อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อิสลามกับจุดยืนต่อซูฟีย์



อะลุสสุฟฟะฮฺ ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อซูฟีแต่อย่างใด 
และไม่ได้เป็นจุดกำเนิดของซูฟีดังที่มีกลุ่มฎอรีกัตกล่าวอ้าง 
จุดกำเนิดของซูฟีที่หลงผิดคือพวกนักบวชที่ไปนุ่งชุดขสัตว์
ส่วนซูฟีในส่วนที่กลุ่มฟื้นฟูสุนนะฮฺนำมานี้หมายถึงเฉพาะด้านการใช้จิตวิญญาณในการทำอิบาดะฮฺ 
ตัวอย่างอิมามคนสำคัญที่มีจิตวิญญาณซูฟี(ในส่วนที่ถูก)ในตัวได้แก่ อิมามฆอซาลีย์ และอิมามอิบนุ ตับมียะฮฺ เป็นต้น 




ทำสะละฟียฺให้เป็นซูฟี และทำซูฟีให้เป็นสะละฟียฺ 

(ตัศวีฟุส สะลาฟียะฮฺ วะ ตัสลีฟุล มุตะเศาวีฟะฮฺ) 

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งดีงามที่เราจะตกแต่งแต่ละกลุ่มด้วยความดีเด่นของอีกกลุ่มหนึ่ง และนี่คือสิ่งที่อัลมุฟักกิร (นักคิดมุสลิม) อัลอุสตาซ มุฮัมมัด อัลมุบารอก (เราะฮิมะฮุลลอฮฺ) ได้กล่าวว่า เราทำซูฟีให้เป็นแบบสะละฟียฺ และเราทำสะละฟียฺให้เป็นแบบซูฟี ! 

และด้วยการตกแต่งนี้จะก่อให้เกิดกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมเอาลักษณะที่โดดเด่นของทั้งสองกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน และเป็นกลุ่มที่ปลอดจากข้อตำหนิของทั้งสองกลุ่มอีกด้วย 

ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นสิ่งที่อัลอิมาม อัลหะซัน อัลบันนาได้พยายามกระทำมัน ซึ่ง(ตามความคิดของข้าพเจ้า)ท่านได้พยายามรวมเอาปัญญาแบบสะละฟียฺ เข้ากับจิตวิญญาณแบบซูฟี


ซูฟี ในมุมมองอิสลาม 


ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล ก็อรฎอวียฺ 


อบู ริญาล แปลและเรียบเรียง 


คำถาม 

อิสลามมีจุดยืนต่อซูฟีอย่างไร ? 


คำตอบ 

แนวคิดซูฟี คือ รูปแบบหนึ่งของการใช้ชีวิตในการบำเพ็ญเพียร(เพื่อให้บรรลุถึงระดับขั้นบางอย่าง) การทำความเคารพภักดีเช่นนี้ได้รับการยอมรับโดยทุกศาสนา แม้ว่าแนวทางการปฏิบัติของศาสนาต่างๆจะแตกต่างกัน 


ดังเช่นในอินเดีย ชนชั้นที่ต่ำกว่าชองชาวฮินดูมีแนวโน้มที่จะสุดโต่ง โดยพวกเขาการสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเองเพียงเพื่อการบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งของจิตวิญญาณ ลักษณะเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะการรักษาพรหมจรรย์ 


เช่นเดียวกัน ในเปอร์เซียมีลัทธิหนึ่งที่เรียกว่า มนี ขณะที่ในกรีซมีอีกกลุ่มเป็นที่รู้จักว่า อัร รูวากิยีน )คนผู้ปฏิเสธชีวิตที่สะดวกสบาย( อันที่จริงจริงในประเทศอื่นอีกจำนวนมาก มีกลุ่มที่คล้ายคลึงกันซึ่งเป็นพวกสุดโต่งในความเชื่อของพวกเขา 


อิสลามแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับความเชื่อทั้งหมดนี้ อิสลามนำแนวทางสายกลางมาสู่ชีวิตและวิธีการระลึกถึงพระเจ้าของเขา อิสลามมองมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด จิตวิญาณ และร่างกาย และอิสลามทำให้ประจักษ์ว่าองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมดต้องการได้รับเอาใจใส่เป็นพิเศษ 


นี่คือสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำให้กระจ่างชัดกับศอฮาบะฮฺของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัมรฺ อิบนฺ อัลอาศ ผู้ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างเกินเลย เขาจะลดการกินการดื่ม การนอน และการให้สิทธิต่อภรรยาของเขาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ตักเตือนเขาในเรื่องนี้ว่า “ ตาของท่านมีสิทธิเหนือตัวของท่าน และร่างกายของท่านมีสิทธิเหนือตัวของท่าน และครอบครัว(ภรรยา)ของท่านก็มีสิทธิเหนือตัวของท่าน จงให้สิทธิของแต่ละคนตามที่เขามี ” 


เช่นเดียวกันศอฮาบะฮฺบางคนมาที่บ้านของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อถามภรรยาของท่านว่าท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำอิบาดะฮฺอย่างไร หลังจากที่ได้รับทราบรายละเอียดของการทำอิบาดะฮฺของท่าน พวกเขาพบว่าพวกเขาตามหลัง(ในการทำอิบาดะฮฺของ)ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 


พวกเขาคิดว่าพวกเขายังทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่ผู้ศรัทธาที่แท้จริงต้องทำ นอกจากนี้พวกเขามองไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมพวกควรทำอิบาดะฮฺน้อยกว่าหรือไม่เท่ากับที่ท่านบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำ ในเมื่อท่านได้รับการอภัยโทษจากบาปทั่งหมดของท่านอย่างแน่นอนแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงสาบานว่าจะเริ่มทำกระทำอิบาดะฮฺที่อย่างจริงจังมากขึ้น 


คนหนึ่งจากพวกเขาสาบานว่า เขาจะรักษาการถือศีลอดโดยไม่หยุด (ไม่ละศีลอดเลย) อีกคนสาบานว่าเขาจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงจะไม่แต่งงาน ขณะที่คนที่สาม กล่าวว่าเขาจะรักษาการละหมาดในเวลากลางคืนโดยไม่หลับนอน เมื่อเรื่องนี้รู้ถึง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านก็เรียกพวกเขามารวมกันและได้กล่าวตักเตือนพวกเขาว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฮฺ ฉันเป็นผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮฺที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอดและละศีลอด ฉันละหมาดและฉันก็นอน และฉันก็แต่งงานกับผู้หญิง ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามแบบฉบับของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน” นี่แสดงให้เห็นว่าอิสลามรักษาความเป็นสายกลางในทุกเรื่อง 


อย่างไรก็ตาม ผู้คนมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติแนวคิดซูฟีย์เพื่อเป็นวิธีการช่วยเหลือพวกเขาจากความวุ่นวายของลัทธิวัตถุนิยม ที่สร้างความเสียหายต่อพวกเขา อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขามุ่งสร้างความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับตัวพวกเขา 


ทั้งหมดนี้นอกจากที่จะทำให้พวกเขาตกเป็นทาสของชีวิตที่ฟุ่มเฟือยแล้ว พวกเขายังถูกควบคุมโดยแนวความคิดที่เลื่อนลอยอีกด้วย เป็นผลให้ความศรัทธาในศาสนา(อะกีดะฮฺ)ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของปรัชญาและเทววิทยา( ซึ่งนำเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะกรีก - ผู้แปล) และเรื่องนี้ได้นำไปสูข้อโต้แย้งที่บ้าคลั่ง ซึ่งทำผู้คนละเลยในด้านจิตวิญญาณของชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ 


ขณะที่บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนิติศาสตร์อิสลาม(ฟิกฮฺ)กลับล้มเหลวที่จะไปให้ลึกกว่านี้ แทนที่จะพยายามในการทำความเข้าใจในด้านจิตวิญญาณของการทำอิบาดะฮฺ(ซึ่งเป็นด้านที่ลึกซึ้ง – ผู้แปล) พวกเขากลับเพียงยึดอยู่กับรูปแบบภายนอกของมัน เรื่องนี้ได้ทำให้กำเนิดกลุ่มศาสนาที่เป็นที่รู้จักกันว่า ซูฟี ซึ่งได้เข้ามาเติมช่องว่างที่ถูกละเลยโดยนักเทววิทยา(นักวิชาการด้านอะกีดะฮฺ)และนักนิติศาสตร์(นักวิชาการด้านฟิกฮฺ) ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วว่า ในระยะหลังพวกเขาล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงผู้คนในด้านจิตวิญญาณ 



ซูฟีให้ความสำคัญอย่างมากในการตรวจสอบมนุษย์ ในแง่ของความรู้สึกภายในของเขา มิใช่สิ่งที่เขาได้ปฏิบัติจริง พวกเขามุ่งสนใจในเรื่องของจิตใจภายในมากกว่าภายนอก จุดมุ่งหมายหลักของพวกเขาคือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุถึงความงดงามในด้านจิตวิญญาณ ซูฟีคนหนึ่งได้กล่าวว่า “มารยาทที่ดีงาม คือสิ่งที่ทำให้เป็นซูฟีที่ดี” 


แท้จริง ซูฟีในยุคแรกได้เป็นตัวอย่างที่ดีโดยยึดมั่นคำสอนอิสลาม ที่ได้นำมา จากอัลกุรอานอันรุ่งโรจน์และแบบอย่างของท่านศาสดา นอกจากนี้ พวกเขาทำการเผยแผ่อิสลามอย่างดีเลิศ แท้จริงแล้วผู้คนจำนวนมากเข้ารับอิสลามโดยบรรดาซูฟีผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ผู้ที่พยายามอย่างสุดความสามารถในการเข้าร่วมสงครามต่อสู้กับความเชื่อนอกรีต ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า และผู้ตั้งภาคี 


ในทางตรงกันข้าม ประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกตัวอย่างอันเลวร้ายที่เริ่มจากซูฟีบางคน ซึ่งได้คิดค้นแนวคิดที่ไม่มีรากฐานในอิสลาม ส่วนหนึ่งของแนวความคิดเหล่านี้ คือการสร้างความแตกต่างระหว่างความแท้จริง(ฮะกีกัต)กับการการรับรู้ภายนอก(อย่างผิดๆ) ในความหมายที่ว่ามนุษย์ไม่ควรถูกตัดสินโดยการกระทำที่เปิดเผยภายนอก(สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้) แต่เขาควรจะถูกตัดสินโดยสภาวะของจิตใจของเขา(สิ่งภายในที่เขารู้สึกอย่างแท้จริง) ด้วยการใช้แนวคิดนี้ ทำให้คนหนึ่งอาจจะพบข้อแก้ตัวบางอย่างสำหรับความผิดของเขา พวกเขายังกล่าวอีกว่า ความรู้สึกภายในของซูฟีคือบ่อกำเนิดแห่งทางนำ และด้วยความรู้สึกนี้เองทำให้เขาว่าสิ่งใดเป็นสิ่งฮะลาล(อนุมัติ)และสิ่งใดเป็นสิ่งฮะรอม(ต้องห้าม) 


นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาชี้ถึงความบกพร่องของนักฮะดีษเสมอ คือนักฮะดีษนั้นต้องรายงานตัวบทว่า “คนนั้นรายงานจากคนนี้ คนนั้นได้กล่าวว่าดังนี้”(ซึ่งเป็นวิธีการทางวิชาการฮะดีษ) พวกเขาตัดสินว่าการรายงานเช่นนี้เชื่อถือไม่ได้ ตรงกันข้ามคำกล่าวที่เป็นจริงต้องถูกรับรองโดย ซูฟี โดยควรจะเริ่มกล่าวว่า “ฉันได้รับแรงบันดาลใจจากพระเจ้าของฉัน” พวกเขายังเคยกล่าวเยาะเย้ยนักฮะดีษว่า “ ท่านชื่นชอบการรายงานคำกล่าวจากมนุษย์ที่ต้องตาย แต่พวกเรา – ซูฟี - คำกล่าวของพวกเรามาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮุ วะตะอาลา ผู้มีชีวิตนิรันดร์ ” ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงอ้างว่าพวกเขาได้ติดต่อกับสวรรค์ได้โดยตรง 


แนวความคิดที่ไม่มีเหตุผลนำซูฟีไปสู่การทำให้สาวกของพวกเขากลายเป็นคนไร้คุณค่า พวกเขากล่าวว่า “ต่อหน้าอาจารย์ซูฟีสาวกจะเปรียบเสมือนกับซากศพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งถูกควบคุมโดยผู้ที่อาบน้ำศพ ” ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาได้ทำแม้กระทั่งยึด สิทธิของสาวกในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์ ซึ่งพวกเขาคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นจุดเริ่มของความล้มเหลว 


แท้จริงกล่าว ความเข้าใจที่ผิดๆของซูฟีกลุ่มนี้ดังกล่าว ทำความเสียหายให้กับคนหนุ่มสาวในทุกวันนี้ ผู้ซึ่งถูกควบคุมโดยความไม่รู้โดยการนำเอาทุกสิ่งที่พวกเขาได้ยินมาปฏิบัติ ผลของบุคลิกภาพที่เปราะบางอย่างเลยเถิดของพวกซูฟี ที่อยู่ภายใต้อำนาจของชัยคฺพวกเขาเช่นนี้ ทำให้พวกซูฟีแทบจะช่วยตัวเองไม่ได้เสมือนกับ คนตายที่อยู่ในมือของสัปเหร่อ หรือ ผู้ที่อาบน้ำศพ ดังนั้นพวกเขาจึงพัฒนาทัศนะคติทั้งที่เป็นลบและเมินเฉยต่อการกดขี่และความอธรรม เนื่องจากสิ่งที่อาจารย์ซูฟีของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาว่า “จงมอบส่วนของซีซาร์ให้กับซีซาร์ และให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแลมนุษย์” 


อย่างไรก็ตาม ดังเช่นแสงสว่างในถ้ำมืด อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะฮฺ บางท่านรวมทั้ง คนยุคแรก(สลัฟ)ได้พยายามอย่างที่สุดในการปฏิรูปแนวคิดซูฟีจำนวนมากด้วยกับคำสอนของอัลกุรอานและแบบอย่างของท่านศาสดา 


หนึ่งในอุลามาอฺผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธความพยายามของท่านในงานนี้(คือการปฏิรูปแนวคิดซูฟี) คืออัลลามะฮฺ อิบนฺ กอยยิม ผู้ที่เขียนหนังสือชื่อ มะดาริจ อัซ-ซาลิกีน อิลา มะนาซิล อัซซาอิริน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนเพื่ออธิบายหนังสือที่เขียนโดย ชัยคฺ อิสมาอีล อัลฮัรวียฺ อัลฮัมบาลี ที่ชื่อ มะนาซิล อัซซาอิริน อิลา มะกอมัต อิยากานะอฺบุดู วะ อิยากานัสตะอีน หนังสือนี้มีสามชุด ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการประสานระหว่างแนวความคิดซูฟีและคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ 


เราควรใช้แนวความคิดซูฟีในสิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของอิสลาม ดังเช่นการเรียกร้องไปสู่คุณค่าอันสูงส่งของความรักซึ่งกันและกัน รวมทั้งสอนอีกคนหนึ่งในการขจัดความเจ็บป่วยของจิตใจและการบรรลุถึงความงดงามทางจิตวิญญาณ 


แท้จริง มีตัวอย่างซูฟีที่ดีๆอยู่ โดยอาจมีข้อยกเว้นเล็กๆน้อยๆบางประการ ซึ่งพวกเขาทำให้เราเข้าใจถึงรูปแบบการเคารพภักดีได้ดีขึ้น ท่านอิมาม ฆอซาลี คือหนึ่งในลักษณะซูฟีสายกลางเช่นนี้ โดยแนวคิดของท่านไปในแนวทางเดียวกับคำสอนของอิสลาม






ทำสะละฟียฺให้เป็นซูฟี  และทำซูฟีให้เป็นสะละฟียฺ 



ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล ก็อรฎอวียฺ 

อะห์หมัด รุชด์ แปลและเรียบเรียง 



ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำในที่นี้ว่า พี่น้องสะละฟียฺบางท่านนั้นแข็งกร้าวในเรื่องจุดยืนต่อตะเซาวุฟ(เนื้อหาในการขัดเกลาจิตใจของแนวคิดซูฟี)เกินไป โดยถือว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมต่ออิสลาม และยังได้กล่าวหาผู้ที่ยึดแนวตะเซาวุฟทั้งหมดว่าเป็นพวกบิดอะฮฺและพวกนอกคอก 

ดังที่เรื่องนี้ได้ปรากฏชัดในการอธิบายเพิ่มเติมหนังสือของอิบนุกอยยิมที่ชื่อ “มะอาริจญฺ อัซซาลิกีน” โดยอัลลามะฮฺ อัชชัยคฺ มุฮัมมัด ฮามิด (เราะฮิมะฮุลลอฮฺ) และยังมีท่านอื่นๆอีกมากในกลุ่มผู้ยึดแนวคิดแบบสะละฟียฺที่มีจุดยืนเช่นนี้ ซึ่งพวกเขาได้วิพากษ์วิจารณ์(ในด้านลบ)ตะเซาวุฟทั้งหมดรวมทั้งผู้ที่ตามแนวทางนี้ทั้งสิ้น ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ความแข็งกร้าวเช่นนี้เป็นการไม่ถูกต้อง ไม่ถูกยอมรับ และไม่ก่อประโยชน์(ดูบทความซูฟีในมุมมองอิสลาม) 

อิบนุ ตัยมียะฮฺ และอิบนุล กอยยิม 

พวกเขาคือ ร็อบบานียะฮฺ(ผู้เรียนรู้ เข้าใจ และปฏิบัติอิสลามอย่างแท้จริง) 

เป็นเรื่องแปลกที่คนเหล่านี้อ้างว่าสังกัดแนวคิดของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ และศิษย์ของท่านคือ อัลอิมาม อิบนุล กอยยิม ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นร็อบบานียะฮฺ ที่แท้จริง ทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ 

ในทางทฤษฎี ก็ดังที่ได้ปรากฏเป็นหลักฐานโดยหนังสือของท่านทั้งสอง สำหรับอิบนุ ตัยมียะฮฺนั้นท่านมี ข้อเขียนในเรื่องตะเซาวุฟและเรื่องของสุลูก(เรื่องการขัดเกลาภายในที่จะสะท้อนเป็นบุคลิกภายนอก) เป็นจำนวนหลายเล่มในมัจญฺมูอฺ ฟะตะวา แล้วยังรวมถึงหนังสือของท่านที่ชื่อ “ อัลอิสติกอมะฮฺ” 

ส่วนอิบนุล กอยยิม ท่านมีงานประพันธ์เป็นจำนวนหลายเล่ม เช่น ญะวาบ กาฟียฺ , เฏาะรีกุล ฮิจญฺเราะตัยนี , อุดดะตุศ ศอบิรีน , เราะเฎาะตุล มุฮิบบีน และที่มีความยิ่งใหญ่และครอบคลุมขอบเขตมากที่สุดโดยไม่ต้องสงสัยนั่นคือหนังสือ มะดาริจญฺ อัซซาลิกีน 

ในทางปฏิบัตินั้น หลักฐานก็จากชีวประวัติของท่านทั้งสอง ในด้านความเข้มแข็งในเรื่องสัจธรรม ความอดทนต่อความทุกข์ยาก การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ ความรักในอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ การมุ่งสู่อัลลอฮฺ ด้วยการมุ่งสู่พระองค์ชนิดที่ได้รับการเป็นพยานจากคนที่รู้จักและใกล้ชิดท่านทั้งสอง ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยเขาทั้งสองด้วยเถิด 

เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับท่านในการรู้จักอิบนุ ตัยมียะฮฺ ในเรื่องที่ท่านได้เผชิญกับความลำเค็ญ และการถูกจับเข้าคุกเนื่องจากการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ ด้วยวิญญาณที่ปรีดา และด้วยหัวใจที่สงบนิ่ง โดยท่านได้กล่าวว่า 

แท้จริงสวรรค์ของฉันอยู่ในทรวงอกของฉัน ไม่ว่าฉันจะไปที่ใดมันก็จะอยู่กับฉัน 

เหล่าศัตรูของฉันจะทำอันใดกับฉันได้ ? หากพวกเขาจับฉันขังคุก 

การติดคุกของฉันก็คือการปลีกตัวเพื่อทำอิบาดะฮฺ 

หากพวกเขาเนรเทศฉัน การถูกเนรเทศของฉันก็คือการฮิจญราะฮฺ 

และหากพวกเขาฆ่าฉัน การถูกฆ่าของฉันก็คือการได้ตายชะฮีด 

และเมื่อตอนที่ท่านถูกจับในป้อม และท่านได้มองกำแพงของมัน ท่านก็ได้รำลึกถึงดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ว่า 

"ขณะนั้นก็จะมีกำแพงที่มีประตูบานหนึ่งมาขวางกั้น 

ระหว่างพวกเขา(คือระหว่างมุอฺมินและมุนาฟิก) 


ด้านในของมัน(สำหรับมุอฺมิน)นั้นมีความเมตตา 


และด้านนอกของมัน(สำหรับมุนาฟิก)มีการลงโทษ" 


(อัล กุรอาน สูเราะฮฺอัล-หะดีด 57: 13)

นี่คือ ร็อบบานียะฮฺ ผู้ซึ่งสุขใจในการถูกลงทัณฑ์ในหนทางของอัลลอฮฺ และเขามีชีวิตในสวรรค์แห่งความพึงพอใจ แม้ว่าเขาได้รับทุกข์ภัยเพื่ออัลลอฮฺ 

หนึ่งในความยุติธรรมของอิบนุ ตัยมียะฮฺ นั่นคือการที่ท่านยกย่องบรรดาชัยคฺหลายท่านของกลุ่มซูฟี ได้แก่ ชัยคฺ อับดุลกอเดร อัลญีลานียฺ 

และนี่คือสิ่งที่บกพร่องของเหล่าคนที่อ้างว่าสังกัดแนวคิดอิบนุ ตัยมียะฮฺ แต่กลับเป็นว่าท่านจะไม่พบคนใดของพวกเขาที่มีดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตา หรือมีหัวใจที่คุชูอฺ หรือมีร่างกายสั่นเทาด้วยความเกรงกลัวอัลลอฮฺ และท่านจะไม่รู้สึกถึงความสงสาร ความเอื้อเฟื้อที่หลั่งไหลออกมาจากพวกเขา เนื่องจากความรักในอัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์ 

ทว่าพวกเขาเป็นผู้ตามแนวทางที่เฉื่อยชา แห้งแล้ง และแข็งกร้าว ราวกับว่าเป็นฟันเฟืองหนึ่งในเครื่องจักร ซึ่งจะหันเมื่อถูกจับหัน ไม่มีวิญญาณ ไม่มีชีวิตในตัวของมัน 

และในการเปรียบเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งดื่มด่ำกับความรู้สึกอันอบอุ่น กับสำนึกต่อสัจธรรม กับวิญญาณอันเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความเกรงกลัว แต่ทว่าขาดการผูกเข้ากับหลักของชะรีอะฮฺ 

กลุ่มนี้ตัดสินชี้ขาดสิ่งใดตามรสนิยมและสามัญสำนึกของพวกเขา หรือตามรสนิยมและสามัญสำนึกของบรรดาชัยคฺของพวกเขา 

ทั้งสองกลุ่มทำสิ่งเกินเลยในเรื่องหนึ่งและหย่อนยานในอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดีที่สุดก็คือ ความดีทุกอย่างในทางสายกลางซึ่งได้รับการจำแนกจากปลายสองด้านที่สุดโต่งและหย่อนยาน 




والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



 http://www.fityah.com/  

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

อัลอิควานและการเป็นซูฟีย์ของอิมามหะซันอัลบันนา



อิควานุลมุสลิมีน ( الإخوان المسلمين‎; :Muslim Brotherhood)  “ขบวนการภราดรภาพมุสลิม” เป็นขบวนการอิสลามที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสู่รูปแบบและแก่นแท้ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ซึ่งก่อตั้งโดยท่านอิมามอัชชะฮีด หะซัน อัลบันนา (ค.ศ. 1906-1949) ผู้เขียนได้ตั้งคำถามกับตนเองว่า เหตุใดขบวนการอิควานุลมุสลิมีนในอดีตจึงมีพลังที่เข้มแข็งมากเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน? หลังจากที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าชีวประวัติและตำราของท่านอิมามหะซัน อัลบันนา มาระยะหนึ่ง ผู้เขียนได้พบว่า ท่านอิมามหะซัน อัลบันนาและแนวทางของท่านนั้น มีความผูกพันกับวิถีซูฟีย์อย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงต้องการนำเสนอ ความเป็นซูฟีย์ของท่าน ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่กลับไม่ถูกกล่าวถึงเท่าใดนัก ผู้เขียนหวังว่าการค้นคว้าในเรื่องนี้จะทำให้เห็นภาพแก่นแท้ (ฮะกีกัต) ของอัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่ขบวนการอิควานุลมุสลิมีนดั้งเดิมได้เรียกร้องไว้ อินชาอัลลอฮุ ตะอาลา

ซูฟีย์กับการกำเนิดขบวนการอิควาน

พลังอันยิ่งใหญ่ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนขบวนการอิควานุลมุสลิมีนนั้น คือพลังทางจิตวิญญาณที่มีความผูกพันอยู่กับอัลเลาะฮ์ตะอาลาตามแนวทางของซูฟีย์ ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา ได้กล่าวถึงระยะหนึ่งของการดะอ์วะฮ์ของท่านว่า “รูปแบบการดะวะฮ์ในระยะนี้ คือเป็นซูฟีย์ทางด้านจิตวิญญาณ และรูปแบทหารในเชิงปฏิบัติการ” (หะซัน อัลบันนา, มั๊จญฺมูอะฮ์ร่อซาอิล อัลอิมาม อัชชะฮีด หะซัน อัลบันนา (ม.ป.ท.: ดารุลหะฎอเราะฮ์ อัลอิสลามียะฮ์. ม.ป.ป.) หน้า 362.)

ท่านสะอีด เฮาวา กล่าวไว้ในหนังสือ ตัรบียะตุนา อัรรูฮียะฮ์เช่นกันว่า “ฉันปรารถนาที่จะทำการวางเท้าของมุสลิมให้อยู่บนทางเดินสู่อัลเลาะฮ์เพื่อเขาจะได้ลิ้มรสของแก่นแท้อีหม่าน และในขณะเดียวกันนี้ ฉันปรารถนาให้มุสลิมรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของซูฟีย์ซึ่งเป็นเป้าหมายหนึ่งของการเรียกร้องของท่านอาจารย์หะซัน อัลบันนา ร่อฮิมะฮุลลอฮ์...” (สะอีด เฮาวา, ตัรบียะตุนา อัรรูฮียะฮ์, (ไคโร: ดารุสลาม, พิมพ์ครั้งที่ 6, ค.ศ. 1999/ฮ.ศ. 1419) หน้า 14.)

แนวทางซูฟีย์ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำความเข้าใจหลักอิห์ซาน หรือหลักที่ว่าด้วยเรื่องจิตวิญญาณที่สร้างความผูกพันอยู่กับอัลเลาะฮ์ตะอาลา เพื่อเป็นการเติมเต็มศาสนาให้มีความสมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะแนวทางที่เน้นหลักอิห์ซานเป็นพิเศษก็คือแนวทางของซูฟีย์นั่นเอง ท่านอิมามหะซัน อัลบันนาเอง ก็ตระหนักดีว่า การมีแต่หลักอิสลามและหลักอีหม่านนั้น ยังไม่ทำให้ “อัดดีน” หรือ ศาสนาที่ท่านญิบรีลนำมาสอนบรรดาศ่อฮาบะฮ์และประชาชาติของท่านนะบีย์มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้นมีความสมบูรณ์ เพราะศาสนามีองค์ประกอบหลักๆ อยู่สามประการด้วยกันคือ (1) หลักอิสลาม (2) หลักอีหม่าน และ (3) หลักอิห์ซาน หากต้องการรู้หลักอิสลาม ก็ต้องกลับไปศึกษาอัลกุรอานและซุนนะฮ์ตามความเข้าใจของปราชญ์ฟิกฮ์ ถ้าหากต้องการรู้หลักอีหม่านหรือหลักอะกีดะฮ์ก็ต้องกลับไปศึกษาอัลกุรอานและซุนนะฮ์ตามความเข้าใจของปราชญ์อะกีดะฮ์ และหากต้องการรู้หลักอิห์ซาน ก็จำต้องศึกษาอัลกุรอานและซุนนะฮ์ตามความเข้าใจของปราชญ์ซูฟีย์

เฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์อัชชาซุลลียะฮ์

ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา เล่าถึงความทรงจำของท่านว่า

“ในมัสยิดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ฉันเห็นพี่น้องเฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์อัชชาซุลลียะฮทำการซิกรุลลอฮ์หลังจากละหมาดอีชาอฺในทุกคืน และฉันก็ไปศึกษากับชัยค์ซะฮ์รอนในช่วงเวลาระหว่างมัฆริบกับอีชาอฺเป็นประจำ...ดังนั้นวงซิกรุลลอฮ์ได้ดึงดูดฉันด้วยเสียงของการซิกรุลลอฮ์ที่มีระเบียบพร้อมเพรียง มีการอ่านบทกวีที่ไพเราะ และจิตวิญญาณที่เอ่อล้น บรรดาผู้ซิกรุลลอฮ์ที่มีเกียรติเหล่านั้นเป็นระดับชัยค์และเป็นคนหนุ่มที่มีคุณธรรม พวกเขาเหล่านั้นมีความนอบน้อมถ่อมตนกับพวกเด็กๆ ที่กระโจนเข้ามานั่งร่วมกับพวกเขาเพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการซิกรุลลอฮ์และฉันก็หมั่นมานั่งวงซิกรุลลอฮ์ในครั้งอื่นๆ อีก

ดังนั้นฉันต้องการเชื่อมสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นระหว่างฉันกับคนหนุ่มจากพี่น้องเฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์ ซึ่งในหมู่พวกเขามี 3 แกนนำผู้อาวุโส คือ อัชชัยค์ชะละบีย์ อัรริญาล, อัชชัยค์มุฮัมมัด อะบู ชูชะฮ์, และอัชชัยค์ซัยยิดอุษมาน และบรรดาคนหนุ่มผู้มีคุณธรรมที่มีอายุใกล้เคียงกับเรานั้น ก็มี มุฮัมมัด อะฟันดีย์ อัดดิมยาฏีย์, ศอวีย์ อะฟันดีย์ อัศศอวีย์, อับดุลมุตะอาล อะฟันดีย์ ซังกัล, และพี่น้องคนอื่นๆ

ในการรวมกลุ่มที่จำเริญนี้ ฉันได้พบกับอาจารย์อะห์มัด อัซซุกรีย์ เป็นครั้งแรก และการพบกันครั้งนี้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งในการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านได้ทำให้ชื่อของท่านอัชชัยค์ หัสนัยน์ อัศศ่อหาฟีย์ วนเวียนอยู่ในหูของฉันตลอดเวลา ชื่อของอัชชัยค์อัศศ่อหาฟีย์มีความงดงามที่อยู่ในเบื้องลึกของหัวใจ มีการนึกถึง และคะนึงหาอยากที่จะเห็นท่าน นั่งร่วมกับท่าน และเอาความรู้จากท่านเพื่อฟื้นฟูจิตใจครั้งแล้วครั้งเล่า” (หะซัน อัลบันนา, มุซักกิร็อต อัดดะอฺวะฮ์ วัดดาอียะฮ์ (มิศร์: ดารุลกิตาบ อัลอะร่อบีย์, ม.ป.ป.) , หน้า 10-11)

สาเหตุที่ท่านเลือกซูฟีย์สายอัศศ่อหาฟียะฮ์อัชชาซุลียะฮ์

ก่อนที่ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา จะเข้ามาอยู่ในแนวทางของซูฟีย์นั้น ท่านจะทำการอ่านวิริดของท่านอิมามซัรรูก (ปราชญ์ตะเซาวุฟท่านหนึ่งของสายอัชชาซุลลีย์) ทั้งเช้าเย็น ซึ่งเป็นวิริดที่ส่วนมากแล้วจะมีบรรดาอายะฮ์อัลกุรอานและฮะดีษต่างๆ ที่เป็นดุอาให้อ่านเช้าและเย็น (ดู มุซักกิร็อต, หน้า 11)

ในระหว่างนั้นท่านอิมามหะซัน อัลบันนา ได้รับหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “อัลมันฮัล อัศศอฟีย์ ฟี มะนากิบ หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์” (แหล่งน้ำที่บริสุทธิ์ในบรรดาคุณความดีของท่านหัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์) ซึ่งท่านชัยค์ หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์นั้น เป็นครูคนแรกและเป็นบิดาของท่าน อัซซัยยิด อับดุลวะฮ์ฮาบ อัศเศาะห์หาฟีย์ ซึ่งท่านชัยค์ หัสนัยน์ อัศเศาะหาฟีย์นั้นท่านหะซัน อัลบันนาไม่เคยเห็น เพราะท่านเสียชีวิตในวันพฤหัสบดี ที่ 17 เดือนญะมาดิลอาคิร ฮ.ศ. 1328 ขณะที่ท่านหะซัน อัลบันนา อายุได้ 14 ปีเท่านั้นเอง

เมื่อท่านหะซัน อัลบันนา อ่านหนังสือดังกล่าว ท่านพบว่าท่านชัยค์ หัสนัยน์ อัศ-เศาะห์หาฟีย์ เป็นอุลามาอฺอัซฮัร ชำนาญในฟิกห์มัซฮับชาฟิอีย์ และทำการศึกษาวิชาการแขนงต่างๆ อย่างกว้างขวาง หลังจากนั้นท่านได้ศึกษากับบรรดาอุลามาอฺหลายท่านในยุคนั้น ท่านมีความหมั่นเพียรและเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์ ซิกรุลลอฮ์ และหมั่นทำการฎออัตอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งท่านทำฮัจญ์และอุมเราะฮ์หลายครั้ง บรรดามิตรสหายและสานุศิษย์ของท่านเคยกล่าวว่า พวกเราไม่เคยเห็นผู้ใดที่มีความเข้มแข็งในการฎออัตต่ออัลเลาะฮ์ ปฏิบัติอิบาดะฮ์ที่เป็นฟัรดูและสุนัตต่างๆ ยิ่งกว่าไปท่านชัยค์หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์ แม้กระทั่งในช่วงท้ายชีวิตของท่านก็ตาม

ท่านชัยค์หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์ได้เคยเรียกร้องไปสู่อัลเลาะฮ์ด้วยวิธีการของปราชญ์ซูฟีย์ ที่ทำให้เกิดความเจริดจรัสและมีรัศมี ท่านเรียกร้องไปสู่อัลเลาะฮ์ด้วยหลักการที่ปลอดภัยและเที่ยงตรง และการเรียกร้องของท่านนั้นอยู่บนพื้นฐานของความรู้ มีการเรียนการสอน สอนวิชาฟิกฮ์ เน้นอิบาดะฮ์ ซิกรุลลอฮ์ กำชับให้กระทำความดีและยับยั้งความชั่ว ต่อสู้กับบิดอะฮ์ และความเหลวไหลต่างๆ ที่มีอยู่ในชาวเฏาะรีเกาะฮ์ที่ท่านเชื่อว่าขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮ์. (ดู มุซั๊กกิร็อต, หน้า 11-12) .

ด้วยเหตุนี้ ท่านหะซัน อัลบันนาจึงประทับใจการทำงานศาสนาของท่านชัยค์หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์ แต่ต้นไม้ที่เจริญเติบโตเองโดยไม่มีผู้คอยดูแลและรดน้ำพรวนดินนั้น มันจะแตกหน่อแตกใบแต่อาจจะไม่ออกผล


การรับบัยอะฮ์คือการให้สัตยาบันระหว่างศิษย์กับชัยค์ผู้ชี้นำว่าจะปฏิบัติตามกิตา 

บุลลอฮ์และซุนนะฮ์ของท่านนะบีย์มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีซิกรุลลอฮ์หรือวิริดและหมั่นเพียรในการปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์เพื่อให้ผู้รับบัยอะฮ์นั้นเปลี่ยนแปลงจากชีวิตที่ลืมอัลเลาะฮ์ไปสู่การเตาบะฮ์ ตรวจสอบตนเอง และมุ่งหน้าเข้าหาอัลเลาะฮ์ตะอาลา นอกเหนือจากนั้นยังมีการสอนกะลิมะฮ์เตาฮีด “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” เพื่อเป็นการตอกย้ำโดยมีสะนัดหรือซัลซิละฮ์ (สายสืบ) ถึงท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นการบัยอะฮ์จึงเป็นการเชื่อมกับท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมทางด้านจิตวิญญาณโดยผ่านทางสะนัดหรือซัลซิละฮ์ (สายสืบ) นั่นเอง

ท่านชัยค์ สะอีด เฮาวา ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เราเห็นว่าการรับบัยอะฮ์จากนักดาอีย์ที่มีความสมบูรณ์นั้นย่อมเป็นบะร่อกะฮ์แก่ผู้ที่ให้และผู้ที่รับ เพราะการรับบัยอะฮ์นั้นเป็นการฟื้นฟูปณิธานความมุ่งมั่น (ในการเข้าหาอัลเลาะฮ์) และเชื่อมทางด้านจิตวิญญาณ...” (สะอีด เฮาวา, ฆ่อซาอฺ อัลอุบูดียะฮ์, อัชชะบะกะฮ์ อัดดะอ์วียะฮ์ [www.daawa-info.net] หน้า 7)

ดังนั้นท่านอิมามหะซันอัลบันนาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของด้านจิตวิญญาณนี้ ท่านเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการรับบัยอะฮ์ซูฟีย์ของท่านว่า

“จิตใจของฉันยังคงผูกพันอยู่กับท่านชัยค์หัสนัยน์ อัศศ่อหาฟีย์ ร่อหิมะฮุลลอฮ์ จนกระทั่งฉันได้ไปที่สถาบันอัลมุอัลลิมีน อัลเอาวะลียะฮ์ ที่จังหวัดดะมันฮูร ซึ่ง (ปัจจุบัน) เป็นที่ฝังศพของท่านชัยค์หัสนัยน์ อัศศ่อหาฟีย์ และที่นั่นมีโครงเสาของมัสยิดที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งต่อมาได้สร้างจนเสร็จมีชื่อว่า มัสยิด อัตเตาบะฮ์ ฉันได้เข้าไปนั่งล้อมวงซิกรุลลอฮ์ในมัสยิดแห่งนี้เป็นประจำทุกคืน และฉันก็ได้ถามถึงแกนนำของหมู่พี่น้องในมัสยิดนั้น ฉันจึงรู้ว่าเขาคือบุรุษผู้มีคุณธรรมมีนามว่า ชัยค์ บัสยูนีย์ ซึ่งเป็นพ่อค้า ดังนั้นฉันจึงมีความปรารถนาที่จะรับบัยอะฮ์กับเขา แล้วเขาก็อนุญาตและสัญญากับฉันว่า จะแนะนำฉันให้รู้จักกับ อัซซัยิด อับดุลวะฮ์ฮาบ (บุตรของท่านชัยค์ หัสนัยน์ อัศเศาะห์หาฟีย์) ในตอนที่เขามาถึง ซึ่งในช่วงเวลานี้ฉันยังไม่เคยรับบัยอะฮ์เฏาะรีเกาะฮ์ซูฟีย์อย่างเป็นทางการกับผู้ใดเลยแต่ฉันมีความชื่นชอบ

