กลุ่มหนึ่งจากพวกเจาก็จงยืนละหมาดร่วมกับเจ้า และก็จงเอาอาวุธของพวกเขาถือไว้ด้วย ครั้นเมื่อพวกเขาสุญูดแล้ว พวกเขาก็จงอยู่เบื้องหลังของพวกเจ้า และอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมิได้ละหมาดก็จงมา และจงละหมาดร่วมกับเจ้า และจงยึดถือไว้ซึ่งการระมัดระวังของพวกเขา และอาวุธของพวกเขา บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น หากว่าพวกเจ้าละเลยอาวุธของพวกเจ้า และสัมภาระของพวกเจ้าแล้ว พวกเขาก็จะจู่โจมพวกเจ้าอย่างรวดเร็ว และไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้าหากว่าพวกเจ้ามีความเดือดร้อน เนื่องจากฝนตกหรือพวกเจ้าป่วย ในการที่พวกเจ้าจะวางอาวุธของพวกเจ้า และพวกเจ้าจงยึดถือไว้ ซึ่งการระมัดระวังของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงเตรียมไว้แล้ว ซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย“ (อัน-นิสาอ์ 102)

อายะฮฺนี้ได้ชี้แจงว่าการละหมาดญะมาอะฮฺ(ละหมาดเป็นกลุ่ม)เป็นสิ่งวาญิบแม้กระทั่งในภาวะสงคราม ดังนั้นในภาวะสงบก็ย่อมจำเป็นมากกว่า รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«إِنَّ أَثْقَلَ صَلاَةٍ عَلَى الْمُنَافِقِينَ صَلاَةُ الْعِشَاءِ وَصَلاَةُ الْفَجْرِ وَلَوْ يَعْلَمُونَ مَا فِيهِمَا لأَتَوْهُمَا وَلَوْ حَبْوًا وَلَقَدْ هَمَمْتُ أَنْ آمُرَ بِالصَّلاَةِ فَتُقَامَ ثُمَّ آمُرَ رَجُلاً فَيُصَلِّىَ بِالنَّاسِ ثُمَّ أَنْطَلِقَ مَعِى بِرِجَالٍ مَعَهُمْ حُزَمٌ مِنْ حَطَبٍ إِلَى قَوْمٍ لاَ يَشْهَدُونَ الصَّلاَةَ فَأُحَرِّقَ عَلَيْهِمْ بُيُوتَهُمْ بِالنَّارِ» [البخاري برقم 657، ومسلم برقم 653]

ความว่า “ละหมาดที่หนัก(ลำบาก)ที่สุดสำหรับบรรดาคนมุนาฟิกนั้นคือละหมาดอิชาอ์และละหมาดศุบหฺหากพวกเขารู้คุณค่าที่มีอยู่ใน(ละหมาด)ทั้งสอง พวกเขาจะมาละหมาดแม้จะต้องคลานมาก็ตาม แท้จริงฉันมีความตั้งใจที่จะเรียกให้มีการทำละหมาดขึ้นแล้ว ฉันจะมอบหน้าที่ให้คนคนหนึ่งนำละหมาดให้แก่ผู้คนแทนฉัน แล้วฉันจะออกไปพร้อมกับชายกลุ่มหนึ่งพร้อมกับไม้ฟืน ไปยังกลุ่มที่ไม่มาละหมาดแล้วฉันก็จะเผาบ้านของพวกเขาด้วยไฟเสีย” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/218  หมายเลข  657, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/452  หมายเลข  653)

นักวิชาการบางท่านได้กล่าวว่า  ท่านนบีจะไม่ตั้งใจเช่นนั้นเช่นยกเว้นด้วยสาเหตุที่ว่าผู้ที่ไม่มาละหมาดนั้นเป็นผู้ที่ได้ทำบาปที่ใหญ่ยิ่ง

ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มคนเจ็ดประเภทที่จะได้อยู่ใต้ร่มเงาของอัลลอฮฺในวันที่ไม่มีร่มเงาใดๆ นอกจากร่มเงาของพระองค์ (วันกิยามะฮฺ) หนึ่งใน(เจ็ด)นั้นคือ ชายที่จิตใจของเขาผูกพันอยู่กับมัสยิด(รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 660 และมุสลิม หมายเลข 1031)

