อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มูฮัมมัดที่ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู

ท่านบีมุอัมมัดถูกกล่าวไว้ในภวิษยะ ปุราณะ


ตามภวิษยะ ปุราณะ ในประติสรรคะ บรรพ 3 ขัณฑ์ 3 อัธยายะ 3 โศลก 5-8 มีข้อความว่า

                         "มเลชชาคนหนึ่ง(คนต่างชาติและพูดภาษาต่างชาติ) ครูทางจิตวิญญาณจะปรากฏขึ้นพร้อมกับสาวกของเขา นามของเขาคือมุฮัมมัด ราชา(โภช) หลังจากอาบน้ำให้มหาเทวอาหรับใน "ปัญจคัพยะ" และแม่น้ำคงคา (การชำระบาปทั้งหมด) ได้มอบของขวัญด้วยความจริงใจแก่เขาและแสดงความเคารพนับถือเขา โดยกล่าวว่า "ฉันขอก้มคำนับท่าน โอ ท่านผู้เป็นความภาคภูมิใจของมนุษยชาติ ผู้อาศัยอยู่ในอารเบีย ท่านได้รวมกองทัพที่ยิ่งใหญ่เพื่อที่จะฆ่ามารร้าย และท่านเองได้รับการคุ้มครองจากฝ่ายตรงข้ามมเชชา"

ท่านนบีมูอัมมัดถูกกล่าวไว้ในภวิษยะ ปุราณะ ในประติสรรคะ บรรพ 3 ขัณฑ์ 3 อัธยายะ 3 โศลก 10-27 มหาฤษี วยส ได้กล่าวว่า

                        "มเลชชาได้ทำลายแผ่นดินที่มีชื่อเสียงของชาวอาหรับ อารยธรรมไม่มีในประเทศนั้น ก่อนหน้านี้เคยมีผู้หลงผิดที่ฉันได้ฆ่าไปแล้ว แต่ตอนนี้ เขาปรากฏขึ้นอีกโดยศัตรูผู้ทรงอำนาจส่งเขามา เพื่อเป็นการทำให้ศัตรูเหล่านี้เห็นถึงหนทางที่ถูกต้องและให้ทางนำแก่พวกเขา โมฮะหมัดผู้มีชื่อเสียงซึ่งฉันให้ฉายาว่า "พรหม" กำลังนำ "ปิศาจ" มายังหนทางที่ถูกต้อง โอ้ราชา ท่านไม่จำเป็นต้องไปแผ่นดินของปิศาจที่โง่เขล่า ท่านจะถูกขัดเกลาให้สะอาดผ่องแผ้วโดยความปราณีของฉัน ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ในตอนกลางคืน เขาจะมีลักษณะทูตสวรรค์ คนฉลาดในคราบของปิศาจได้พูดกับราชโภชว่า โอ้ราชา อารยธรรมของท่านได้ถูกทำให้มีชัยเหนือศาสนาทั้งหมด แต่ตามคำบัญชาของอิศวร ปรมาตฺมา (สิ่งแท้จริงที่สูงส่งที่สุด) ฉันจะทำให้ความเชื่อที่เข้มแข็งของคนกินเนื้อมีพลัง สาวกของฉันจะเป็นคนที่ขลิบหนังปลายองคชาติ ไม่มีหาง(บนหัวของเขา) ไว้เครา สร้างการปฏิวัติโดยการประกาศอะซาน(การประกาศเรียกละหมาด) และจะกินสิ่งที่อนุมัติ เขาจะกินเนื้อสัตว์ทุกชนิดยกเว้นเนื้อหมู พวกเขาจะไม่แสวงหาการทำความสะอาดจากต้นไม้เตี้ย แต่จะทำความสะอาดโดยสงคราม โดยการต่อสู้ชาติต่างๆที่ไม่มีศาสนา พวกเขาจะเป็นที่รู้จักกันว่ามุซัลมาน ฉันจะเป็นผู้เริ่มต้นศาสนาของชนชาติที่กินเนื้อ"



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿
โดย ดร.ซากิรฺ นาอิก
แพทย์อาชีพ และนักพูดเรื่องอิสลามและศาสนาเปรียบเทียบระดับโลกแ่ห่งประเทศอินเดีย
อ.บรรจง บินกาซัน แปล