และเมื่อท่านอัซซัยยิด อับดุลวะฮ์ฮาบ – ขออัลเลาะฮ์ทรงให้ได้รับคุณประโยชน์จากเขาด้วยเถิด- มาถึงที่จังหวัดดะมันฮูร บรรดาพี่น้องก็บอกให้ฉันทราบ ฉันรู้สึกดีใจอย่างยิ่งสำหรับข่าวนี้ ดังนั้นฉันจึงไปหาท่านอัชชัยค์ บัสยูนีย์ โดยมีความหวังว่าจะให้เขานำฉันไปพบท่านอัซซัยิด อับดุลวะฮ์ฮาบ แล้วอัชชัยค์บัสยูนีย์ก็ทำตามที่ฉันหวังไว้ และในช่วงเวลาดังกล่าวคือหลังละหมาดอัสริ ของวันที่ 4 เดือนร่อมะฎอน ปีฮิจญฺเราะฮ์ที่ 1342 หากฉันจำไม่ผิด ก็ตรงกับวันอาทิตย์ ฉันได้รับบัยอะฮ์เฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์ อัชชาซุลลียะฮ์ กับท่านอัซซัยยิด อับดุลวะฮ์ฮาบ และเขาได้มอบบรรดาวิริดต่างๆ ของเฏาะรีเกาะฮ์ อัศ-ศ่อหาฟียะฮ์ อัชชาซุลลียะฮ์ ให้แก่ฉันและสิ่งที่ต้องอ่านประจำวัน” (มุซักกิร็อต, หน้า 14-15) .
การที่ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา ได้เข้ามาอยู่ในแนวทางของซูฟีย์บริสุทธิ์นั้น เป็นการเติมเต็มในภารกิจการทำงานศาสนาของอัลเลาะฮ์ จิตวิญญาณที่มีความเข้มเข็งและผูกพันอยู่กับพระองค์นั้น ย่อมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่อัลเลาะฮ์ตะอาลาได้ทรงหยิบยื่นให้สำหรับภารกิจสำคัญเพื่อเรียกร้องหัวใจของผู้คนทั้งหลายให้กลับไปสู่พระองค์

แนวทางซูฟีย์กับการขับเคลื่อนขบวนการอิควานฯ

การทำงานศาสนาตามหลักการอิสลามนั้นมิใช่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนมากมายยอมรับและเข้ามาอยู่ร่วมอุดมการณ์ แต่การทำงานศาสนาในอิสลามคือมีเป้าหมายให้อัลเลาะฮ์ตาอาลาทรงตอบรับ แม้ว่าจะมีผู้คนยอมรับน้อยก็ตาม เนื่องจากการทำงานศาสนาที่อัลเลาะฮ์ตะอาลาทรงยอมรับ ก็คือการทำงานที่ไม่มีจิตหรืออารมณ์ใฝ่ต่ำเข้ามามีส่วนร่วมนั่นเอง

ดังนั้นการลุกขึ้นมาทำภารกิจในด้านศาสนานั้น จำเป็นต้องมีการบ่มเพาะจิตใจในระยะแรกก่อนที่จะลงภาคสนามและเป็นที่รู้จักในสังคม เพราะฉะนั้นการทุ่มเทความพยายามในการฝังบ่มเพาะและขัดเกลาจิตใจให้มีความผูกพันกับอัลเลาะฮ์และบริสุทธิ์จากความมัวหมองของดุนยานั้น ก็เพื่อให้ปณิธานความมุ่งมั่นในการทำงานศาสนามีความสูงส่งและอยู่บนแนวทางที่ดีงามตามทัศนะของอัลเลาะฮ์ตะอาลา

การขัดเกลาอบรมบ่มจิตใจในตัวของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือนกับการปลูกต้นไม้ หากเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการเพาะปลูกนั้นได้ถูกโยนลงบนผืนดินโดยไม่ได้ฝัง ถูกปล่อยทิ้งไว้กลางแจ้งท่ามกลางดินและกรวดทราย แสงอาทิตย์อันร้อนระอุได้สาดส่องลงมาและหมู่เมฆฝนได้แวะเวียนผ่านมายังมันวันแล้ววันเล่า เมล็ดพันธุ์นั้นย่อมตายไปในที่สุด หนทางที่จะให้เมล็ดพืชเจริญงอกงามนั้น ก็คือการนำไปฝังในดินที่ชื้นและปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง มันก็จะเกิดปฏิกิริยาและเจริญงอกงาม หลังจากนั้นอัลเลาะห์ตะอะลาก็ให้มันผลิหน่อแตกใบ มีลำต้นขึ้นชูตระหง่านสู่ภาคพื้นดินและออกผลให้ประโยชน์แก่มวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย

การทำงานขบวนการอิควานุลมุสลิมีนในยุคแรก ก็อยู่ในวิถีทางนี้ ดังที่ท่านหะซัน อัลบันนา ได้กล่าวว่า “และท่านสามารถที่จะกล่าวโดยไม่เป็นความผิดแต่ประการใดว่า แท้จริงอิควานุลมิสลิมีนนั้น เรียกร้องสู่แนวทางสะลัฟ... ตามแนวทางซุนนะฮ์... และฮะกีกัตซูฟีย์ เพราะอิควานุลมุสลิมีนรู้ว่า รากฐานของความดีงามนั้น คือจิตใจมีความสะอาดและหัวใจมีความบริสุทธิ์ หมั่นปฏิบัติอะมัลอิบาดะฮ์ (จิตใจ) หลีกห่างจากมัคโลค มีความรักในอัลเลาะฮ์ และผูกพันกับความดีงาม...” (ดู มั๊จญฺมูอะฮ์ร่อซาอิล หะซัน อัลบันนา, หน้า 122) .


ความสำคัญของแนวทางซูฟีย์ตามทัศนะของท่านอิมามหะซัน อัลบันนา

ท่านหะซัน อัลบันนา กล่าวว่า

“ในขณะที่อาณาจักรอิสลามได้เจริญรุ่งเรืองในศตวรรษแรก  บรรดาเมืองต่างๆ ถูกเปิด  ดุนยาได้หันหน้าเข้าหาบรรดามุสลิมีนในทุกย่อมหญ้า... หลังจากนั้นค่อลีฟะฮ์ของพวกเขาได้กล่าวกับเมฆในท้องฟ้าว่า  เจ้าจงไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกซิ  แล้วสถานที่ใดที่หยดน้ำฝนของเจ้าตก  ก็จงเก็บภาษีมาให้ฉันด้วย  โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาจะหันหน้าให้กับดุนยาแห่งนี้  เพื่อหาความสุข  ลิ้มรสความหวานชื่นและความสุขสบายของดุนยา  ซึ่งบางเวลาก็อยู่ในความพอดีแต่บางเวลาอยู่ในความสุลุ่ยสุร่าย  ดังนั้นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากการดำเนินชีวิตที่เคยยากลำบากในสมัยของท่านนะบีย์อันเจริดจรัสไปสู่ชีวิตที่มีความสุขสบายในภายหลัง  ก็มีบรรดาปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมได้เรียกร้องมนุษย์ทั้งหลายให้มีความสมถะในความสุขของดุนยาที่ไม่จีรังนี้  และพวกเขาก็พยายามเตือนให้ผู้คนทั้งหลายระลึกถึงสิ่งที่พวกเขาจะได้รับในโลกอาคิเราะฮ์ที่จีรัง “และแท้จริงที่พำนักวันอาคิเราะฮ์นั้น คือชีวิต(ที่แท้จริง)หากพวกเขารู้” [อัลอังกะบูต: 64]  และปราชญ์ที่เป็นที่รู้จักในระดับต้นๆ ที่ได้ทำการเรียกร้องนี้  คือท่านอิมาม อัลหะซัน อัลบัศรีย์และบรรดาปราชญ์ผู้มีคุณธรรมที่เจริญรอยตามท่านอัลหะซัน อัลบัสรีย์ในการเรียกร้องบนวิถีดังกล่าว  ดังนั้นปราชญ์กลุ่มนี้จึงเป็นที่รู้จักในด้านการเรียกร้องสู่การซิกรุลลอฮ์  ระลึกถึงวันอาคิเราะฮ์  มีความสมถะต่อโลกดุนยา  ขัดเกลาจิตใจให้มีการภักดีต่ออัลเลาะฮ์และมีความตักวาต่อพระองค์

และข้อเท็จจริงอันนี้ก็คือสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้นพร้อมกับข้อเท็จจริงในวิชาแขนงอื่นๆ ของอิสลาม ดังนั้นข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เกิดรูปแบบทางวิชาการที่วางระบบพฤติกรรมของมนุษย์และวางแนวทางในการดำเนินชีวิตให้แก่พวกเขาเป็นการเฉพาะ  คือช่วงระยะการหมั่นซิกรุลลอฮ์  การทำอิบาดะฮ์  การรู้จักอัลเลาะฮ์  และสุดท้ายก็คือการไปสู่สวรรค์และความพึงพอพระทัยของอัลเลาะฮ์ตะอาลา

และวิชาตะเซาวุฟนี้  มีชื่อเรียกอีกว่า วิชา “อัตตัรบียะฮ์วัสสุลู๊ก” ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า วิชาตะเซาวุฟนั้นเป็นแก่นของอิสลาม และไม่สงสัยเลยว่าชาวซูฟีย์นั้นพวกเขาได้บรรลุถึงขั้นระดับของการรักษาและเยียวยาจิตใจแล้ว ซึ่งผู้อื่นจากพวกเขาไม่สามารถไปถึงได้...” (ดู มุซักกิร็อต, หน้า 16-17)
ดังนั้นการทำงานศาสนา โดยแสวงหาประโยชน์ทางดุนยาและลืมอัลเลาะฮ์ตะอาลานั้น ย่อมไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ลืมเป้าหมายที่แท้จริง ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา กล่าวว่า “ท่านจงมุรอเกาะบะฮ์อยู่กับอัลเลาะฮ์(คือมีความรู้สึกว่าอัลเลาะฮ์ตะอาลากำลังมองและเห็นท่าน)อย่างสม่ำเสมอ และให้ท่านระลึกถึงอาคิเราะฮ์และจงเตรียมพร้อม และจงฟันฝ่าช่วงระยะการเดินทางไปสู่ความพึงพอพระทัยของอัลเลาะฮ์ตะอาลา ด้วยปณิธานอันมุ่งมั่น และท่านจงสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮ์ด้วยการปฏิบัติอิบาดะฮ์ที่เป็นสุนัตให้มากๆ เช่น การละหมาดยามค่ำคืน การถือศีลอด 3 วันข้างขึ้นของทุกเดือนเป็นอย่างน้อย ทำการซิกรุลลอฮ์ด้วยหัวใจและลิ้นให้มากๆ และพยายามขอดุอาในขณะปฏิบัติอะมัลดังกล่าวในทุกๆ สภาวการณ์” (มั๊จญฺมูอะฮ์ร่อซาอิล หะซัน อัลบันนา, หน้า 367-368)

ดังนั้นการทำภารกิจใดก็ตาม  หากมีเป้าหมายคืออัลเลาะฮ์  ย่อมเป็นการงานที่ถูกตอบรับและได้รับการช่วยเหลือจากพระองค์  ดังที่ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา กล่าวว่า

“เราอิควานุลมุสลิมีน ได้เรียกร้องจากทุกหัวใจของเราทุกคนว่า “อัลเลาะฮ์คือเป้าหมายของเรา” ดังนั้นเป้าหมายแรกของการเรียกร้องนี้  คือให้มนุษย์รำลึกถึงการเชื่อมสัมพันธ์อันใหม่นี้ที่จะทำให้พวกเขามีความผูกพันกับอัลเลาะฮ์  และหากพวกเขาลืมการเชื่อมสัมพันธ์(ที่ทำให้พวกเขาผูกพันกับอัลเลาะฮ์)นี้  อัลเลาะฮ์ตะอาลาก็จะให้พวกเขาลืม(เป้าหมาย)ของพวกเขาเอง พระองค์ทรงตรัสว่า

“โอ้บรรดามนุษย์ทั้งหลาย  พวกเจ้าสักการะพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด  ผู้ทรงสร้างพวกเจ้าและบรรดาผู้อยู่ก่อนหน้าพวกเจ้า  เพื่อพวกเจ้านั้นจะมีความยำเกรง” [อัลบะเกาะเราะฮ์: 21]  และเป้าหมายแรกนี้  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  ก็คือกุญแจดอกแรกสำหรับปลดล็อกปัญหาต่างๆ ของมนุษย์...” (มั๊จญฺมูอะฮ์ร่อซาอิล หะซัน อัลบันนา, หน้า 226)
การซิกรุลลอฮ์เป็นญะมาอะฮ์  เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างพลังในการทำงานอิสลาม  ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา  กล่าวว่า

“ได้มีฮะดีษต่างๆ บอกให้รู้ว่าศาสนาส่งเสริมให้ทำการรวมกลุ่มกันซิกรุลลอฮ์  มีฮะดีษที่รายงานโดยมุสลิม  ได้ระบุว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีชนกลุ่มหนึ่งได้ทำการนั่งซิกรุลลอฮ์  เว้นแต่บรรดามะลาอิกะฮ์จะห้อมล้อมพวกเขา  ความเมตตา(จากอัลเลาะฮ์)แผ่คลุมพวกเขา  และความสงบมั่น(อยู่กับอัลเลาะฮ์)ได้ลงมาที่(หัวใจ)ของพวกเขา  และอัลเลาะฮ์ได้เอ่ยนามพวกเขาใน(มะลาอิกะฮ์)ผู้อยู่ ณ ที่พระองค์”

และมีบรรดาฮะดีษอีกมากมายที่ท่านจะเห็นได้ว่า  ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้นได้ออกไปหาซอฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่งที่พวกเขากำลังซิกรุลลอฮ์ในมัสยิด  แล้วท่านนะบีย์ก็แจ้งข่าวดีแก่พวกเขาและไม่ทำการตำหนิแต่อย่างใด  ดังนั้นการรวมกลุ่มในการทำความดีจึงเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมในตัวของมันเองอยู่แล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อมีประโยชน์มากมายติดตามมา  เช่น  ทำให้เกิดการประสานระหว่างบรรดาหัวใจ  ทำให้มีความผูกสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น  ใช้ช่วงเวลาต่างๆ ในสิ่งที่มีประโยชน์  ได้สอนคนที่ร่ำเรียนน้อยได้เข้าใจ  และเชิดชูเอกลักษณ์ศาสนาของอัลเลาะฮ์ตะอาลา” (หะซัน อัลบันนา, มั๊จญฺมูอะฮ์ร่อซาอิล หะซัน อัล-บันนา (ม.ป.ท. ดารุชชิฮาบ, ม.ป.ป.), หน้า 340)
ท่านอัลลามะฮ์  สะอีด เฮาวา  ได้กล่าวถึงแนวทางซูฟีย์ที่เป็นปัจจัยสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามว่า “แท้จริง 90 เปอร์เซ็น ในหลายศตวรรษที่ผ่านมาของประชาชาติอิสลามนั้น  ล้วนมีความเกี่ยวพันกับตะเซาวุฟและปราชญ์ตะเซาวุฟ  ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดก็ตาม  เช่น  อยู่ในรูปแบบของการให้ความสำคัญกับตะเซาวุฟ  หรือเป็นลูกศิษย์กับปราชญ์ตะเซาวุฟ  หรือมีการเชื่อมสัมพันธ์กับพวกเขา  หรือเข้าสังกัดอยู่ในแนวทางของพวกเขา  ดังนั้นวิชาตะเซาวุฟและปราชญ์ตะเซาวุฟจึงยังคงอยู่จวบถึงปัจจุบัน  ซึ่งพวกเขาสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ที่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าถึงได้...เพราะฉะนั้นขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคใหม่   ต้องถูกกำหนดให้เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงฟื้นฟูที่มีความจำเป็น  - ซึ่งหนึ่งในคุณลักษณะพิเศษของการเคลื่อนไหวดั้งเดิมนั้น  คือมีแก่นแท้ของซูฟีย์ เหมือนกับที่ ท่านอาจารย์ หะซัน อัลบันนา นักเคลื่อนไหวอิสลามผู้อาวุโสที่สุดได้กล่าวเอาไว้ –  จากการที่ต้องเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้  แล้วทำการฟื้นฟูเพื่อหวนกลับไปสู่บรรดารากฐานที่ถูกต้องและบริสุทธิ์” (ตัรบียะตุนา อัรรูฮียะฮ์, หน้า 8, 14)

แต่ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจว่าแนวทางซูฟีย์ของท่านหะซัน อัลบันนานั้นอยู่ในแนวทางปฏิรูปบนหลักของอัลกุรอานและซุนนะฮ์และสอดคล้องกับทั้งสอง  เน้นปรับปรุงและขัดเกลาจากภายในจิตวิญญาณ  หลังจากนั้นก็ขัดเกลาสังคม  ขัดเกลาเศรษฐกิจ  ขัดเกลาการเมือง    และถ้าหากท่านผู้อ่านทำการศึกษาการทำงานศาสนาของท่านหะซัน อัลบันนา จากตำราต่างๆ ที่ท่านได้เขียนนั้น  ก็จะพบว่าท่านมีรูปแบบการทำงานที่หัวใจมีอัลเลาะฮ์  และมีความเป็นกลางไม่หย่อนยานและตึงจนเกินไป  การทำงานของท่านจะอยู่ในรูปแบบที่มีความเป็นธรรมอย่างสร้างสรรค์มิใช่ทำลาย  และสร้างความเป็นเอกภาพ (วะห์ดะฮ์) ไม่ใช่สร้างฟิตนะฮ์ให้เกิดขึ้นในประชาชาติมุสลิม  เพราะท่านทำงานศาสนาโดยมีเป้าหมายที่อัลเลาะฮ์มิใช่เพื่อแนวทางของตนเอง

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอัลลามะฮ์ อัซซัยยิด อะบุลหะซัน อันนัดวีย์  จึงกล่าวเกี่ยวกับท่านหะซัน อัลบันนาว่า “บุคลิกของผู้ก่อตั้งและแกนนำคนแรกของอิควานุลมุสลิมีนนั้นมีความเข้มแข็งและน่าหลงใหลซึ่งรวมไว้หลายด้านด้วยกัน  เขาเป็นนักกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง  มีความพยายามอย่างไม่ลดละ  มีปณิธานอันมุ่งมั่นที่ความเบื่อหน่ายไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้  เป็นความหวังที่ไม่ดับแสง  เป็นทหารที่อดหลับอดนอนอยู่ชายแดนอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย  และเบื้องหลังของทุกๆ ความพิเศษและความโดดเด่นเหล่านี้  คือปัจจัยอันเข้มแข็งที่จะละเลยเสียไม่ได้  ก็คือการขัดเกลาจิตวิญญาณของท่าน  ที่ดำเนินตามแนวทางตะเซาวุฟ และหมั่นฝึกฝน  ซึ่งในตอนเริ่มภารกิจของท่านหะซันอัลบันนา ตามที่ท่านได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า  ท่านอยู่ในสายเฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์ อัชชาซุลลียะฮ์  โดยท่านทำการมุ่งเน้นซิกรุลลอฮ์ตามแนวทางของเฏาะรีเกาะฮ์อัศศ่อหาฟียะฮ์ อัชชาซุลลียะฮ์  และทำอย่างสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  ซึ่งบรรดาผู้อาวุโสและมิตรสหายใกล้ชิดของท่านหะซันอัลบันนาได้พูดให้ฉันฟังว่า  ท่านหะซัน อัลบันนานั้นยังคงยึดวิริดของเฏาะรีเกาะฮ์ อัศศ่อหาฟียะฮ์ อัชชาซุลลียะฮ์นี้ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิตและแม้ในช่วงที่มีภารกิจติดพัน” (อะบุลหะซัน อันนัดวีย์, อัตตัฟซีร อัสสิยาซีย์ ลิลอิสลาม (ดารุ อาฟ๊าก อัลฆ่อด์, ม.ป.ป.), หน้า 130-131)

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 ท่านอิมามหะซัน อัลบันนา ตายชะฮีดโดยถูกลอบสังหารในขณะที่ท่านอยู่ในการญิฮาดเพื่ออัลเลาะฮ์ตะอาลา  ภารกิจของท่านหะซัน อัลบันนาเสร็จสิ้นแล้ว  แต่เป้าหมายและอุดุมการณ์ของท่านยังอยู่  ท่านมุห์ซิน มุฮัมมัดได้เขียนไว้ว่า  “มีรายงานจากหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษระบุว่า แท้จริง สาเหตุประการหนึ่งที่กลุ่มอิควานได้ขยายอย่างรวดเร็วคือการหวนกลับไปยังรูปแบบการดำเนินชีวิตที่สมถะและเคร่งครัดของหะซัน อัลบันนา ในฐานะมุสลิม(ธรรมดา)คนหนึ่ง(ที่ไม่ถือยศถือเกียรติแต่อย่างใด)” (ดู มุห์ซิน มุฮัมมัด อัศเศาะห์หาฟีย์, มันก่อต่าล่า หะสัน อัลบันนา [(ใครสังหารหะซันอัลบันา?] (โคโร: ดารุ อัชชุรูก, พิมพ์ครั้งที่ 2, ค.ศ. 1987/ฮ.ศ. 1407), หน้า 9)

และท่านมุห์ซิน มุฮัมมัดได้กล่าวในหน้าเดียวกันว่า “ผู้คนได้พบในรถแท็กซี่ที่นำท่านหะซัน อัลบันนาไปส่งที่โรงพยาบาลก็อสรุลอัยน์ในครั้งสุดท้ายนั้น มีเพียงลูกตัสบีห์ราคาถูก 99 เม็ด!”