มัสยิดเป็นบ้านของอัลลอฮฺใครที่ไปเขาได้เป็นแขกของอัลลอฮฺ คงไม่มีหัวใจและชีวิตใดที่โชคดีและเป็นสุขมากกว่าผู้ที่ได้เป็นแขกของอัลลอฮฺในบ้านของพระองค์ ภายใต้การดูแลของพระองค์  รายงานจากท่านอบู อัด-ดัรดาอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«الْمَسْجِدُ بَيْتُ كُلِّ تَقِيٍّ، وَقَدْ ضَمِنَ اللَّهُ عَزَّ وَجَلَّ لِمَنْ كَانَ الْمَسَاجِدُ بُيُوتَهُ الرَّوْحَ، وَالرَّحْمَةَ، وَالْجَوَازَ عَلَى الصِّرَاطِ» [الطبراني في الكبير برقم 6143، وحسنه الألباني في صحيح الترغيب والترهيب برقم 330]

ความว่า “มัสยิดเป็นบ้านสำหรับผู้ยำเกรงทุกคน อัลลอฮฺได้ค้ำประกันแก่ผู้ที่มัสยิดเป็นเสมือนบ้านของเขา ด้วยกับความผ่อนคลายและความเมตตา และข้ามผ่านสะพานศิรอฏ ไปสู่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ไปสู่สรวงสวรรค์” (รายงานโดย อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ใน อัล-กะบีรฺ 6/254  ท่านอัล-มุนซิรีย์ กล่าวในหนังสือ อัต-ตัรฆีบ วะ อัต-ตัรฮีบ 1/298 ว่า รายงานโดยอัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ใน อัล-กะบีรฺ และ อัล-เอาสัฏ และรายงานโดย อัล-บัซซารฺ และท่านกล่าวว่า สายรายงานของมันดี และมันก็เป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าว ท่านอัล-อัลบานีย์ ตัดสินว่าเป็นหะดีษที่หะซัน ในหนังสือ เศาะฮีหฺ อัต-ตัรฆีบ วะ อัต-ตัรฮีบ 1/253 หมายเลข 330)
และการเป็นแขกของอัลลอฮฺนั้น ในดุนยาก็ได้รับความสงบ ความสุขและผ่อนคลาย ส่วนในอาคิเราะฮฺก็ด้วยการเตรียมความมีเกียรติและนิอฺมัตต่างๆ สำหรับพวกเขาอย่างมากมาย

والحمد لله رب العالمين
وصلّى الله وسلم على نبيّنا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين.


โดยดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์
แปลโดย : อิสมาน จารง
ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อิสลามกับการยืนปัสสาวะ



การที่มุสลิมชายยืนปัสสาวะ อิสลามอนุญาตให้มุสลิมยืนปัสสาวะได้ เพราะครั้งหนึ่งท่านนบีเคยยืนปัสสาวะเช่นกัน

عَنْ حُذَيْفَةَ، قَالَ أَتَى النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم سُبَاطَةَ قَوْمٍ فَبَالَ قَائِمًا، ثُمَّ دَعَا بِمَاءٍ، فَجِئْتُهُ بِمَاءٍ فَتَوَضَّأَ 

                 ฮุซัยฟะห์ (อิบนุ้ลญะมาน) รายงานว่า
" ครั้งหนึ่งท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้ผ่านไปที่ทิ้งขยะของชุมชน ท่านได้ยืนปัสสาวะที่นั่น หลังจากปัสสาวะเสร็จแล้ว ท่านก็ถามหาน้ำ ฉันจึงนำน้ำไปให้ แล้วท่านก็อาบน้ำละหมาด"
(บันทึกหะดิษโดยบุคคอรี/หมวดที่4/บทที่61/ฮะดีษเลขที่ 224)




عَنْ حُذَيْفَةَ، قَالَ رَأَيْتُنِي أَنَا وَالنَّبِيُّ، صلى الله عليه وسلم نَتَمَاشَى، فَأَتَى سُبَاطَةَ قَوْمٍ خَلْفَ حَائِطٍ، فَقَامَ كَمَا يَقُومُ أَحَدُكُمْ فَبَالَ، فَانْتَبَذْتُ مِنْهُ، فَأَشَارَ إِلَىَّ فَجِئْتُهُ، فَقُمْتُ عِنْدَ عَقِبِهِ حَتَّى فَرَغَ‏.  