น้ำตาผู้ศรัทธา




...ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
 “ผู้ใดที่ร้องไห้ด้วยความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ จะไม่มีทางเข้านรกเด็ดขาด จนกว่าน้ำนม(ที่ถูกบีบออก)จะกลับเข้าไปยังที่เดิม”(หะดีษบันทึกโดย ติรมีซีย์ หมายเลขหะดีษที่ 1633)

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกเช่นกันว่า
“เจ็ดจำพวกที่จะได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของอัลลอฮในวันที่ไม่มีร่มเงาใดเลย เว้นแต่ร่มเงาของพระองค์ คือ
หนึ่ง : ผู้นำที่ยุติธรรม
สอง : คนหนุ่มที่เติบโตขึ้นในการ(ฏออะฮฺ)อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ
สาม : ชายที่หัวใจของเขาผูกพันกับมัสญิด
สี่ : ชายสองคน ที่เขารักกันเพื่ออัลลอฮ พบเจอและจากกันเพื่ออัลลอฮ
ห้า : ชายที่ถูกมีฐานะดีและสวยงามเชิญชวนเพื่อทำซินา แต่เขา(ปฏิเสธและ)กล่าวว่า “แท้จริงฉันเกรงกลัวต่ออัลลอฮ”
หก : บุคคลที่บริจาคด้วยความปกปิด จนกระทั่ง มือซ้ายของเขาไม่รับทราบถึงสิ่งที่มือขวาได้บริจาคออกไป
เจ็ด : บุคคลที่รำลึกถึงอัลลอฮเพียงลำพัง จนน้ำตาได้ไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองของเขา”
(หะดีษบันทึกโดย บุคอรีย์ หมายเลขหะดีษที่ 629 และมุสลิม หมายเลขหะดีษที่ 1031)

ท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า
“ดวงตา 2 คู่ที่จะไม่สัมผัสกับไฟนรก (คือ) ดวงตาที่ที่ร้องไห้เพราะเกรงกลัวต่ออัลลอฮ และดวงตาที่คอยเฝ้าระวังในยามค่ำคืนเพื่อป้องกัน(การโจมตีของศัตรู)แก่ชาวมุสลิมเพื่อ(การญิฮาดใน)หนทางของอัลลออ”(หะดีษรายงานโดย ติรมีซีย์ หมายเลขหะดีษที่ 1639 ชัยคฺอัลบานีย์รับรองว่าเศาะหีหฺ ในหนังสือ เศาะหีหฺ อัตติรมีซีย์ : 1338)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
“ไม่มีสิ่งใดจะเป็นที่รักยิ่งสำหรับอัลลอฮ นอกเสียจาก น้ำตาและบาดแผล 2 ประเภท คือ หยดน้ำตาที่ไหลรินเพราะเกรงกลัวต่ออัลลอฮ และหยดเลือดที่ไหลรินเพราะการต่อสู้(ญิฮาด)ในหนทางของอัลลอฮ ส่วน 2 บาดแผลนั้นคือ บาดแผลบนร่างกายที่เกิดจากการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ และแผลบนร่างกายที่เกิดจากการปฏิบัติตามบทบัญญัติคำสั่งจากอัลลอฮ”(หะดีษบันทึกโดย ติรมีซีย หมายเลขหะดีษที่ 1669 ชัยคฺอัลบานีย์ กล่าวว่า เศาหีหฺ ในหนังสือ เศาะหีหฺ สุนัน ติรมีซีย์ : 1363) 