โดย... อบูมุฮัมมัด อัลอัซฮะรีย์

 http://www.alkudawah.com

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คุณลักษณะของอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ




คุณลักษณะของอุละมาอ์อะฮฺลุสสุนนะฮฺ
จากเว็ปไซต์ www.salafy.or.id/
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur


ใครคืออุละมาอ์?

ท่านอิบนุ ญุร็อจญ์ เราะหิมะฮุลลอฮ ได้นำเสนอ(ทัศนะ)จากท่านอะฏออ์ ว่าท่านกล่าวว่า “ผู้ใดรู้จักอัลลอฮ เขาก็คือผู้รู้-อาลิม” (ญามิอฺ บะยาน อิลมุ วะ ฟัฎลิฮฺ หน้า 2/49)

อัช-ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน เราะหิมะฮุลลอฮ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ กิตาบุล อิลมฺ ว่า “อุละมาอ์ คือ ผู้ที่เผยแพร่ความรู้ของพวกเขาเพื่อให้เกิดความยำเกรงต่ออัลลอฮ” (กิตาบุล อิลมฺ หน้า 147)

ท่านบัดรุดดีน อัล-กินานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา(อุละมาอ์) คือ ผู้ที่อธิบายทุกสิ่งที่หะลาลและหะรอม และเรียกร้องไปสู่สิ่งดีงาม พร้อมกับปฏิเสธชั่วร้ายทั้งมวล”(ตัซกิยะตุส สามิอฺ หน้า 31)

ท่านอับดุสสลาม บิน บัรญัส เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “ผู้ที่คู่ควรต่อการเรียกว่าเป็น “ผู้รู้-อาลิม” นั้น จำนวนของพวกเขามีน้อย และไม่ถือว่าเกินเลยแต่อย่างใด หากเราจะกล่าวว่าแทบจะไม่มี(มีน้อยมาก) อันเป็นเพราะ คุณลักษณะของผู้รู้นั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่มีอยู่ที่บุคคลที่อ้างตน(หรือผู้อื่นอ้างให้)ว่ามีความรู้ในยุคสมัยนี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้รู้-อาลิม หากเพียงแค่มีความสามารถในการพูดหรือเขียน (ตลอดจน)ผู้ที่เผยแพร่งานเขียนต่างๆ หรือผู้ที่ตรวจทานหนังสือต่างๆด้วยมือ หากผู้รู้-อาลิมถูกเทียบเช่นนี้แล้ว ก็จบกัน(หมายถึง ผู้รู้ก็จะมีอย่างมากมาย) แต่มโนภาพเช่นนี้แหล่ะ ที่มักจะเกาะติดอยู่ในความคิดของคนที่ไม่มีความรู้ดังนั้น จึงมีคนจำนวนมากถูกหลอกด้วยกับความสามารถของคนๆนหนึ่ง และถูกหลอกด้วยความเชี่ยวชาญในการประพันธ์งานเขียน ทั้งๆที่เขามิใช่อุละมาอ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนประหลาดใจ ผู้รู้-อาลิมที่แท้จริงนั้นคือ ผู้ที่มีความรู้ศาสนาอย่างลึกซึ้ง รู้บทบัญญัติของอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ มีความรู้อุศูลุลฟิกฮฺ เช่น การนาสิคและมันสูค , มุฏลัก , มุก็อยยัด , มุจญ์มัล , มุฟัสสัร และผู้ที่สำรวจคำพูดของสะลัฟ(มาใช้พิจารณาและปฏิบัติตาม) เมื่อพวกเขาประสบกับความขัดแย้ง” (วุญูบุล อิรติบาฎ บิ อุละมาอ์ หน้า 8)

อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสถึงคุณลักษณะเฉพาะของผู้รู้-อาลิม ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคนส่วนมากที่อ้างว่ามีความรู้ หรือที่ถูกยอมรับว่าเป็นผู้รู้ หรืออาจจะถึงขั้นเรียกว่า วะลิยุลลอฮ-คนรักของอัลลอฮ พระองค์ตรัสว่า

إِنَّمَا يَخْشَى اللَّهَ مِنْ عِبَادِهِ الْعُلَمَاء

แท้จริง บรรดาผู้ที่มีความรู้จากปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้นที่เกรงกลัวอัลลอฮ (สูเราะฮฺฟาฏิร 35 : 28)

คุณลักษณะของอุละมาอ์

บทความนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ทราบว่า ใครคือผู้ที่คู่ควรได้รับการเรียกขานว่าเป็นอุละมาอ์ และบุญคุณของพวกเขาในการปกป้องอิสลามและมุสลิมจากศัตรูของศาสนา เริ่มตั้งแต่ยุคสมัยที่ดีที่สุด นั่นคือ ยุคเศาะหาบะฮฺ จนถึงปัจจุบันบทความชิ้นนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพที่ถูกต้องแก่พี่น้องมุสลิมบางส่วนที่มอบชื่อ อุละมาอ์ ให้แก่บุคคลที่ไม่คู่ควรได้รับมัน

A- มุสลิมบางคนดูแคลนสิทธิของอุละมาอ์ สำหรับพวกเขาแล้ว อุละมาอ์ก็คือ ผู้ที่มีความสามารถในการเล่นลิ้น(ในการพูด) และประดับประดาคำพูดของพวกเขาด้วยเรื่องเล่า กวีโคลงกลอน หรือความรู้บำบัดหัวใจ(ให้อ่อนโยน)

B- มุสลิมบางคนยึดถืออุละมาอ์เป็น บุคคลที่เข้าใจชีวิต(ทั้งหมด)และลึกซึ้งกับมัน เป็นบุคคลที่กล้าหาญในการต่อต้านผู้นำผู้ปกครอง(แน่นอนว่า ด้วยปราศจากทางนำของความรู้)

C- ในหมู่พวกเขามีผู้ที่เข้าใจว่า อุละมาอ์คือ หนอนหนังสือ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าใจในเนื้อหาของมันตามการเข้าใจของชนยุคสะลัฟก็ตาม

D- ในหมู่พวกเขามีผู้ที่เข้าใจว่า อุละมาอ์คือ ผู้ที่อพยพ-ย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อการดะอฺวะฮฺผู้คน พวกเขากล่าวว่า เราไม่ต้องการตำราหนังสือ แต่เราต้องการดาอีย์และงานดะอฺวะฮฺ

E- มุสลิมบางคนไม่สามารถแยกแยะออกได้ ระหว่างผู้รู้-อาลิม กับนักเล่า(หรือนักบรรยาย)และนักตักเตือน รวมถึงระหว่างนักศึกษากับอุละมาอ์ สำหรับพวกเขาแล้ว นักเล่าเรื่อง(หรือนักบรรยาย)นั้นคืออุละมาอ์ ที่เป็นแหล่งรับความรู้และถามปัญหา

ส่วนหนึ่งจากคุณลักษณะของอุละมาอ์ คือ

1- อิบนุ เราะญับ อัล-หัมบะลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา คือ ผู้ที่ไม่ต้องการตำแหน่ง และรังเกียจการยกย่องสรรเสริญ และไม่โอ้อวด(หรือยิ่งยโส)ต่อใครๆ ” อัล-หะสัน กล่าวว่า “ผู้รู้(ฟากิฮฺ) คือ ผู้ที่มีความสมถะต่อดุนยา และรักในอาคิเราะฮฺ มีความรู้(ที่ลึกซึ้งและแม่นยำ)เกี่ยวกับศาสนา และทำการอิบาดะฮฺต่อพระผุ้อภิบาลของเขาอยู่เสมอ”ในอีกรายงาน ระบุว่า “คือผู้ที่ไม่อิจฉาต่อใครคนใดที่อยู่สูงกว่าตน และไม่ดูถูกดูแคลนใครที่(มีฐานะ)อยู่เบื้องล่างตนเอง และไม่รับค้าข้างในการเผยแพร่ความรู้ของอัลลอฮแต่อย่างใด” (อัล-คิฏอบุล มินบะริยยะฮฺ 1/177)

2- อิบนุ เราะญับ อัล-หัมบะลีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ กล่าวว่า “พวกเขา(อุละมาอ์) คือ ผู้ที่ไม่อ้างตนว่าเป็นผู้มีความรู้ ไม่ภูมิใจในความรู้ของตนเองเหนือผู้อื่น และจะไม่จดจ่ออยู่กับการตัดสินคนโง่เขลาว่าเป็นผู้สวนทางสุนนะฮฺ”

3- อิบนุ เราะญับ อัล-หัมบะลีย์ กล่าวว่า “พวกเขา(อุละมาอ์) คือ ผู้คิดในแง่ร้ายต่อตัวของพวกเขาเอง และคิดในแง่ดีต่ออุละมาอ์สะลัฟ และพวกเขายอมรับในบรรดาอุละมาอ์ก่อนหน้าพวกเขา และยอมรับว่า พวกเขามิอาจบรรลุไปถึงขั้นของพวกเขา หรือใกล้เคียงพวกเขาได้”

4- พวกเขามีความเห็นว่า สัจธรรมและทางนำนั้น มีอยู่ในการทำตามสิ่งที่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงประทานมาให้ อัลลอฮ ทรงตรัสว่า

وَيَرَى الَّذِينَ أُوتُوا الْعِلْمَ الَّذِي أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ هُوَ الْحَقَّ وَيَهْدِي إِلَى صِرَاطِ الْعَزِيزِ الْحَمِيدِ

และผู้ที่ได้รับความรู้จะตระหนักดีว่า สิ่งที่ได้ถูกประทานแก่เจ้าจากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นสัจธรรม และจะชี้นำไปสู่แนวทางแห่งพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ (สูเราะฮฺสะบะอ์ 34 : 6)

5- พวกเขาคือ ผู้ที่เข้าใจดีที่สุดในการอุปมาอุปมัยของอัลลอฮในคัมภีร์อัล-กุรอาน ตลอดจนสิ่งที่อัลลอฮและเราะสูลของพระองค์ประสงค์ อัลลอฮฺ ตรัสว่า

وَتِلْكَ الْأَمْثَالُ نَضْرِبُهَا لِلنَّاسِ وَمَا يَعْقِلُهَا إِلَّا الْعَالِمُونَ

และเหล่านี้คืออุปมาทั้งหลายที่เราได้เปรียบเทียบมัน สำหรับปวงมนุษย์แต่ไม่มีผู้ใดตระหนักมันหรอก นอกจากผู้มีความรู้ (สูเราะฮฺอัล-อังกะบูต 29 : 43)

6- พวกเขาเขาคือ ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์หุกุ่มและการเข้าใจมัน อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า

وَإِذَا جَاءَهُمْ أَمْرٌ مِّنَ الْأَمْنِ أَوِ الْخَوْفِ أَذَاعُوا بِهِ ۖ وَلَوْ رَدُّوهُ إِلَى الرَّسُولِ وَإِلَىٰ أُولِي الْأَمْرِ مِنْهُمْ لَعَلِمَهُ الَّذِينَ يَسْتَنبِطُونَهُ مِنْهُمْ ۗ وَلَوْلَا فَضْلُ اللَّـهِ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَتُهُ لَاتَّبَعْتُمُ الشَّيْطَانَ إِلَّا قَلِيلًا

ละเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขาจะเป็นความปลอดภัยก็ดีหรือความกลัวก็ดี พวกเขาก็จะแพร่มันออกไปและหากว่าพวกเขาให้มันกลับไปยังเราะสูล และยังผู้ปกครองการงานในหมู่พวกเขาแล้ว แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากมิใช่ความเมตตาของอัลลอฮที่มีต่อพวกเจ้าแล้ว แน่นอน พวกเจ้าก็คงปฏิบัติตามชัยตอนไปแล้ว นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4 : 83)

7- พวกเขาคือ ผู้ที่นอบน้อมและยอมตนในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา พระองค์ตรัสว่า

قُلْ آمِنُواْ بِهِ أَوْ لاَ تُؤْمِنُواْ إِنَّ الَّذِينَ أُوتُواْ الْعِلْمَ مِن قَبْلِهِ إِذَا يُتْلَى عَلَيْهِمْ يَخِرُّونَ لِلأَذْقَانِ سُجَّدًاوَيَقُولُونَ سُبْحَانَ رَبِّنَا إِن كَانَ وَعْدُ رَبِّنَا لَمَفْعُولاًوَيَخِرُّونَ لِلأَذْقَانِ يَبْكُونَ وَيَزِيدُهُمْ خُشُوعًا

จงกล่าวเถิดมุหัมมัด พวกท่านจะศรัทธาในมันหรือไม่ศรัทธาก็ตามแท้จริง บรรดาผู้ได้รับความรู้ก่อนหน้ามันนั้นเมื่อมันได้ถูกอ่านแก่พวกเขาพวกเขาจะหมอบราบลง ใบหน้าจรดพื้นเพื่อสุญด และพวกเขาจะกล่าวว่า มหาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าของเรา สัญญาของพระเจ้าของเรานั้นแน่นอน ย่อมถูกปฏิบัติให้ครบถ้วน และพวกเขาจะหมอบราบลงใบหน้าจรดพื้นพลางร้องไห้และมันจะเพิ่มการสำรวมแก่พวกเขา (สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ 17 : 107-109)

(มุอามะละตุล อุละมาอ์ เขียนโดย ชัยคฺ มุหัมมัด บิน อุมัร บิน สาลิม บัซมูล , วุญูบ อัล-อิรติบาฎ บิล อุละมาอ์ เขียนโดย ชัยคฺ หะสัน บิน กอสิม อัร-ริมีย์)

นี่คือคุณลักษณะบางประการของอุละมาอ์ที่แท้จริง ที่อัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ทรงตรัสไว้ในอัล-กุรอาน และในสุนนะฮฺของท่านเราะสูล ผู้แสดงท่าทีเป็นผู้รู้และสวมเครื่องแต่งกายของพวกเขาก็เป็นที่ชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่คู่ควรที่จะสวมใส่มัน ทั้งหมดนี้ได้เปิดเผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของอุละมาอ์อะฮฺลุลบิดอะฮฺ ซึ่งพวกเขามิได้เป็นดังชื่อเรียกขานแต่อย่างใด พวกเขาห่างไกลจากอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺ และออกนอกแนวทางสะลัฟ

ตัวอย่างอุละมาอ์ร็อบบานีย์

ในส่วนนี้นั้น มิได้ต้องการจำกัดอยู่แค่เพียงพวกเขา แต่ถือเป็นตัวอย่างชีวิตของอุละมาอ์(ที่เราจะได้นำมาใคร่ครวญ และนำมาใช้ในการพิจารณาว่า ใครคืออุละมาอ์ที่แท้จริง กับผู้คนในปัจจุบัน-ผู้แปล) แม้นว่าพวกเขาจะกลับไปยังอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา แล้วก็ตาม พวกเขามีชีวิตด้วยบุญคุณของพวกเขาเองที่มีต่ออิสลามและชาวมุสลิม และด้วยงานมรดกแห่งงานเขียนของพวกเขา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1- จากยุคเศาะหาบะฮฺ ซึ่งนำโดย เคาะลีฟะฮฺ อัร-รอชิดีน ทั้งสี่ท่าน คือ ท่านอบูบักร , อุมัร , อุษมาน และอลี

2- ยุคตาบิอีน ในแกนนำอุละมาอ์ของพวกเขา ก็คือ ท่านสะอีด บิน อัล-มุสสัยยับ(เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 90) ท่านอุรวะฮฺ บิน อัซ-ซุบัยรฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 93) ท่านอลี บิน หุสัยนฺ ซัยนัลอาบิอีน (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 93) ท่านมุหัมมัด บิน อัล-หะนะฟียยะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 80) ท่านอุบัยดุลลอฮ บิน อับดุลลอฮ บิน อุตบะฮฺ บิน มัสอูด (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 94 หรือหลังจากนั้น) ท่านสาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 106) ท่านหะสัน อัล-บัศรีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 110) ท่านมุหัมมัด บิน สิรีน (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 110) ท่านอุมัร บิน อับดุลอะซีซ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 101) และท่านมุหัมมัด บิน ชิฮาบ อัซ-ซุฮฺรีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 125)

3- ยุคตาบิอิต ตาบิอีน ในบรรดาแกนนำผู้รู้ของพวกเขา ได้แก่ อัล-อิมามมาลิก (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 179) ท่านอัล-เอาซาอีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 107) ท่านสุฟยาน บิน สะอีด อัษ-เษารีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 161) ท่านสุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 198) ท่านอิสมาอีล บิน อุลัยยะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 193) ท่านอัล-ลัยษฺ บิน สะอดฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่175) และท่านอบูหะนิฟีย์ บิน อัน-นุอฺมาน (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 150)

4- ยุคหลังจากพวกเขา ได้แก่ ท่านอับดุลลอฮ บิน อัล-มุบาร็อก (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 181) ท่านวากิอฺ บิน ญัรรอหฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 197) ท่านมุหัมมัด บิน อิดรีส อัช-ชาฟิอีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 203) ท่านอับดุรเราะหฺมาน บิน มะฮฺดีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 198) ท่านยะหฺยา บิน สะอีด อัล-ก็อฏฏอน (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 198) และท่านอัฟฟาน บิน มุสลิม (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 219)

5- ลูกศิษย์ของพวกเขา ได้แก่ อัล-อิมามอะหฺมัด บิน หัมบัล (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 241) ท่านยะหฺยา บิน มะอีน (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 233) และท่านอลี บิน อัล-มาดินีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 234)