                ฮุซัยฟะห์ รายงานว่า
"ฉันและท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เดินไปด้วยกันเรื่อยๆ จนกระทั่งพบว่าตัวฉันกับท่านนบีนั้นมาถึงที่ทิ้งขยะของชุมชนแห่งหนึ่งด้านหลังกำแพง  ท่านได้ยืนปัสสาวะ เหมือนอย่างที่พวกท่านยืนนั่นแหละ  ฉันจึงขยับออกมาให้ห่างท่าน แต่ท่านก็เรียกฉันไว้ ฉันจึงเข้าไปยืนกำบังให้ท่าน โดยยืนอยู่ด้านหลังจนกระทั่งท่านเสร็จธุระ"
(บุคคอรี/หมวดที่4/บทที่62/ฮะดีษเลขที่ 225)



ส่วนการยืนอุจจาระนั้น ศาสนาไม่อนุญาต เพราะนัยความเป็นจริงมนุษย์เราคงยืนอุจจาระไม่ได้ ยกเว้นกรณีเฉพาะบุคคลที่มีเหตุจำเป็น อาทิเช่น เป็นโรค หรือประสบอุบัติเหตุ ที่ไม่สามารถนั่งอุจจาระได้ ก็อนุญาตให้อุจจาระในสภาพที่เขามีความสามารถ เช่น นอน หรือยืนอุจจาระ เป็นต้น



 والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿






อาบน้ำละหมาดก่อนนอน



เมื่อมุสลิมจะนอน มีสุนนะฮฺให้อาบน้ำละหมาด และให้เริ่มนอนด้วยการตะแคงตัวไปด้านขวา

عَنِ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ، قَالَ قَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ إِذَا أَتَيْتَ مَضْجَعَكَ فَتَوَضَّأْ وُضُوءَكَ لِلصَّلاَةِ، ثُمَّ اضْطَجِعْ عَلَى شِقِّكَ الأَيْمَنِ، ثُمَّ قُلِ اللَّهُمَّ أَسْلَمْتُ وَجْهِي إِلَيْكَ، وَفَوَّضْتُ أَمْرِي إِلَيْكَ، وَأَلْجَأْتُ ظَهْرِي إِلَيْكَ، رَغْبَةً وَرَهْبَةً إِلَيْكَ، لاَ مَلْجَأَ وَلاَ مَنْجَا مِنْكَ إِلاَّ إِلَيْكَ، اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ، وَبِنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ‏.‏ فَإِنْ مُتَّ مِنْ لَيْلَتِكَ فَأَنْتَ عَلَى الْفِطْرَةِ، وَاجْعَلْهُنَّ آخِرَ مَا تَتَكَلَّمُ بِهِ ‏"‏‏.‏ قَالَ فَرَدَّدْتُهَا عَلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم فَلَمَّا بَلَغْتُ ‏"‏ اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ ‏"‏‏.‏ قُلْتُ وَرَسُولِكَ‏.‏ قَالَ ‏"‏ لاَ، وَنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ ‏"‏‏

                อัลบัรรออ์ บินอาซิบ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่เจ้าจะไปยังที่นอนของเจ้า ก็จงอาบน้ำละหมาดเหมือนกับอาบน้ำละหมาดเพื่อจะละหมาด, และจงเริ่มนอนด้วยการตะแคงด้านขวา หลังจากนั้นก็กล่าว (ดุอาอ์) ต่อไปนี้


اللَّهُمَّ أَسْلَمْتُ وَجْهِي إِلَيْكَ، وَفَوَّضْتُ أَمْرِي إِلَيْكَ، وَأَلْجَأْتُ ظَهْرِي إِلَيْكَ، رَغْبَةً وَرَهْبَةً إِلَيْكَ، لاَ مَلْجَأَ وَلاَ مَنْجَا مِنْكَ إِلاَّ إِلَيْكَ، اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ، وَبِنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ‏.‏ فَإِنْ مُتَّ مِنْ لَيْلَتِكَ فَأَنْتَ عَلَى الْفِطْرَةِ، وَاجْعَلْهُنَّ آخِرَ مَا تَتَكَلَّمُ بِهِ 

                เขากล่าวว่า ฉันได้ทวนข้อความนี้กับท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และเมื่อฉันอ่านมาถึงประโยคที่ว่า    اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ  ฉันกล่าวต่อด้วยคำว่า    وَرَسُولِكَ   ท่านนบีกล่าวว่า ไม่ใช่  ที่ถูกต้องคือคำนี้     وَنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ

(บันทึกหะดิษโดยบุคคอรี/หมวดที่4/บทที่75/ฮะดีษเลขที่ 246)


 والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