والله أعلم بالصواب


# อบูมุศลิหฺ อารี วะหฺยูดี เขียน

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การกล่าวอวยพรในวันอีด




เนื่องในวันอีด อิสลามให้แสดงความยินดีซึ่งกันและกัน และกล่าวอวยพรแก่กันว่า

تَقَبَّلَ اللهُ مِنَّا وَمِنْكُمْ

ตะก๊อบบะลัลลอฮุ มินนา วะมิงกุม

ขออัลลอฮฺทรงตอบรับ(การงานที่ดี)จากเราและจากท่าน


عن جُبَيْرِ بْنِ نُفَيْرٍ قَالَ : كَانَ أَصْحَابُ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا اِلْتَقَوْا يَوْمَ الْعِيدِ يَقُولُ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ : تَقَبَّلَ اللَّهُ مِنَّا وَمِنْك . قال الحافظ : إسناده حسن .
จากญุบัยรฺ  บิน  นุฟัยรฺ  กล่าวว่า  :  ปรากฏว่าบรรดาศอฮาบะฮฺของท่านรอซูล  ศ็อลลัลลอฮฺ  อะลัยฮิวะซัลลัม  เมื่อพวกเขาพบกันในวันอีดจะกล่าวอวยพรซึ่งกันและกันว่า
“ตะก็อบบะลัลลอฮุ  มินนา  วะมินกา”

 อัลฮาฟิซกล่าวว่า:  สายรายงานหะซัน

อิหม่ามอะหฺมัด  รอฮิมะฮุลลอฮฺ  กล่าวว่า :  นับว่าไม่เป็นอะไรการที่คนหนึ่งกล่าวกับอีกคนเนื่องในวันอีด  ว่า  “ตะก็อบบะลัลลอฮุ  มินนา  วะมินกา”

 อิบนุ  กุดามะฮฺ  คัดลอกคำพูดของท่านไว้ในหนังสือ อัลมุฆนียฺ

ชัยคุล อิสลามอิบนิ ตัยมิยะฮฺ  ถูกถามใน  “อัลฟะตาวา  อัลกุบรอ” (2/228) :  อนุญาตให้กล่าวอวยพรเนื่องในวันอีด  และการกระทำด้วยความเคยชินของผู้คนทั่วไป  เช่น  “อีดมุบาร็อก”  หรือคำพูดทำนองเดียวกันนี้  มีปรากฏในบทบัญญัติหรือไม่ ?  และหากว่ามันมีปรากฏในบทบัญญัติ  จะกล่าวด้วยประโยคอะไร ?
ท่านตอบว่า  :  “สำหรับการกล่าวอวยพรเนื่องในวันอีดพวกเขาจะกล่าวซึ่งกันและกันเมื่อพบกันหลังจากละหมาดวันอีด  เช่น  “ตะก็อบบะลัลลอฮุ  มินนา  วะมินกุม” และ “อะหาละฮุลลอฮุ  อะลัยกะ”

 และการกล่าวในทำนองเดียวกันนี้  ลักษณะเช่นนี้มีปรากฏว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งได้ปฏิบัติและในเรื่องนี้บรรดาอิหม่ามส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าสามารถกระทำได้  เช่น  อิหม่ามอะหฺมัดและคนอื่นๆ  ทว่าท่านอิหม่ามอะหฺมัดกล่าวว่า :  ฉันจะไม่เป็นคนเริ่มกล่าวกับใครก่อนและหากมีผู้ใดมาเริ่มกล่าวกับฉันก่อนฉันจะกล่าวตอบ  เพราะว่าการกล่าวตอบคำทักทายเป็นสิ่งที่จำเป็น  ส่วนการเริ่มกล่าวคำอวยพรไม่ใช่สุนนะฮฺที่ถูกใช้ให้ปฏิบัติแต่ประการใดและเช่นกันไม่มีคำสั่งห้าม  ดังนั้นผู้ใดได้ปฏิบัติเขาก็มีแบบอย่างและผู้ที่ไม่ปฏิบัติเขาก็มีแบบอย่าง  วัลลอฮุ  อะลัม”

เชคอิบนุ  อุษัยมีน  ถูกถามเรื่องหุก่มของการกล่าวอวยพรเนื่องในวันอีดมีว่าอย่างไร ?  และมีประโยคหรือสำนวนเฉพาะหรือไม่ ?
ท่านตอบว่า  :  “การกล่าวอวยพรเนื่องในวันอีดเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำ และมันไม่มีประโยคหรือสำนวนของการอวยพรเป็นการเฉพาะ  ทว่าเป็นความเคยชินที่ผู้คนถือปฏิบัติกันมา  อนุญาตให้กระทำ และไม่มีความผิดแต่ประการใด”