6- ลูกศิษย์ของพวกเขา เช่น อัล-อิมามอัล-บุคอรีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่256) อัล-อิมามมุสลิม (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 261) อบูหาติม (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 277) อบูซุรอะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 264) อบูดาวูด (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 275) อัต-ติรมีซีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 279) และอัน-นะสาอีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 303)

7- ชนยุคหลังพวกเขา เช่น อิบนุญะรีร (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 310) อิบนุคุซัยมะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 311) อัด-ดารุกุฏนีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่385) อัล-เคาะฏีบ อัล-บัฆดาดีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 463) อิบนุอับดิลบัร อัน-นุมัยรีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 463)

8- ชนยุคหลังพวกเขา เช่น อับดุลฆอนิย์ อัล-มักดีสีย์ , อิบนุกุดามะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 620) อิบนุเศาะลาฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 643) อิบนุตัยมียะฮฺ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 728) อัล-มิซซีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 743) อัซ-ซะฮะบีย์ (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 748) อิบนุกะษีร (เสียชีวิตในปีฮิจเราะฮฺที่ 774) และอุละมาอ์ยุคเดียวกันกับพวกเขา และลูกศิษย์ของพวกเขาที่ดำเนินตามแนวทางของพวกเขาในการยึดมั่นกับอัล-กุรอานและอัส-สุนนะฮฺจนถึงวันนี้

9- ตัวอย่างอุละมาอ์(ร็อบบานีย์)ในยุคสมัยนี้ เช่น ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ , ชัยคฺ มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ , ชัยคฺ มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน , ชัยคฺ มุหัมมัด อะมาน อัล-ญามิอฺ , ชัยคฺ มุกบิล บิน ฮาดีย์ อัล-วาดิอีย์ และคนอื่นๆที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในยุคสมัยของเรา และชัยคฺ อะหฺมัด บิน ยะหฺยา อัน-นัจญ์มีย์ , ชัยคฺ ศอลิหฺ บิน เฟาซาน บิน อับดุลลอฮ อัล-เฟาซาน , ชัยคฺ ซัยดฺ อัล-มัดคอลีย์ , ชัยคฺ อับดุลอะซีซ อะลู ชัยคฺ , ชัยคฺ อับดุลมุหฺสิน อัล-อับบาด , ชัยคฺ อัล-ฆุดัยยาน , ชัยคฺ ศอลิหฺ อัล-ลุหัยดาน , ชัยคฺ ศอลิหฺ อัส-สุหัยมีย์ , ชัยคฺ อุบัยดฺ อัล-ญาบรีย์ และคนอื่นๆที่ดำเนินตามแนวทางของพวกเขาบนแนวทางสะลัฟ (มุญูบ อิรติบาฏ บิ อุละมาอ์)

วัลลอฮุอะอฺลัม

(นำมาจาก วารสารอัช-ชะรีอะฮฺ เล่มที่ 1 หมายเลขที่ 12 ปีฮิจเราะฮฺที่ 1425 ปีคริสตศักราชที่ 2005 หัวข้อ คุณลักษณะของอุละมาอ์ เขียนโดย อัล-อุสตาซ อบู อุสามะฮฺ บิน เราะวียะฮฺ อัน-นะวะวีย์)

การละหมาดของสะละฟุศศอลิหฺ



การละหมาดของสะละฟุศศอลิหฺ
เขียนโดย อับดุลมะลิก อัล-กอสิม
จากเว็ปไซต์ abuzuhriy.com
แปลและเรียบเรียงโดย Zunnur


สะลัฟท่านหนึ่งกล่าวว่า “เป็นเวลานานสี่สิบปี ที่อะซานมิเคยถูกประกาศขึ้น เว้นแต่สะอีด บิน อัล-มุสัยยับ ได้อยู่ที่มัสญิดก่อนหน้านั้น” (เฏาะบะกอต อัล-หะนะบีละฮฺ 1/141 , หิลยาต อัล-เอาลิยาอ์ 2/163 , ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 2/80)

ท่านอุมัรเป็นลมเมื่อถูกแทง อัล-มุสวัร บิน มุคเราะมะฮฺ กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาได้ นอกจากการอาซาน ขณะเขายังมีชีวิต”

พวกเขาถามท่านว่า “การละหมาดได้สิ้นสุดลงแล้วครับ ท่านอมีรุล มุอ์มินีน”

ท่านอุมัรจึงลุกขึ้นและกล่าวว่า “จงละหมาดเถิด ขอสาบานต่ออัลลอฮ แท้จริงไม่มีส่วนแบ่งในอิสลามสำหรับผู้ที่ละทิ้งการละหมาด”

อัล-มุสวัร กล่าวว่า “ท่านละหมาด ในขณะที่เลือดก็ยังไหลออกมาจากแปลที่ถูกแทง”  (ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 2/131 , อัส-สิยัร 5/220)

หลังจากที่อัร-รอบิอฺ บิน ค็อยษัม เป็นอัมพาต เขาก็ยังคงไปละหมาดที่มัสญิดด้วยการช่วยเหลือของชายสองคน มีผู้กล่าวกับเขาว่า

“โอ้อบูยะซีด ท่านมีข้อผ่อนปรนในการที่จะละหมาดที่ละหมาดของท่าน”

ท่านจึงตอบว่า “แต่ฉันได้ยินคำเรียกขานว่า หัยยะ อะลัล ฟะลาหฺ-จงมาสู่ชัยชนะเถิด และฉันคิดว่า ใครที่ได้ยินสิ่งนี้ เขาจะต้องตอบรับ แม้นด้วยการคลานไปก็ตาม”(หิลยาต อัล-เอาลิยาอ์ 2/113)

ท่านอลี บิน หาติม เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ทุกครั้งที่เวลาละหมาดมาถึง มันได้มายังฉัน ในขณะที่ฉันปราถนาที่จะปฏิบัติมัน และฉันพร้อมที่จะทำมัน” (อัซ-ซุฮดฺ โดย อะหฺมัด หน้า 249)

ท่านอบูบักรฺ บิน อับดุลลอฮ อัล-มุซานีย์ กล่าวว่า “ผู้ใดจะเหมือนเจ้า โอ้ลูกหลานอาดัม เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหวังในสิ่งหนึ่ง จงใช้น้ำทำวุฎูอ์เถิด และจงไปยังสถานที่ละหมาด และจงรู้สึกถึงการมาของพระผู้อภิบาลของบเจ้า โดยไม่มีผู้สื่อสาร(คนกลาง)หรือสิ่งกีดขวางระหว่างเจ้ากับพระองค์” (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ 9/256)

อบู อะลิยะฮฺ กล่าวว่า “ฉันจะเดินทางไปในวันหนึ่งเพื่อพบเจอกับใครบางคน และสิ่งแรกที่ฉันจะมองไปยังเขา ก็คือ การละหมาด หากเขายืนทำการละหมาดอย่างสมบูรณ์และตรงต่อเวลา ฉันก็จะอยู่ร่วมกับเขา และรับเอาความรู้จากเขา แต่หากฉันพบว่าเขาไม่ใส่ใจต่อการละหมาด ฉันก็จะทิ้งจากเขาไป และจะกล่าวกับตัวเองว่า นอกเหนือจากนั้น(การละหมาด) เขาก็ย่อมไม่ใส่ด้วยอย่างแน่นอน”

สะลัฟท่านหนึ่งกล่าวว่า เมื่อท่านอลี บิน  หุสัยนฺ ได้ทำวุฎูอ์อย่างสมบูรณืแล้ว ใบหน้าของท่านก็ได้เปลี่ยนไป ครอบครัวของท่านจึงสอบถามว่าทำไม ท่านตอบว่า “พวกท่านทราบหรือไม่ว่า ฉันจะได้พบเจอกับใครหลังจากนี้?”

ท่านยะซีด บิน อับดุลลอฮ ถูกถามว่า “หากเราเพิ่มหลังคามัสญิดของเราแห่งนี้จะดีไหม?” ท่านตอบว่า “จงทำให้หัวใจของท่านบริสุทธิ์เถิด แล้วมัสญิดของท่านจะเป็นที่พอเพียงสำหรับตัวท่าน” (หิลยาต อัล-เอาลิยาอ์ 2/312)

ท่านอะดีย์ บิน หาติม เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า “ตั้งแต่ฉันเป็นมุสลิม ฉันมักจะตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่า เมื่อเสียงอะซานถูกประกาศขึ้นนั้น ฉันได้ทำการวุฎูอ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” (อัส-สิยัร 3/160)

ท่านอุบัยดฺ บิน ญะอฺฟัร กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นบิชรฺ บิน มัสนูร ลุงของฉัน ไม่ทันตักบัรครั้งแรก(ตักบีเราะตุลอิหฺรอม)…” (ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 3/376)

ท่านอิบนุ สะมาอะฮฺ กล่าวว่า “เป็นเวลา 40 ปี ฉันไม่ทันตักบีรแรก(ของละหมาด)เพียงแค่ครั้งเดียว นั่นคือ ครั้นเมื่อมารดาของฉันเสียชีวิต” (อัส-สิยัร 10/646)

สะละฟุศศอลิหฺท่านหนึ่ง กล่าวว่า “เมื่อท่านรู้ว่า มีคนๆหนึ่งดูแคลนการ(มาละหมาดให้ทัน)ตักบีรแรก ดังนั้น จงชำระตนเองให้บริสุทธิ์จากเขาเถิด(คือ จงห่างไกลจากเขาเถิด)” (อัส-สิยัร 5/65 , ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 3/88)

สุฟยาน บิน อุยัยนะฮฺ กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของการให้เกียรติการละหมาด คือ การมาก่อนอิกอมะฮฺจะถูกประกาศขึ้น” (ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 2/235)

มัยมูน บิน มะหฺรอน มามัสญิดสาย และเมื่อผู้คนได้แจ้งให้เขาทราบว่า พวกเขาได้เสร็จสิ้นการละหมาดแล้ว เขาก็ได้กล่าวขึ้นว่า

“อินนา ลิลลาฮิ วะ อินนา อิลัยฮิ รอญิฮุน-เราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ และสำหรับพระองค์นั้นที่เราจะกลับไป! ฉันชอบที่จะเลือกมาละหมาด(ให้ทัน)ญะมาอะฮฺ มากกว่าการเป็นผู้ปกครองเมืองอิรัคเสียอีก!” (มุกาเศาะฟาต อัล-กุลูบ หน้า 364)

ท่านยูนุส บิน อับดุลลอฮ กล่าวว่า “มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับฉันหรือ? เมื่อไก่ของฉันได้หายไป ฉันรู้สึกกระวนกระวาย แต่มันฉันมาละหมาดญะมาอะฮฺสาย ฉันกลับไม่รู้สึกเศร้าเสียใจเลย!” (หิลยาต อัล-เอาลิยาอ์ 3/19)

ท่านอุมัร ได้กล่าวไว้ขณะยืนบนมิมบัร ว่า “ผู้ศรัทธาที่มีเส้นผมสีขาวในอิสลาม(เนื่องจากเข้ารับอิสลามนานแล้ว)ที่ยังไม่เคยประกอบอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์!” ท่านจึงถูกถามว่า “ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?” ท่านตอบว่า “เพราะเขายังไม่ละหมาดอย่างสมบูรณ์ เพราะการละหมาดนั้นจำเป็นต้องมีความสงบ(คุชูอฺ) , ความมุ่งมั่น และการถวายหัวใจให้อัลลอฮ” (อัล-อิหฺยาอ์ 10/202)

ท่านหัมมาด บิน สะละมะฮฺ กล่าวว่า “ฉันไม่เคยยืนขึ้นละหมาด โดยมิได้จินตนาการว่า ญะฮันนัมกำลังอยู่ต่อหน้าฉัน” (ตัซกิร็อต อัล-หุฟฟาซ 1/219)

ท่านมุอ๊าซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ได้ตักเตือนลูกของท่านไว้ว่า “โอ้ลูกเอ๋ย จงละหมาดดั่งการละหมาดของคนที่กำลังจะจากไป และจงคิดว่าลูกจะไม่ได้ละหมาดอีกเลย และจงรู้ไว้เถิดว่า มุสลิมนั้นตายลงระหว่างความดีสองประการ ความดีประการแรกคือ ขณะกำลังทำมัน(ความดี) และอีกประการหนึ่ง คือ ขณะที่เขามีเจตนาที่จะทำมัน” (ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 1/496)

ท่านบักรฺ อัล-มุซานีย์ กล่าวว่า “หากท่านต้องการให้การละหมาดมีประโยชน์แก่ตนเอง ก็จงกล่าวกับตัวเองเถิดว่า : ฉันไม่จะไม่มีโอกาสละหมาดอีกต่อไปแล้ว” (ญามิอุล อุลูม วัล-หิกัม หน้า 466)

ศุบรูมะฮฺ กล่าวว่า “ฉันเป็นเพื่อนกับกัรซฺ อัล-หะริษีย์ ขณะเดินทาง เมื่อเขาต้องการปลูกเต้นท์ในเมืองแห่งหนึ่ง เขาก็จะตรวจสอบมันอย่างรอบคอบ และเมื่อเขาพบพื้นที่ที่เขาชอบแล้ว เขาก็จะไปยังที่นั่น และละหมาดที่นั่น จนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องจากที่นั่นไป” (ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 3/120)

ท่านอัล-กอสิม บิน มุหัมมัด กล่าวว่า “เมื่อฉันเดินทางในเวลาเช้า ฉันก็ได้พบกับอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ(ป้าของท่าน) และได้ทักทายท่าน ครั้งหนึ่ง ฉันพบว่าท่านกำลังละหมาดฎุฮา อ่านอายะฮฺนี้หลายรอบ พร้อมกับร้องไห้ และวิงวอนขอต่ออัลลอฮว่า “ดังนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงโปรดปรานแก่เรา และได้ทรงปกป้องเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งลมร้อน” (อัฏ-ฏูร 52 : 27) ฉันยืนนิ่งจนกระทั่งฉันรู้สึกเบื่อ และฉันก็ได้จากเธอไป และได้ไปยังตลาดเพื่อทำบางอย่าง และฉันก็กล่าวกับตัวเองว่า “เมื่อฉันทำสิ่งนี้เสร็จแล้ว ฉันจะกลับไป(ยังท่านหญิงอาอิชะฮฺ)” เมื่อฉันเสร็จสิ้นแล้ว ฉันก็ยังคงพบท่านหญิงกำลังยืนละหมาด ยังอ่านอายะฮฺเดิม ร้องไห้ และวิงวอนขอต่ออัลลอฮ” (อัล-อิหฺยาอ์ 4/436)

ท่านมัยมูน บิน หัยยาน กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นมุสลิม บิน ยะสาร ขยับศรีษะเลยขณะละหมาด ทั้งในการละหมาดที่สั้นและยาว  ครั้งหนึ่ง ส่วนหนึ่งของมัสญิดพังถล่มลงมา เสียงถล่มดังลั่นจนทำให้ผู้คนหวาดกลัว ในขณะที่เขานั้น ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แม้แท้ศรีษะของเขาก็ยังไม่ขยับเลย และเขาก็ยังคงละหมาดต่อไป” (อัซ-ซุฮดฺ โดย อิมามอะหฺมัด หน้า 359)

สะลัฟท่านหนึ่ง กล่าวว่า “ฉันเป็นเพื่อนกับอะฏออ์ บิน เราะบาฮฺ นานแปดปี เมื่อเขาชราภาพแล้ว เขาเคยยืนละหมาดและอ่านกุรอานประมาณ 200 อายะฮฺจากสูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ ด้วยการยืนที่มั่นคงและแข็งแรง จนไม่เห็นว่ามีอวัยวะใดๆจากร่างกายเขาขยับเลยแม้แต่น้อย” (อัส-สิยัร 5/87 , ศิฟะตุศ ศ็อฟวะฮฺ 2/213)

ท่านอบูบักรฺ บิน อัยยาศ กล่าวว่า “เมื่อท่านมองไปยังหะบีบ บิน อบูษาบิต ขณะสูญูด ท่านจะคิดว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากการสุญูดที่ยาวนานของเขา” (อัส-สิยัร 5/291)

ท่านอลี บิน อัล-ฟุฎ็อยลฺ กล่าวว่า “ฉันเห็นอัษ-เษารีย์ ในการสุญูดขณะละหมาด และฉันก็ได้ทำการเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺเป็นจำนวน 7 รอบ (และพบว่า)เขาพึ่งยกศรีษะจากการสุญูด” (อัส-สิยัร 7/277)

เมื่อหาติม อัล-อะสัมมฺ ถูกถามเกี่ยวกับการละหมาดของเขา เขากล่าวว่า “เมื่อเวลาละหมาดใกล้เข้ามา ฉันก็จะทำการวุฎูอ์อย่างสมบูรณ์ และไปยังที่ที่ฉันจะทำการละหมาด(มัสญิด) แล้วฉันก็ยืนขึ้นและละหมาด จินตนาการว่า กะอฺบะฮฺกำลังอยู่เบื้องหน้าฉัน สววรค์อยู่ด้านขวาของฉัน นรกอยู่ด้านซ้ายของฉัน และมลาอิกะฮฺแห่งความตายกำลังอยู่เบื้องหลังฉัน ฉันคิดว่านั่นคือการละหมาดครั้งสุดท้ายของฉัน ฉันยืนด้วยความหวัง(ในสวรรค์)อย่างเปี่ยมล้น และเกรงกลัว(ต่อนรก) และฉันก็กล่าวตักบีรพร้อมกับเจตนาที่สัจจริงและบริสุทธิ์ใจ ฉันอ่านอัล-กุรอานอย่างช้าๆ ฉันรุกูอฺด้วยความน้อบน้อม แล้วฉันก็สุญูดอย่างสงบ แล้วนั่งลงบนขาข้างซ้าย โดยเท้าซ้ายของฉันแนบกับพื้นดิน และเท้าขวาตั้งตรง และละหมาดด้วยความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้น ฉันไม่รู้ว่า ละหมาดของฉันถูกตอบรับหรือไม่” (อัล-อิหฺยาอ์ 1/179)

สะลัฟท่านหนึ่งกล่าวว่า “โอ้ลูกหลานอาดัม หากท่านต้องการส่วนหนึ่งในการมีชีวิตนี้  ดังนั้น ท่านต้องการมากกว่าสำหรับวันพรุ่งนี้(อาคิเราะฮฺ) หากท่านรักษาส่วนหนึ่งในการมีชีวิตนี้ ดังนั้น ท่านจะสูญเสียส่วนของท่านในวันพรุ่งนี้ และท่านจะถูกห้อมล้อมไปด้วยการสูญเสียส่วนหนึ่งในชีวิตของท่านอีกครั้ง หากท่านรักษาส่วนของท่านสำหรับวันพรุ่งนี้ ท่านก็จะได้รับและมีชัยชนะในทุกๆส่วนของชีวิตนี้อย่างง่ายดาย” (ฟาฎออิล อัซ-ซิกรฺ โดย อิบนุล เญาซีย์ หน้า 19)

http://bushrohouse.wordpress.com

กลับไปเหมือน อัส- สะลาฟุศศอลิหฺ



อุมมะตุล วะฮิดะฮฺ จักบังเกิด ความขัดแย้ง
จักลดน้อย เมื่อเรากลับไปเหมือน อัส-
สะลาฟุศศอลิหฺ