ท่านได้กล่าวเช่นกันว่า  “การกล่าวอวยพรเนื่องในวันอีด  มีบรรดาเศาะหาบะฮฺ  รอฏิยัลลอฮุอันฮุม  บางกลุ่มได้ปฏิบัติกันมา  และถึงแม้ว่าพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติแต่ทว่าในยุคปัจจุบันเป็นประเพณีที่คุ้นเคยของผู้คน  จะกล่าวอวยพรซึ่งกันและกันในโอกาสที่กลับมาพบวันอีด และในโอกาสที่การถือศีลอด  การละหมาดกิยามครบถ้วนสมบูรณ์”

ท่านเชคยังถูกถามเรื่อง : หุก่มการจับมือ  การสวมกอดและการอวยพรหลังจากการละหมาดอีดมีว่าอย่างไร ?
ท่านตอบว่า  :“การกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้นับว่าไม่เป็นไร  เพราะบรรดาผู้ปฏิบัติไม่ได้ยึดถือว่ามันเป็นหนทางสู่การเคารพภักดีและเป็นการแสดงถึงความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ  ทว่าพวกเขาได้ปฏิบัติมันเป็นประเพณีความเคยชินและเป็นการให้เกียรตินอบน้อม  และตราบใดที่ประเพณีปฏิบัติไม่มีบทบัญญัติมาห้าม  พื้นฐานเดิมของมันถือว่าเป็นที่อนุญาต”   (มัจญมัวะฟะตาวา  อิบนุ  อุษัยมีน 16 / 208 - 210)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

เตรียมพร้อมต้อนรับวันอีดิ้ลอัฎฮา


อีด หมายถึง การเวียนครบรอบมาบรรจบ และมีการเฉลิมฉลอง ซึ่งอีดในอิสลาม มีเพียง 2 อีด เท่านั้น คือ อิดิ้ลฟิฏริ และอีดิ้ลอัฎฮา ไม่มีอีดอื่นอีกแล้ว ไม่ว่าอีดแน อีดหก อีดวันเกิด(ครบรอบวันเกิด แล้วมีการเฉลิมฉลอง) หรืออีดใดๆก็ตามซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานจากอัลกุรอาน และแบบอย่างจากท่านศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาศอหะบะฮฺของท่าน


عَنْ أَنَسِ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قَدِمَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَدِينَةَ وَلَهُمْ يَوْمَانِ يَلْعَبُونَ فِيهِمَا، فَقَالَ : «مَا هَذَانِ الْيَوْمَانِ؟» قَالُوا :كُنَّا نَلْعَبُ فِيهِمَا فِي الْجَاهِلِيَّةِ، فَقَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : «إِنَّ اللهَ قَدْ أَبْدَلَكُمْ بِهِمَا خَيْرًا مِنْهُمَا : يَوْمَ الأَضْحَى وَيَوْمَ الْفِطْرِ». (أبو داود رقم 959، صحيح سنن أبي داود رقم1004: صحيح)

ความว่า จากท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เดินทางมาสู่มะดีนะฮฺ ชาวมะดีนะฮฺสมัยนั้นมีสองวันที่พวกเขาละเล่นรื่นเริงกัน ท่านจึงได้ถามว่า “สองวันนี้เป็นวันอะไร?” พวกเขาตอบว่า “พวกเราเคยรื่นเริงกันมาในสองวันนี้ตั้งแต่สมัยเก่าก่อน” ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮฺได้เปลี่ยนมันด้วยวันที่ดีกว่าทั้งสองวันนั้น นั่นคือวันอีดอัล-ฟิฏรฺ และอีดอัล-อัฎฮา”  (รายงานโดย อบู ดาวูด หมายเลข 959 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อบี ดาวูด หมายเลข 1004 เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)

สำหรับวันอีดิ้ลอัฎฮานั้น ตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลหิจญะฮฺ (วันนะหฺริ หรือวันแห่งการเชือด)  ส่วนวันอารอฟะฮฺตรงกับวันที่ 9 เดือน ซุลหิจญะฮฺ เป็นวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะฮฺ และสำหรับมุสลิมทั่วไปที่ไม่ประกอบพิธีอัจญ์ก็จะทำการถือศิลอดสุนนะฮฺในวันนี้(การถือศิดอดวันอะรอฟะฮฺต้องยึดวันที่ผู้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟที่ทุ่งอารอฟะฮฺเป็นหลัก ถึงแม้เวลาจะต่างกัน แต่วันต้องตรงกัน)  และวันตัชรีก ตรงกับวันที่ 11 , 12 และ 13 เดือนซุลหิจญะฮฺ ซึ่งเป็นวันศาสนาอนุญาตให้เชือดสัตว์กุรบาน