>>>        สามารถปลดปล่อย1. คือหนทางเดียวที่ให้พ้น
งการแตกแยกจากสภาพแห่ และการ
เป็นพรรคพวก(ฮิซบียฺ) และทำ
ให้แถวต่างๆของมุสลิมทั้งหลาย
เป็นหนึ่งเดียวกันได้ โดยเฉพาะ
ในระดับอุละมาอฺและบรรดานักดะวะฮฺ
ในฐานะที่มันเป็นวะห์ยูจากอัลลอฮฺ ตะอาลา
และเป็นทางนำของท่านนี(ศ็อลฯ) และ
เป็นสิ่งที่ชนยุคแรกคือเหล่าเศาะฮาบะฮฺ
ผู้มีเกียรติยึดถือมา ขณะที่การร่วมกันบนสิ่งอื่น
ย่อมนำสู่บั้นจากนี้ปลายแห่งการแตกแยก
การขัดแย้งอย่างมิจบสิ้นจะกลายเป็น
ความปราชัยในที่สุด ดั่งสภาพที่กำลังประสพ
บันสลิมเช่นกับบรรดามุในปัจจุ
สว่าอัลลอฮฺตะอาลาตรั “และผู้
ใดที่ฝ่าฝืนเราะซูลหลังจากที่ทางนำอันถูก
ต้องดัประจักษ์แก่เขาแล้ว และเขายังปฏิบัต­
ตามที่มิิใช่ทางของบรรดาผู้ศรัทธานั้น เราก็
จะให้เขาหันไปตามที่เขาได้หันไป และเรา
จะให้เขาเข้ายนรกญะฮันนัมและมันเป็นที่กล­
งบอันชั่วร้ายยิั่” (อัน-นิซาอฺ :115)
ม2. ทำให้แถวของมุสลิทั้งหลายเป็นเอกภาพ
และเข้มแข็งและรวมเป็นหนึ่งเดียว
กันบนสัจธรรมและเป็นไป
ได้เพื่อสัจธรรมนั้นอย่างแท้จริง สอดรับ
ในคำบัญชาอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ตรัสว่า “
และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺ
ยงโดยพร้อมเพรีกันทั้งหมด
และจงอย่าแตกแยกกัน” (อาลิ-อิมรอน :103)
เพราะแท้จริงแล้ว ดแย้งสาเหตุแห่งความขั
ในระหว่างมุสลิม คือที่สำคัญที่สุดก็
ความขัดแย้งเรื่องแนวทาง(มันฮัจญ์)
ยึดถือและแหล่งอ้างอิงของหลักฐานที่ใช้ ดัง
นั้นเมื่อทำให้แหล่งที่มาของอะกีดะฮฺ
งเดียวและแหล่งที่มาของหลักฐานเป็นหนึ่กัน
วได้แล้ แน่นอนย่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่
จะสามารถนำสู่เอกภาพของอุมมะฮฺ
เหมือนดั่งที่เคยเกิดขึ้นมา
ในชนยุคแรกเช่นครั้งอดีต
3. ทำให้มุสลิมมีความผูกพันโดยตรงต­
ออัลลอฮฺ่ ตะอาลา และเราะซูล(ศ็อลฯ)และ
ด้วยความรักและการเทิดเกียรติทั้งสอง
ไว้สูงสุด อมล้ำระหว่างสิโดยไม่มีการเหลื่­
งที่มา่จากอัลลอฮฺ และที่มา
อลฯจากเราะซูลของพระองค์(ศ็)
เพราะแหล่งที่มาของอะกีดะฮฺอัส-สลัฟ
ก็คือคำกล่าวของอัลลอฮฺ
และคำกล่าวของเราะซูลนั่นเอง
พร้อมหลีกห่างจากการใช้อารมณ์(แบบพวก
อะหฺลุลอะอฺวะอฺ) และสิ่งคลุมเครือ(ชุบฮาต)
และบริสุทธิ์จากอิทธิพลของชนชาติต่างๆเช่น
ปรัชญา(กรีก) และการใช้ปัญญา(เกินหลักฐาน)
นๆหรือการแทรกแซงของแหล่งความรู้อื่
4. เป็นสิ่งที่สะดวก อีกทั้งชัดเจนโดย
ไม่มีสิ่งเคลือบแคลง คลุมเครือห่างไกลจาก
ความสับสน และการบิดเบือนหลักฐาน
เป็นหลักการเชื่อถือที่ยุแหย่จากชัยฏอน ทำ
ให้รู้สึกสบายใจ ทั้งนี้
เพราะมันคือสิ่งที่ดำเนินอยู่บนทางนำของนบี
(ศ็อลฯ) แห่งอุมมะฮฺ นี้
และของบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่าน(ร­
ฎวานุลลอฮฺอะลัิยฮิม) นั่นเอง
สว่าอัลลออฺตะอาลาตรั “แท้จริง
ผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นก็คือบรรดา
ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์
แล้วพวกเขาไม่สงสัยเคลือบแคลงใจ
แต่พวกเขาได้เสียสละต่อสู้ดิ้นรน
ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา
และชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอ­
ลลอฮฺั ชนเหล่านั้นแหละ(คือ)บรรดาผู้สัตย์จริง
” (อัล-หุจญรอต :15)
5. เป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่การเข้า
ลลอฮฺใกล้ชิดกับอั ตะอาลาและ
ได้รับความสำเร็จ
ด้วยการพึ่งพอพระทัยของพระองค์อย่างแท้จริง
ล้วนคุณลักษณะและจุดเด่นต่างๆเหล่านี้
ลุซซุนนะฮฺวัลเป็นจุดยืนที่มันคงของอะฮฺ-­
ญะมาอะฮฺ แม้นพวกเขาจะอยู่ ณ แห่งหนใด
หรือในยุคสมัยไหนก็แทบไม่มีความแตกต่าง
หรือขัดแย้งกันเลย ..อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ...
--------------------
ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “
หลักการยึดมั่นของอัสสะละฟุศศอและห์ (
อะหฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) ”
โดย อับดุลลอฮฺ บิน อับดุลหะมีด อัล-อะษะรีย์
เรียบเรียง

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

นี่คือเคาะวาริจญ์


เคาะวาริจญ์


พฤติกรรมของพวกเคาะวาริจญ์( الخوارج )เป็นตัวอย่างที่ให้เห็นเด่นชัดว่า อิคลาศ (ความบริสุทธ์ใจ) อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้การงานและแนวทางกลายเป็นสิ่งถูกต้อง(ถูกตอบรับโดยอัลลอฮฺ)ได้ แต่ทว่า     อิคลาศนั้นต้องผนวกพร้อมกับการเจริญรอยตามซุนนะฮฺ(แนวทาง)ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้าด้วยกัน และไม่หันเหออกจากความเข้าใจในศาสนาตามแนวทางของชาวสะลัฟ-กัลยาณชนรุ่นแรก โดยเฉพาะเศาะหาบะฮฺผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย
พวกเคาะวาริจญ์เป็นกลุ่มคนที่คร่ำเคร่งในการปฏิบัติศาสนกิจ ในบางครั้งการปฏิบัติศาสนกิจของพวกเขาอาจดูเหนือกว่าการปฏิบัติศาสนกิจของเศาะหาบะฮฺด้วยซ้ำไป แม้กระนั้น พวกเขาก็ได้หลงทางจากแนวทางอันเที่ยงตรง พวกเขาคิดว่าพวกเขารู้มากกว่าเศาะหาบะฮฺ
ประชาชาติอิสลามมีมติอย่างเอกฉันท์ว่าพวกเคาะวาริจญ์คือพวกที่หลงทางและจำเป็นต้องต่อสู้กับพวกเขา ดังที่ท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺและบรรดาเศาะหาบะฮฺปฏิบัติต่อพวกเขา
อุตริกรรมของพวกเคาะวาริจญ์ถือเป็นอุตริกรรมแรกที่เกิดขึ้นในอิสลาม  ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมิยะฮฺ กล่าวว่า “กลุ่มแรกที่แยกตัวออกจากกลุ่มชนมุสลิมคือ พวกเคาะวาริจญ์” 

 มีหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เศาะฮีหฺหลายบทที่กล่าวถึงพฤติกรรมของพวกเคาะวาริจญ์ซึ่งบันทึกโดยอิหม่ามมุสลิมและอัล-บุคอรีย์ บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ต่อสู้กับพวกเขาพร้อมกับเคาะลีฟะฮฺ อะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ซึ่งไม่มีใครเห็นขัดแย้งกันเลยว่าอนุญาตให้ต่อสู้กับพวกเขาได้ (อัล-ฟะตาวา เล่ม 3 หน้าที่ 349)

ชื่อเรียกของกลุ่มเคาะวาริจญ์

เคาะวาริจญ์ เป็นคำพหุพจน์ ของคำว่า คอริจญ์ (แปลว่า ผู้ที่ออกไป) ส่วนความหมายด้านวิชาการหมายถึง ผู้ที่แข็งข้อ ไม่ยอมเชื่อฟังผู้ปกครองที่ชอบธรรม พร้อมประกาศตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ปกครอง หลังจากที่พวกได้ตีความ (ตัวบทหลักฐานว่าอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นได้) ปราชญ์อิสลามเรียก พวกเขาว่า “บุฆอต” หมายถึงพวกกบฎ  และยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้

1. อัล-หะรูริยะฮฺ เนื่องจากพวกเขาได้พำนัก ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า “หะรูรออ์” หลังจากที่พวกเขาแยกตัวออกจากกองทัพของท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

       2. อัน-นะวาศิบ เนื่องจากพวกเขาประกาศเป็นศัตรูกับท่านอะลีย์และพรรคพวก

      3. อัล-หะกะมิยะฮฺ เนื่องจากพวกเขากล่าวหลังจาก อัต-ตัหฺกีม (การตั้งคณะกรรมการเพื่อตัดสินปัญหาคิลาฟะฮฺระหว่างฝ่ายท่านมุอาวิยะฮฺกับท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ว่า “ไม่มีการตัดสินใดๆนอกจากการตัดสินของอัลลอฮฺเท่านั้น”

4. อัล-มาริเกาะฮฺ เนื่องจากพวกเขาได้ออกจากศาสนาอิสลาม ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “พวกเขาจะออกจากศาสนาดังลูกศรที่พุ่งไปยังร่างของสัตว์ที่ถูกยิง”

จุดเริ่มต้นกำเนิดแนวคิดเคาะวาริจญ์

บุคคลแรกที่ถือว่าเป็นเคาะวาริจญ์ คือ ซุล คุวัยศิเราะฮฺ อัต-ตะมีมีย์ ผู้ซึ่งเคยกล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “(โอ้มุฮัมหมัด) เจ้าจงยุติธรรมเถิด” หรือกล่าวว่า “(โอ้มุฮัมหมัด)เจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงตอบกลับว่า “หากฉันเนรคุณต่ออัลลอฮฺแล้วจะมีใครอีกเล่าที่จะจงรักภักดีต่อพระองค์? ชาวโลกต่างให้ความไว้วางใจต่อฉัน แต่ตัวท่านนั้นกลับไม่ไว้วางใจต่อฉัน” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า ในภายภาคหน้าพวกเคาะวาริจญ์จะมาจากลูกหลานของ ซุล คุวัยศิเราะฮฺ นั้นเอง ดังที่ปรากฎในตำราหะดีษเศาะฮีหฺของอิหม่ามมุสลิมรายงานจากอบู สะอีด อัล-คุดรีย์ กล่าวว่า ในขณะที่ท่านอะลีย์ บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ พำนักอยู่ ณ ประเทศเยเมน ท่านได้ส่งทองคำที่ยังคลุกดิน ให้แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านได้แบ่งทองคำดังกล่าวให้แก่บุคคล 4 ท่าน คือ อัล-อักเราะอฺ บิน หาบิส อัล-หันซอลีย์, อุยัยนะฮฺ บิน บะดัรฺ อัล-ฟะซารีย์ , อัลเกาะมะฮฺ บิน อุลาษะฮฺ อัล-อามิรีย์ และชายอีกคนหนึ่งจากเผ่ากิลาบ, ซัยดฺ อัล-ค็อยรฺ อัฏ-ฏออีย์ และอีกคนหนึ่งจากเผ่านับฮาน อบูสะอีดกล่าวว่า ชาวกุร็อยชฺโกรธเคืองไม่พอใจท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยกล่าวว่า “ทำไมมุหัมหมัดจึงให้ทองคำแก่ผู้นำจากแคว้นนัจญ์ดีย์ แต่ได้ละทิ้งพวกเรา” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า เหตุที่ฉันกระทำเช่นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อโน้มน้าวจิตใจของพวกเขา (สู่ศาสนาอิสลาม เนื่องจากจิตใจพวกเขาเหล่านั้นชอบเรื่องทรัพย์สินเงินทอง) ต่อมามีชายคนหนึ่ง มี (ลักษณะ) เคราหนา ตาโบ๋ หน้าผากกว้าง และโกนผม มากล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “เจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงตอบกลับว่า

«فَمَنْ يُطِعِ الله إن عصيْتُهُ ؟ أَيأْمَنُنِي عَلَى أَهْلِ الأرض ولا تأمَنُوني ؟»

“หากฉันเนรคุณต่ออัลลอฮฺแล้ว จะมีใครอีกเล่าที่จะจงรักภักดีต่อพระองค์? ชาวโลกต่างให้ความไว้วางใจต่อฉันแต่ท่านนั้นกลับไม่ไว้วางใจต่อฉัน”    

จากนั้นชายคนนั้นได้เดินออกไป มีเศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งขออนุญาตจากท่านนบีเพื่อไปสังหารชายคนดังกล่าว (นักรายงานหะดีษมีความเห็นว่าเศาะบะฮฺนั้น คือท่าน คอลิด บิน อัล-วะลีด) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«إنَّ من ضِئْضئ هذا قومـًا يَقرؤون القرآن لا يُجاوز حناجرهم، يقتُلُون أهل الإسلام، ويدعُون أهل الأوثان، يَمْرُقُون من الإسلام كما يَمْرُقُ السَّهْمُ من الرَّمِيَّةِ ، لئن أدركتُهُم لأقْتُلَنَّهُمْ قَتْلَ عـادٍ» ( صحيح مسلم 7/161 ، والبخاري 9/129)

 “บางส่วนจากลูกหลานของเขา จะมีกลุ่มคนที่อ่านอัลกุรอานไม่พ้นลำคอของพวกเขา พวกเขาจะสู้รบกับชาวมุสลิมด้วยกัน และละทิ้งการสู้รบกับพวกบูชาเจว็ด พวกเขาจะหลุดออกจากศาสนาอิสลาม ดังดอกธนูที่พุ่งออกไปถูกร่างของสัตว์ที่ถูกยิง หากฉันมีชีวิตอยู่ทันกับยุคของพวกเขาแล้ว แน่นอนฉันต้องสู้รบกับพวกเขาเหมือนการสังหารชนเผ่าอ๊าด” (บันทึกโดยมุสลิม 7/161 และอัล-บุคอรีย์ 9/129)

อีกสายรายงานหนึ่งของหะดีษนี้ หลังจากกล่าวถึงเรื่องของชายคนดังกล่าว ท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ จงอนุญาตให้ฉันฟันคอชายคนนั้นเถิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«دَعْهُ فإن لهُ أصحَابـًا يَحْقِرُ أحدُكُم صلاتـهُ مع صلاتهم وصِيامَهُ مع صيامهم ، يقْرؤون القرآن لا يجاوزُ تَرَاقِيَهُمْ ، يَمْرُقُون من الإسلام كما يَمْرُقُ السَّهْمُ من الرَّمِيَّةِ ؛ يُنْظَرُ إلى نَصْلِهِ فلا يُوجَدُ فيه شيءٌ ، ثم يُنْظَرُ إلى رِصَافِهِ فلا يُوجدُ فيه شيءٌ ، ثم يُنْظَرُ إلى نَضِيِّهِ فلا يُوجَدُ فيه شيءٌ ـ وهو القدح ـ ثم ينظر إلى قُذَذِهِ ـ ريش السهم ـ فلا يوجد فيه شيءٌ ،سبق الفَرْثَ والدم ، آيَتُهُم رجلٌ أسودُ إحدى عَضُدَيْهِ مثلُ ثَدي المرأة ، أو مثلُ البَضْعَةِ تَدَرْدَرُ ، يَخْرُجُون على حِينِ فُرْقَةٍ من الناس»

 “จงปล่อยเขาเถิด แท้จริงเขามีพรรคพวกที่ดูถูกการละหมาดและการถือศีลอดของพวกท่าน เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับการละหมาดและการถือศีลอดของพวกเขา พวกเขาจะอ่านอัลกุรอานโดยไม่พ้นลูกกระเดือกของพวกเขา (คืออ่านอัลกุรอานอย่างพากเพียรและไพเราะ แต่ไม่ได้ซึมซับเข้าไปในหัวใจและเข้าใจความหมายที่ถูกต้อง) พวกเขาจะหลุดออกจากศาสนาอย่างรวดเร็วดังลูกศรที่พุ่งผ่านร่างของสัตว์ที่ถูกยิง เมื่อสังเกตที่หัวธนูของเขาพบว่าไม่มีสิ่งใดติดเลย เมื่อสังเกตที่ปลายธนูก็ไม่พบสิ่งใดติดเลย เมื่อสังเกตที่ก้านธนูก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดติดเลย และเมื่อสังเกตที่ขนของดอกธนูก็ไม่พบสิ่งใดติดเลย (เป็นการเปรียบเปรยว่าไม่หลงเหลือความเป็นอิสลามติดอยู่เลย) มันช่างรวดเร็วเหลือเกิน  คุณลักษณะของพวกเขา คือ ชายร่างดำ แขนข้างหนึ่งของเขามีลักษณะคล้ายกับเต้านมของผู้หญิง หรือเหมือนกับก้อนเนื้อที่กลิ้งไปมา กลุ่มคนพวกนี้จะปรากฏขึ้นเมื่อผู้คนเกิดความขัดแย้ง”

อบู สะอีด กล่าวว่า ฉันขอสาบานว่าฉันได้ฟังหะดีษนี้จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และฉันขอสาบานอีกว่าในขณะที่ท่านอะลีย์สู้รบกับพวกเขาฉันเป็นคนหนึ่งที่ร่วมสู้รบด้วย ท่านอะลีย์ได้สั่งให้ค้นหาชายคนดังกล่าว ต่อมาชายคนดังกล่าวถูกนำตัวมา และฉันได้เห็นคุณลักษณะดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกไว้ไม่ผิดเพี้ยน

الخوارج

พวกเคาะวาริจญ์แยกตัวออกจากท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ

อิบนุ อัล-เญาซีย์ กล่าวว่า พวกนี้คือพวกแรกที่ได้ออกจากศาสนาอิสลาม เนื่องจากพวกเขาพึงพอใจในทัศนะของตนเอง หากเขาใคร่ครวญคิดสักนิดจะพบว่าไม่มีทัศนะความคิดเห็นใดๆ ที่จะไปเหนือกว่าทัศนะของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พรรคพวกของชายคนนี้แหละที่ต่อสู้กับท่านอะลีย์ ทั้งนี้เนื่องจากการสู้รบที่ยืดเยื้อระหว่างฝ่ายของมุอาวิยะฮฺและฝ่ายของอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ฝ่ายของมุอาวิยะฮฺได้ยกคัมภีร์อัลกุรอานขึ้นและเรียกร้องให้พวกของอะลีย์หันมาเจรจาสงบศึก โดยกล่าวว่า “พวกท่านจงส่งตัวแทน และพวกเราก็จะส่งตัวแทนมาตัดสินบนหลักเกณฑ์คัมภีร์ของอัลลอฮฺ”  ฝ่ายมุอาวิยะฮฺกล่าวว่า “พวกเรายินดีที่จะให้ท่านอัมรฺ บิน อัล-อาศ เป็นตัวแทนของพวกเรา” พรรคพวกของอะลีย์กล่าวว่า “จงส่งอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ เป็นตัวแทนของพวกเราเถิด” ท่านอะลีย์กล่าวว่า “ฉันเห็นว่าอิบนุอับบาสน่าจะเหมาะสมกว่าท่านอบู มูซา อัล-อัชอะรีย์” พรรคพวกของอะลีย์กลับตอบว่า “พวกเราไม่ต้องการตัวแทนที่มาจากครอบครัวของท่าน” อะลีย์ก็เลยส่งอบู มูซา อัล-อัชอะรีย์ เป็นตัวแทนในมัจญ์ลิส อัต-ตะหฺกีม (คณะกรรมการตัดสินปัญหาคิลาฟะฮฺ) ส่วนกำหนดเวลาการตัดสินนั้นให้ยืดเวลาไปตัดสินในเดือนเราะมะฎอน และแล้ว อุรวะฮฺ บิน อุซัยนะฮฺ ก็กล่าวขึ้นมาว่า “พวกท่านจะให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินในบทบัญญัติของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ? แท้จริงไม่มีผู้ตัดสินนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น”  

เมื่อท่านอะลีย์ได้ยกทัพกลับจากสมรภูมิ ศิฟฟัยนฺ เข้าสู่เมืองกูฟะฮฺ ปรากฏว่าพวกเคาะวาริจญ์เกิดการแข็งข้อไม่ยอมเข้าเมืองกูฟะฮฺ พวกเขากลับไปตั้งค่ายทหารใหม่ที่ตำบลหะรูรออ์ โดยมีกองกำลังที่ร่วมกับพวกเขาจำนวน 12,000 คน พวกเขาประกาศก้องว่า “ไม่มีการตัดสินนอกจากการตัดสินของอัลลอฮฺเท่านั้น” เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของการปรากฏตัวของพวกเคาะวาริจญ์ และมีคนหนึ่งได้ประกาศในหมู่พวกเขาว่า แม่ทัพของพวกเราคือ ชะบีบ บิน ริบอีย์ อัต-ตะมีมีย์ ส่วนผู้นำการละหมาดของพวกเรา คือ อับดุลลอฮฺ บิน อัล-กะวาอ์ อัล-ยัชกุรีย์ พวกเคาะวาริจญ์จะปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด นอกจากความเชื่อของพวกเขาเท่านั้นที่ยึดถือว่า พวกเขาย่อมรู้ดีกว่าท่านอะลีย์ นี่คือโรคที่ยากแก่การเยียวยายิ่ง

การเจรจาระหว่างอิบนุอับบาสกับพวกเคาะวาริจญ์


อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส กล่าวว่า ครั้งเมื่อพวกเคาะวาริจญ์ได้แยกตัวออกไปพวกเขาได้พำนัก ณ สถานที่แห่งหนึ่งเป็นจำนวน 6,000 คน พวกเขามีมติเห็นพ้องว่าจะกบฏต่อท่านเคาะลีฟะฮฺ อะลีย์ บิน อบี ฏอลิบ มีผู้คนมาเข้าพบท่านอะลีย์หลายคนและบอกกับท่านว่า “โอ้ผู้นำของศรัทธาชน แท้จริงมีคนกลุ่มหนึ่งเป็นกบฏต่อท่าน” ท่านอะลีย์กล่าวว่า “จงปล่อยพวกเขาเถิดแท้จริงฉันจะไม่สู้รบกับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะเริ่มสู้รบกับพวกเราก่อนและพวกเขาต้องทำอย่างนั้นแน่นอน”

อยู่มาวันหนึ่งฉันได้ไปละหมาดซุฮฺริ และฉันได้กล่าวแก่ (ท่านอะลีย์) ว่า “โอ้ผู้นำของศรัทธาชน จงรีบละหมาดเถิดเพราะฉันจะไปพบกับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อไปเจรจาสนทนากับพวกเขา (คือพวกเคาะวาริจญ์)” อะลีย์กล่าวว่า “แท้จริงฉันเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อตัวท่าน” ฉันกล่าวตอบว่า “ไม่หรอก แท้จริงฉันเป็นผู้มีอัธยาศัยที่ดีไม่เคยข่มเหงรังแกใคร” ในที่สุด ท่านอะลีย์ก็อนุญาตให้ฉันไปพบกับพวกเคาะวาริจญ์ได้ ฉันจึงสวมเสื้อผ้าที่สวยที่สุดจากประเทศเยเมน ฉันได้หวีผมเรียบร้อย และได้เข้าพบกับพวกเขาช่วงตอนเที่ยง ฉันไม่เคยพบเห็นคนที่ขยันประกอบศาสนกิจเช่นพวกเขาเลย หน้าผากของพวกเขามีรอยถลอกเนื่องจากการก้มสุญูดอย่างมาก มือของพวกเขาหยาบกร้านเหมือนหัวเข่าของอูฐ พวกเขาสวมเสื้อผ้าเก่าๆ หน้าตาของพวกเขาเหมือนคนอดหลับอดนอน ฉันจึงให้สลามแก่พวกเขา พวกเขากล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านอิบนุ อับบาส พวกเขาถามว่า “สาเหตุใดที่ท่านมาถึงที่นี่?” ฉันตอบว่า

“ฉันเป็นตัวแทนของชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺ และตัวแทนลูกเขยของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริงอัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่พวกเขาและพวกเขาย่อมรู้ดีกว่าในการตีความอัลกุรอานมากกว่าพวกเจ้า” มีบางคน(จากพวกเคาะวาริจญ์) กล่าวว่า “พวกท่านอย่าไปเถียงกับพวกกุร็อยชฺ เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นผู้คนชอบถกเถียง” แต่มีสองหรือสามคนจากพวกเขากล่าวว่า “เราลองพูดคุยกับเขาดูก่อน” ฉันจึงกล่าวว่า “เหตุใดที่พวกท่านโกรธแค้นผู้เป็นเขยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  พวกมุฮาญิรีนและพวกอันศอรฺ ทั้งๆ ที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่พวกเขา และไม่มีคนใดในหมู่พวกเจ้าที่จะไปรู้มากกว่าพวกเขาในการอธิบายอัลกุรอาน” พวกเขาตอบว่า “มีสาเหตุอยู่สามประการ” ฉันกล่าวว่า “จงกล่าวมาเถิดว่ามีอะไรบ้าง?” พวกเขากล่าวว่า

ประการแรกคือ การยอมให้มีการตัดสินโดยใช้เกณฑ์ของมนุษย์ในบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ทั้งที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿إِنِ الْحُكْمُ إلَّا لِلّهِٰ﴾
ความว่า “แท้จริงการตัดสินนั้นเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ”

ดังนั้น เหตุใดจึงต้องให้มนุษย์มาตัดสินอีกหลังจากมีพระดำรัสของอัลลอฮฺอยู่แล้ว
อิบนุ อับบาสกล่าวว่า “นี่คือประการแรก แล้วพวกท่านยังมีเหตุผลอะไรอีก?”

พวกเขากล่าวว่า
ประการที่สองคือ ประเด็นที่ท่านอะลีย์ทำสงคราม (สงครามญะมัล) แต่ไม่ยอมยึดทรัพย์สินและเชลยไว้ เพราะถ้าหากผู้คนที่ท่านอะลีย์ทำการสู้รบกับพวกเขาเป็นผู้ศรัทธา ก็ย่อมไม่เป็นที่อนุญาตให้เราทำการสู้รบกับพวกเขาหรือฆ่าพวกเขาหรือยึดทรัพย์สินของพวกเขา (แต่นี่ ท่านอะลีย์ได้ทำการสู้รบกับพวกเขา ทว่ากลับไม่ยอมยึดทรัพย์และเชลย!)

อิบนุ อับบาส กล่าวว่า แล้วสาเหตุประการที่สามคืออะไร? พวกเขาตอบว่า
ประการที่สามคือ เพราะท่านอะลีย์ได้ลบตำแหน่ง “อะมีรุลมุอ์มินีน - ผู้นำของศรัทธาชน” จากชื่อตัวเอง (ตอนทำสัญญาสงบศึกกับมุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ) ในเมื่อท่านอะลีย์ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นอะมีรุลมุอ์มินีน(ผู้นำศรัทธาชน) ท่านก็ต้องเป็นอะมีรุลกาฟิรีน (ผู้นำของพวกปฏิเสธศรัทธา) อย่างเสียมิได้

อิบนุ อับบาส ถามอีกว่า “พวกท่านยังมีประเด็นอื่นๆ นอกเหนือสามประการนี้?” พวกเขาตอบว่า “เพียงพอแค่นั้นแล้ว”

อิบนุอับบาส อธิบายตอบข้อคลุมเครือดังนี้
“หนึ่ง ประเด็นที่พวกท่านคัดค้านเรื่องให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินพิพากษาในบางปัญหานั้น ฉันขอชี้แจงแก่พวกท่านว่า ประเด็นดังกล่าวมิได้ขัดกับคัมภีร์อัลกุรอานเลย และหากคำกล่าวอ้างของพวกท่านขัดแย้งกับคัมภีร์อัลกุรอานแล้วพวกท่านจะกลับตัวหรือไม่?”

 พวกเขาตอบว่า “ใช่ พวกเราจะกลับตัว” อิบนุ อับบาสจึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺได้เคยยอมรับการตัดสินของมนุษย์ในการกำหนดพิกัด เศษหนึ่งส่วนสี่ดิรฮัม สำหรับค่าปรับของการล่ากระต่ายขณะถือครองอิหฺรอมอยู่” และอิบนุอับบาสได้อ่านอายะฮฺ

ความว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าฆ่าสัตว์ล่าในขณะที่พวกเจ้ากำลังครองอิหฺรอมอยู่”  (อัล-มาอิดะฮฺ : 95) จนจบอายะฮฺ

และกรณีเมื่อเกิดการพิพาทระหว่างสามีกับภรรยาให้มีคนกลางเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ดังคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า
٣٥
ความว่า “และหากพวกเจ้าหวั่นเกรงการแตกแยกระหว่างเขาทั้งสอง ก็จงส่งผู้ตัดสินคนหนึ่งจากครอบครัวของฝ่ายชาย และผู้ตัดสินอีกคนหนึ่งจากครอบครัวฝ่ายหญิง” (อัน-นิสาอ์ : 35)

ดังนั้นฉันขอถามพวกท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ระหว่างการที่ให้มนุษย์พิพากษาตัดสินเพื่อความปรองดองและรักษาเลือดเนื้อ กับการให้มนุษย์ตัดสินในเรื่องฆ่ากระต่ายหรือสามีภรรยาทะเลาะกัน อย่างไหนจะมีความประเสริฐมากกว่ากัน?” พวกเขาตอบว่า “ประการแรกย่อมดีกว่า” อิบนุอับบาสถามอีกว่า “ทีนี้พวกท่านกระจ่างในประเด็นนี้ไหม?” พวกเขาตอบว่า “เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว”

สอง ประเด็นที่กล่าวว่า ท่านอะลีย์ทำสงคราม(ญะมัล) แล้วไม่จับเชลยนั้น อิบนุ อับบาสกล่าวตอบว่า “พวกท่านจะจับผู้เป็นมารดาของพวกท่านเอง (ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา) มาเป็นเชลยกระนั้นหรือ? หากพวกท่านไม่ยอมรับว่านางเป็นมารดาของผู้ศรัทธา แน่นอน พวกท่านย่อมหลุดออกไปจากการเป็นมุสลิม หรือถ้าจับท่านหญิงอาอิชะฮฺเป็นเชลยก็เท่ากับว่านางกลายเป็นทาสีของท่าน และสามารถร่วมหอกับนางได้เหมือนที่สามารถร่วมหอกับทาสีคนอื่น ๆ  ใครที่กล่าวเช่นนี้เขาก็ย่อมหลุดออกไปจากอิสลามเช่นกัน ความเชื่อเช่นนี้ทำให้พวกท่านอยู่ระหว่างสองประการที่หลงทาง ทั้งที่อัลลอฮฺตรัสว่า

٦
ความว่า “นบีนั้นเป็นผู้ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของเขา (นบี) คือมารดาของพวกเขา” (อัล-อะหฺซาบ : 6)

อิบนุ อับบาส ถามว่า “ทีนี้พวกท่านกระจ่างในประเด็นนี้ไหม?” พวกเขาตอบว่า “เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว”

สาม ประเด็นที่ท่านอะลีย์ ลดฐานะตัวเองไม่ใช้ตำแหน่งอะมีรุลมุอ์มินีน (ผู้นำของศรัทธาชน) เมื่อตอนที่ทำสัญญาสงบศึก(กับมุอาวิยะฮฺ)นั้น อิบนุ อับบาส ได้โต้ตอบว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อครั้งทำสัญญาอัล-หุดัยบิยะฮฺกับพวกกุร็อยชฺ (อบู สุฟยาน บิน หัรบฺ และสุฮัยลฺ บิน อัมรฺ) ตอนแรกท่านให้เขียนว่า นี่คือสนธิสัญญาที่ทำขึ้นกับมุหัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ-ศาสนทูตของอัลลอฮฺ แต่พวกกุร็อยชฺไม่ยอมรับ โดยอ้างว่าถ้าพวกเขาเชื่อว่าท่านนบีเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ พวกเขาก็ย่อมไม่คัดค้านหรือขัดขวางตั้งแต่แรก และไม่ต้องทำสัญญากันให้มากความ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวแก่อะลีย์ว่า เจ้ารู้ดีว่าฉันคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ จงลบคำว่า เราะสูลุลลอฮฺ (ศาสนทูตของอัลลอฮฺ) และเขียนแทนว่า นี่คือสนธิสัญญาที่ทำขึ้นกับมุหัมมัด บุตร ของ อับดุลลอฮฺ  ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺย่อมประเสริฐกว่าท่านอะลีย์ แต่ท่านนบีก็ยินยอมไม่ใช้ตำแหน่งของการเป็นศาสนทูตกับพวกปฏิเสธศรัทธาในการทำสัญญาครั้งนั้น”

อิบนุอับบาส กล่าวว่า พวกเคาะวาริจญ์จำนวน 2,000 คน ได้กลับตัวจากการเป็นเคาะวาริจญ์ส่วนที่เหลือนั้นไม่ยอมกลับตัว จึงทำให้ถูกสังหารไป (โปรดดูหนังสือ อัล-มุนตะซิม ของ อิบนุ อัล-เญาซีย์ 5:124-125)
เคาะวาริจญ์ ผู้แข็งข้อ

ความโหดร้ายอำมหิตของพวกเคาะวาริจญ์

พวกเคาะวาริจญ์ได้รวมตัวกัน ณ บ้านของอับดุลลอฮฺ บิน วะฮับ อัร-รอสิบีย์ พวกเขาได้กล่าวปราศรัย เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺ และกล่าวว่า “ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ทรงปรานี และยอมรับการตัดสินของอัลกุรอาน ยินยอมที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนโลกดุนยานี้และละทิ้งการสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามในความชั่ว ตลอดจนการกล้าพูดสิ่งที่เป็นสัจธรรม ดังนั้นพวกท่านจงออกมาอยู่กับพวกเราเถิด”

ระหว่างทางพวกเคาะวาริจญ์ พบกับ อับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ (บุตรเศาะหาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ)  พวกเขาจึงถามอับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ ว่า “ท่านเคยฟังหะดีษของท่านเราะสูลจากบิดาของท่านไหม?” จงเล่าหะดีษนั้นให้พวกเราฟังด้วย อับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ ตอบว่า “ใช่ ฉันเคยฟังจากบิดาของฉันเล่าจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้กล่าวถึงวิกฤติการณ์แล้วท่านบอกว่า คนที่นั่งในเวลานั้นดีกว่าคนที่ยืน คนที่ยืนในเวลานั้นดีกว่าคนที่วิ่ง และคนที่วิ่งในเวลานั้นดีกว่าคนที่พยายาม หากเจ้าประสบกับเหตุการณ์นั้นเจ้าจงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่ถูกสังหารดีกว่า

พวกเคาะวาริจญ์ถามว่า  “ท่านเคยฟังหะดีษนี้จากบิดาของท่านเล่าจากท่านเราะสูล กระนั้นหรือ?” อับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ ตอบว่า “ถูกแล้ว” พวกเคาะวาริจญ์เลยจับตัวอับดุลลอฮฺ บิน  ค็อบบาบ พาไปริมแม่น้ำ และตีหัวของเขาจนเลือดไหลเสียชีวิต พร้อมกับผ่าท้องภรรยาของอับดุลอฮฺ บิน ค็อบบาบ ในขณะที่นางกำลังตั้งครรภ์

พวกเขาได้เดินทางมาถึงใต้ต้นอินทผลัม ที่ตำบล นะฮฺเราะวาน แล้วมีผลอินผลัมสดร่วงลงมาจากต้น มีพวกเคาะวาริจญ์คนหนึ่งเก็บอินทผลัมนั้นมากิน ปรากฏว่ามีพวกเขาบางคนตำหนิการกระทำดังกล่าว เพราะเป็นการกินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่จ่ายค่าของมันให้แก่เจ้าของ ดังนั้น จะต้องคายผลอินทผลัมที่กินออกมา จนมีคนหนึ่งเอาดาบมาจี้ (แสดงถึงความไม่พอใจการกระทำของพรรคพวก)

ต่อมา มีหมูตัวหนึ่งเดินผ่านพวกเคาะวาริจญ์ มีคนหนึ่งจากพวกเขาได้ฆ่าหมูตัวนั้น ในขณะที่พวกเขาบางคนตำหนิว่า นี่เป็นการกระทำที่เสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดิน เมื่อพวกเขาเดินทางแล้วมาพบกับเจ้าของหมูพวกเขาได้ขออภัยจากการที่พวกเขาฆ่าหมูตัวนั้น เจ้าของหมูให้อภัยพวกเขา

ครั้นเมื่อพวกเคาะวาริจญ์กระทำความเสื่อมเสียบนหน้าแผ่นดินมากมาย พวกเขาฆ่าอับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ พร้อมภรรยาของเขา ท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺได้ตัดสินใจยกทัพไปหาพวกเคาะวาริจญ์ พร้อมมีสั่งให้นำตัวฆาตรกรที่สังหารอับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ มาให้ได้ พวกเขาดื้อดึงกลับตอบว่า “พวกเราทั้งหมดคือฆาตรกรสังหารอับดุลลอฮฺ บิน ค็อบบาบ” ท่านอะลีย์เรียกร้องพวกเขาเช่นนี้สามครั้งแต่พวกเขาก็ยืนยันในคำเดิม ไม่กี่วันต่อมาท่านอะลีย์ได้สั่งการให้ยกทัพไปปราบพวกเคาะวาริจญ์

อิหม่ามมุสลิมได้บันทึกในตำราหะดีษเศาะฮีหฺของท่านด้วยสายรายงานจากซัยดฺ บิน วะฮับ อัล-ญุฮันนีย์ ว่า เขาเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมทัพกับท่านอะลีย์เพื่อไปปราบพวกเคาะวาริจญ์ ท่านอะลีย์ได้กล่าวว่า “โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ฉันเคยได้ยินท่านเราะสูลกล่าวว่า

«يَخرج قومٌ من أمتي يقرؤون القرآن ليس قراءتكم إلى قراءتهم بشيءٍ، ولا صلاتُكُم إلى صلاتهم بشيءٍ، ولا صيامُكُم إلى صيامهم بشيءٍ، يقرؤون القرآن ويحسبون أنه لهم وهو عليهم ، لا تُجاوِز صلاتهم تَرَاقِيهم  يَمْرُقون من الإسلام كما يَمْرُقُ السَّهم من الرَّميَّةِ، لو يعلم الجيش الذين يُصيبُونهم ما قُضي لهم على لسان نبيهم صلى الله عليه وسلم لاتَّكَلُوا عن العمل، وآيةُ ذلك أن فيهم رجلاً له عضدٌ وليس له ذراعٌ ، على رأس عَضده مثل حلمة الثدي عليه شعراتٌ بيضٌ»

ความว่า “กลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันจะปรากฏขึ้น การอ่านอัลกุรอานของพวกเขามิอาจเปรียบเทียบกับการอ่านของพวกท่านเลย การละหมาดของพวกเขามิอาจเปรียบเทียบกับการละหมาดของพวกท่านเลย การถือศีลอดของพวกเขามิอาจเปรียบเทียบกับการถือศีลอดของพวกท่านเลย พวกเขาอ่านอัลกุรอานโดยคิดว่าอัลกุรอานจะช่วยพวกเขาแต่ที่จริงแล้วอัลกุรอานจะเป็นพยานว่าพวกเขาได้ทำผิด การละหมาดของพวกเขานั้นไม่พ้นลูกกระเดือก (คือไม่ได้ประโยชน์ใดๆเลย) พวกเขาได้หลุดจากศาสนาอิสลามดังเช่นลูกธนูที่พุ่งผ่านร่างของสัตว์ที่ถูกยิง หากแม้นว่ากองทัพที่ไปปราบปรามพวกเขารู้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขากำลังปฏิบัติตามคำสั่งนบีของพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะไม่เพิกเฉยในการปราบปรามพวกเขา  เครื่องหมายของพวกเขาคือในหมู่พวกเขาจะมีชายคนหนึ่ง ที่มีแต่หัวไหล่ ไม่มีแขน บนไหล่ของเขานั้นจะมีก้อนเนื้อคล้ายกับเต้านมสตรี และมีขนสีขาว”

(ท่านอะลีย์กล่าวถามกองทัพของท่านว่า ) “พวกท่านต้องการไปสู้รบกับมุอาวิยะฮฺและชาวเมืองชาม แต่ปล่อยให้ลูกหลานของพวกท่านและทรัพย์สินของพวกท่านให้แก่พวกเขา (เคาะวาริจญ์) กระนั้นหรือ? ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ แท้จริง ฉันหวังที่จะปราบปรามพวกเขา(เคาะวาริจญ์) มากกว่า เพราะพวกเขาได้หลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์ ทำลายปศุสัตว์ของมนุษย์ ดังนั้นพวกท่านจงออกเดินทางไปด้วยพระนามของอัลลอฮฺเถิด” (หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 2464)

สะละมะฮฺ บิน กุฮัยลฺ (หนึ่งในผู้รายงานหะดีษนี้) กล่าวว่า ซัยดฺ บิน วะฮับ ให้ฉันเดินทางผ่านบ้านทีละหลังๆ จนเราผ่านหมู่บ้าน ก็อนเฏาะเราะฮฺ เมื่อพวกเราพบกับพวกเคาะวาริจญ์ ซึ่งขณะนั้นมีหัวหน้าชื่อ อับดุลลอฮฺ บิน วะฮับ อัร-รอสิบีย์ พวกเราบอกแก่พวกเคาะวาริจญ์ว่า “พวกเจ้าจงวางธนู และเก็บดาบของพวกเจ้าไว้เถิด เพราะฉันเกรงว่าพวกเจ้าอาจจะประสบกับเหตุการณ์เหมือนในสงครามที่หะรูรออ์” พวกเขาได้กลับไปและวางธนูทิ้งไปไกล และเก็บดาบ ต่อมาเกิดความขัดแย้งในหมู่พวกเขากันเองจนมีการฆ่าฟันกัน กองทัพของอะลีย์ในวันนั้นมีผู้บาดเจ็บเพียงสองคนเท่านั้น ท่านอะลีย์ได้สั่งทหารของเขาว่า “พวกท่านจงหาชายแขนด้วน” พวกทหารพากันค้นหาแต่ไม่พบ ท่านอะลีย์ตัดสินใจมาค้นหาด้วยตัวเองในกองศพที่ตายเนื่องจากพวกเขาฆ่ากันเอง ในที่สุดท่านอะลีย์พบศพชายแขนด้วน ท่านได้กล่าวตักบีรฺ และกล่าวว่า “อัลลอฮฺตรัสจริงเสมอ และศาสนทูตของพระองค์ได้เผยแพร่สัจธรรมแล้ว” (ท่านอะลีย์ดีใจที่พบชายแขนด้วนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกเคาะวาริจญ์ดังที่ท่านนบีเคยบอกไว้)

อุบัยดะฮฺ อัส-สัลมานีย์ ลุกขึ้นถามท่านอะลีย์ว่า “โอ้ผู้นำของศรัทธาชน อัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ท่านฟังหะดีษนี้จากท่านเราะสูลจริงหรือ?” ท่านอะลีย์ตอบว่า “ใช่แล้ว” เขาถามท่านอะลีย์อย่างนี้(เพื่อให้เกิดความมั่นใจ)ถึงสามครั้ง ท่านอะลีย์ก็ตอบอย่างนั้นสามครั้งด้วยกัน

พวกเคาะวาริจญ์กับการฆาตกรรมท่านอะลีย์

อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม พร้อมพรรคพวกได้วางแผนหารือ ตลอดจนรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิต(จากฝ่ายเคาะวาริจญ์)ในสงคราม อัน-นะฮฺเราะวาน ที่ผ่านมา พวกเขากล่าวว่า “พวกเราไม่ต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป หลังจากพี่น้องของเราที่ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในเรื่องสัจธรรมแม้นจะมีผู้คนตำหนิก็ตาม ได้เสียชีวิตไป หากว่าพวกเราขายชีวิตพวกเราให้กับอัลลอฮฺ เพื่อหาผู้นำคนใหม่อื่นจากผู้นำที่หลงทาง และเป็นการแก้แค้นแทนพี่น้องของเราที่เสียชีวิตไปและผู้คนทั่วไปจะได้มีความสงบสักที”

พวกเคาะวาริจญ์สามคน คือ อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม , อัล-บัรกฺ บิน อับดุลลอฮฺ และ อัมรฺ บิน บักรฺ อัต-ตะมีมีย์ ได้อาสาที่จะสังหารผู้นำมุสลิม ขณะนั้น พวกเขาทั้งสามคนได้วางแผน และทำสัญญาที่เมืองมักกะฮฺว่าจะสังหารผู้นำทั้งสามคน คือ ท่านอะลีย์ ท่านมุอาวิยะฮฺ  และท่านอัมรฺ บิน อัล-อาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เพื่อให้ประชาชนเกิดความสงบสุขเสียที   อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม กล่าวว่า “ฉันอาสาที่จะสังหารอะลีย์”  อัล-บัรกฺ กล่าวว่า  “ฉันอาสาจะสังหารมุอาวิยะฮฺ” และอัมรฺ กล่าวว่า “ฉันอาสาจะสังหารอัมรฺ บิน อัล-อาศ” พวกเขาทั้งสามต่างสัญญาว่าจะไม่บิดพลิ้วสัญญาที่ให้ไว้

อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม ได้เดินทางมายังเมืองกูฟะฮฺ เมื่อถึงคืนที่เขาจะสังหารท่านอะลีย์ ท่านอะลีย์ได้เดินออกจากบ้านเพื่อไปละหมาดศุบหฺ ระหว่างทางอับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม ได้เอาดาบฟันส่วนหน้าผากของท่านอะลีย์จนถึงสมอง ท่านอะลีย์กล่าวว่า “พวกท่านจงจับตัวชายคนนั้น” แล้วในที่สุดอับดุรเราะหฺมานก็ถูกจับได้ อุมมุ กัลษูมได้กล่าวแก่อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัม ว่า “โอ้ศัตรูของอัลลอฮฺ เจ้าได้ฆ่าผู้นำของศรัทธาชน”

เมื่อท่านอะลีย์สิ้นชีวิต อับดุรเราะหฺมาน บิน มุลญัมก็ถูกนำตัวออกมาเพื่อรับโทษประหารชีวิต อับดุลลอฮฺ บิน ญะอฺฟัร ได้ตัดมือ และเท้าของเขา ปรากฏว่าเขาไม่สะทกสะท้านและไม่พูดจาใดๆ เมื่อเขาถูกควักลูกตาด้วยเหล็กร้อน เขาก็ยังไม่สะทกสะท้านใดๆ เขาจะอ่านอัลกุรอาน จากซูเราะฮฺอัล-อะลักจนจบ และลูกตาของเขาทั้งสองถลนออกมา ต่อมาเมื่อจะตัดลิ้นของเขา เขาจึงโวยวายขึ้นมาทันที มีคนถามว่าทำไมเจ้าจึงโวยวายขึ้นล่ะ เขาตอบว่า “ฉันไม่อยากตายบนโลกนี้ในสภาพที่ฉันไม่สามารถกล่าวซิกิรฺ (รำลึก) ถึงอัลลอฮฺได้” เขาเป็นชายร่างดำแดง ที่หน้าผากมีร่องรอยจากการสุญูดอยู่ ขออัลลอฮฺสาปแช่งฆาตกรผู้นี้ด้วยเถิด

ผู้แต่งหนังสือ อัล-กัชชาฟ อัล-ฟะรีด (1/69) กล่าวว่า พวกเคาะวาริจญ์ได้สูญสิ้นไปแล้วนอกจากกลุ่มอัล-อิบาฎิยะฮฺ ซึ่งอยู่ในประเทศโอมาน บางส่วนในเกาะญุรบะฮฺ ประเทศตูนิเซีย ตอนใต้ของประเทศแอลจีเรีย และตอนตะวันตกของประเทศลิเบีย

อิหม่ามอิบนุ หัซมฺ กล่าวว่า เราพบว่าพวกอัล-อิบาฎิยะฮฺ ที่อยู่ในประเทศอันดาลูเซียของเรานั้น พวกเขาได้ห้ามกินอาหารของชาวคัมภีร์ ห้ามกินอัณฑะของแพะ แกะ และวัว พวกเขามีทัศนะว่าคนที่ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนเมื่อนอนกลางวันและฝันเปียกนั้นจำเป็นต้องชดศีลอดใหม่ และพวกเขาทำตะยัมมุมจากบ่อน้ำที่พวกเขาใช้ดื่ม ยกเว้นส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ทำเช่นนั้น

ความขัดแย้งของพวกเคาะวาริจญ์และกลุ่มต่างๆ

พวกเคาะวาริจญ์ได้แตกแยกแบ่งออกเป็นประมาณ 20 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างกล่าวหากันว่าอีกฝ่ายเป็นพวกกาฟิรฺ (ปฏิเสธศรัทธา) ต่อไปนี้คือรายชื่อกลุ่มพวกเคาะวาริจญ์

1. อัล-มุหักกิมะฮฺ คือ พวกเคาะวาริจญ์กลุ่มแรกที่แยกตัวจากท่านอะลีย์ บิน อบี ฏอลิบ ครั้งเมื่อมีความเห็นต่างเรื่องการตั้งคณะกรรมการตัดสินปัญหาคิลาฟะฮฺ นำโดย อับดุลลอฮฺ บิน อัล-กะวาอ์ , อัตตาบ บิน อัล-อะอฺวัรฺ , อับดุลลอฮฺ บิน วัฮบฺ อัร-รอสิบีย์ , อุรวะฮฺ บิน ญะรีรฺ , ยะซีด บิน อบีอาศิม อัล-มุหาริบีย์ และ หัรกูศ บิน ซุฮัยรฺ อัล-บะญะลีย์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ซู อัษ-ษัดยะฮฺ” (ชายมีเต้า)

2. อัล-อะซาริเกาะฮฺ คือ พวกที่ตามแนวคิดของ นาฟิอฺ บิน อัล-อัซร็อก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมาก และเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุด

3. อัน-นัจญ์ดาต คือ พวกที่ตามแนวคิดของ นัจญ์ดะฮฺ บิน อามิรฺ อัล-หะนะฟีย์

4. อัศ-เศาะฟะริยะฮฺ คือ พวกที่ตามแนวคิดของ ซัยยาด บิน อัล-อัศฟัรฺ

5. อัล-อะญาริดะฮฺ คือ พวกที่ตามแนวคิดของ อับดุลกะรีม บิน อัจญ์ร็อด จากกลุ่มนี้ได้แตกแยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ อีก ดังต่อไปนี้

6. อัล-คอซิมียะฮฺ

7. อัช-ชุอัยบิยะฮฺ

8. อัล-มะอฺลูมิยะฮฺ

9. อัล-มัจญ์ฮูลิยะฮฺ คือ พวกที่ภักดีในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ประสงค์

10. อัศ-เศาะละติยะฮฺ คือ พวกที่ตามแนวคิดของ ศ็อลตฺ บิน อุษมาน

11. อัช-ชะบีบิยะฮฺ

12. อัช-ชัยบานิยะฮฺ

13. อัล-มะอฺบะดิยะฮฺ

14. อัร-เราะชิดิยะฮฺ

15. อัล-มักเราะมิยะฮฺ

16. อัล-หัมซิยะฮฺ

17. อัล-ชัมเราะคิยะฮฺ

18. อัล-อิบรอฮีมิยะฮฺ

19. อัล-วากิฟะฮฺ

20. อัล-อิบาฎียะฮฺ คือ พวกที่ตามแนวคิดของอับดุลลอฮฺ บิน อิบาฎ จากกลุ่มอัล-อิบาฎิยะฮฺยังแตกออกเป็นกลุ่มใหญ่อีกสองกลุ่มคือ กลุ่มหัฟศิยะฮฺ กับ กลุ่มหาริษิยะฮฺ

ส่วนกลุ่มอัล-ยะซีดิยะฮฺ ซึ่งแตกจากกลุ่มอัล-อิบาฎิยะฮฺ และกลุ่มอัล-มัยมูนิยะฮฺ จากกลุ่มอัล-อะญาริดะฮฺ ถือเป็นกลุ่มที่เลยเถิดถึงขั้นกุฟรฺ (ปฏิเสธศรัทธา)

แนวคิดที่หลงทางของพวกเคาะวาริจญ์

พวกเคาะวาริจญ์ทุกกลุ่มมีมติเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องแยกตัวหรือเป็นกบฏต่อผู้ปกครองที่อธรรม พวกเขาเคยช่วยอับดุลลอฮฺ บิน อัซ-ซุบัยรฺ (ทั้งที่อับดุลลอฮฺไม่ใช่พวกเขา) เมื่อครั้งที่อับดุลลอฮฺแยกตัวจากยะซีด ซึ่งพวกเคาะวาริจญ์เชื่อว่ายะซีดเป็นผู้ปกครองที่อธรรม

พวกเคาะวาริจญ์ทุกกลุ่มมีมติเห็นพ้องถึงการเป็นกุฟุรฺของคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายจากฝั่งอะลีย์และมุอาวิยะฮฺที่จะมาตัดสินปัญหาคิลาฟะฮฺ และเห็นพ้องว่าผู้ที่ยินยอมกับการตัดสินดังกล่าวเป็นกุฟุรฺ เช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาเคยยอมรับถึงการเป็นกุฟรฺของพวกเขาเอง เมื่อครั้งอิบนุอับบาสมาสนทนาและแสดงหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาหลงผิด และพวกเขาบางคนกล่าวว่า พวกเราขอกลับตัว

พวกเคาะวาริจญ์ มีทัศนะว่า ท่านอะลีย์, ท่านมุอาวิยะฮฺ, ท่านอุษมาน และผู้เข้าร่วมในสงครามญะมัล-สงครามอูฐ เป็นกาฟิรฺ

ส่วนประเด็นการกล่าวว่า ผู้ที่กระทำบาปใหญ่เป็นคนกาฟิรฺนั้น ในหมู่พวกเคาะวาริจญ์มีความเห็นที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างอุตริกรรมและความหลงผิดของพวกเคาะวาริจญ์

1. แยกตัวออกจากผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างชอบธรรม แม้ว่าผู้ปกครองนั้นจะเป็นผู้มีคุณธรรมหรือมีความยุติธรรมก็ตาม หากการกระทำของผู้ปกครองนั้นขัดแย้งกับแนวคิดของพวกเขา ดังเหตุการณ์ที่มีชายคนหนึ่งมาคัดค้านท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านอะลีย์และท่านอุษมานก่อนหน้าท่านอะลีย์

2. การตัดสินว่าผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากพวกเขานั้นเป็นกุฟุรฺ ทั้งนี้พวกเขาอ้างว่า บรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมและคนอื่นๆ ที่มีความเห็นต่างจากพวกเขาได้ขัดกับหลักการของคัมภีร์อัลกุรอาน ดังนั้นจึงอนุญาตให้หลั่งเลือดผู้คนเหล่านี้ มิหนำซ้ำพวกเขาเห็นว่าจำเป็นต้องสังหารผู้คนเหล่านี้ ดังที่พวกเขาได้สังหาร อับดุลลอฮฺ บิน อัล-อัรตฺ และคนอื่นๆ

3. อนุญาตให้มีการแต่งตั้งผู้ปกครองที่ไม่ใช่จากตระกูลกุร็อยชฺ และพวกเขาเห็นว่าการปกครองมิได้สงวนไว้เฉพาะคนจากตระกูลกุร็อยชฺเท่านั้น

4. ปฏิเสธการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตัดสินปัญหาคิลาฟะฮฺ พวกเขาอ้างว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นกุฟุรฺ  อัช-ชะฮฺร็อสตานีย์ กล่าวว่า พวกเคาะวาริจญ์เห็นพ้องว่าจำเป็นต้องตัดความเกี่ยวข้องกับท่านอุษมานและท่านอะลีย์ และพวกเขาถือว่าหลักการนี้อยู่เหนือการงานใดที่เป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ พวกเขาถือว่าการแต่งงานจะไม่ถูกต้องชอบธรรมจนกว่าต้องตัดความเกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวก่อน พวกเขาเห็นว่าผู้ที่กระทำบาปใหญ่ถือว่าเป็นคนกาฟิรฺ และเห็นว่าการแยกตัวออกจากผู้ปกครองเมื่อขัดกับซุนนะฮฺถือเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและจำเป็น

5. ปฏิเสธหลักฐานจากซุนนะฮฺ เมื่อไม่มีหลักฐานผิวเผินจากอัลกุรอานมาสนับสนุน

อิบนุ ตัยมิยะฮฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า “และพวกเคาะวาริจญ์นั้น พวกเขาจะไม่ยึดถือกับซุนนะฮฺ นอกจากในสิ่งที่มาอธิบายแบบรวมๆ พวกเขาจะไม่ยึดซุนนะฮฺที่ขัดกับหลักฐานผิวเผินของอัลกุรอาน ดังนั้น พวกเขาจะไม่ลงโทษผู้ผิดประเวณีด้วยการขว้างก้อนหิน และเห็นว่าไม่มีการกำหนดพิกัดจำนวนทรัพย์ในการลงโทษตัดมือผู้ลักขโมย (เพราะสิ่งดังกล่าวไม่มีระบุในอัลกุรอาน)

ในปัจจุบันแนวคิดที่คล้ายคลึงกับพวกเคาะวาริจญ์ก็ยังคงมีอยู่ เช่น กลุ่มอัต-ตักฟีรฺ วัล ฮิจญ์เราะฮฺ กลุ่มอัต-ตะวักกุฟ วัต ตับยีน เป็นต้น ผู้คนทั่วไปในวันนี้ยังคงได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากแนวคิดที่หลงทางนี้ พวกเขายังคงเผยแพร่ความคลุมเครือแก่ผู้คนต่อไป ตราบใดที่มุสลิมยังไม่ยึดมั่นและเข้าใจอย่างถ่องแท้ในแนวทางของชาวสะลัฟ-กัลยาณชนรุ่นแรก ขออัลลอฮฺทรงคุมครองมุสลิมทั้งมวลจากภยันตรายทุกประการ อามีน


والله أعلم بالصواب

 แปลโดย : อันวา สะอุ
ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน
ที่มา : islamweb.net

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