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
"การถือศิลอดของพวกท่าน คือที่วันที่พวกท่านถือศิดอด วันอีดิ้ลฟิฏริของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านออกอีดิ้ลฟิฏริ และวันอีดิ้ลอัฎฮาของพวกท่าน คือวันที่พวกท่านออกอีดิ้ลอัฎฮา" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยอบุดาวูด หะดิษเลขที่ 1979 อัตติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 633...)

รายงานจากท่านอุกบะฮฺ บุตรของอามิรฺ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
"วันอารอฟะฮฺ วันนะหฺริ และวันตัชรีก คือวันอีดของพวกเราชาวอิสลาม คือวันแห่งการกินการดื่ม" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 2066 อัตติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 704 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 2954...)
จากหะดิษวันอีดเป็นวันแห่งการกินการดื่ม ยกเว้นวันอะรอฟะฮฺ ที่ให้ถือศิลอดสุนนะฮฺ  และสำหรับวันอีด นั้นมีเพียง 2 วัน คือ อิดิ้ลฟิฏริ และอีดิ้ลอัฎฮา ตามหะดิษที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่หะดิษที่ว่า "วันอารอฟะฮฺ วันนะหฺริ และวันตัชรีก คือวันอีด" นั้น เป็นหะดิษที่กล่าวโดยครอบคลุม นัยความเป็นจริงวันอะรอฟะฮฺ และวันตัชริก (วันที่ 11 , 12 และ 13 เดือนซุลหิจญะฮฺ) ศาสนามิได้ระบุว่าเป็นวันอีด แต่วันดังกล่าวเป็นที่มีความสำคัญทางศาสนา จึงไม่ขัดแย้งกับหะดิษที่ว่าวันอีดอิสลามมีแค่วันอิดิ้ลฟิฏริ และอีดิ้ลอัฎฮาเท่านั้น



-กล่าวตักบีรฺ

สำหรับวันอีดิ้ลอัฎฮา ให้กล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ซุลฮิจญะฮฺ ส่วนการกล่าวตักบีรฺหลังละหมาดฟัรดู ให้เริ่มกล่าวตั้งแต่หลังละหมาดศุบฮฺของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ (คืนวันอะเราะฟะฮฺ) เรื่อยไปจนกระทั้งถึงเวลาละหมาดอัศริของวันที่ 13 ซุลฮิจญะฮฺ

โดยการกล่าวตักบีรฺให้กล่าวดังนี้
الله أكبر الله أكبر ، لا إله إلا الله ، الله أكبر ، الله أكبر ولله الحمد

อ่านว่า : อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมด์"

ความหมาย : อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น"


สุนนะฮฺให้ละหมาดวันอีดที่มุศ็อลลา (สนามละหมาด)


عَنْ أَبِي سَعِيدٍ الْخُدْرِيِّ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ :كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَخْرُجُ يَوْمَ الْفِطْرِ وَالأَضْحَى إِلَى الْمُصَلَّى، فَأَوَّلُ شَيْءٍ يَبْدَأُ بِهِ الصَّلاَةُ، ثُمَّ يَنْصَرِفُ فَيَقُومُ مُقَابِلَ النَّاسِ وَالنَّاسُ جُلُوسٌ عَلَى صُفُوفِهِمْ فَيَعِظُهُمْ وَيُوصِيهِمْ وَيَأْمُرُهُمْ، فَإِنْ كَانَ يُرِيدُ أَنْ يَقْطَعَ بَعْثًا قَطَعَهُ، أَوْ يَأْمُرَ بِشَيْءٍ أَمَرَ بِهِ، ثُمَّ يَنْصَرِفُ.  (البخاري رقم 903)

ความว่า จากท่านอบู สะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า "ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ออกไปละหมาดอีดิลฟิฏรฺและอีดิล อัฎฮาที่มุศ็อลลา(สนามละหมาด) สิ่งแรกที่ท่านทำคือการละหมาด หลังจากนั้นท่านก็จะผละจากที่นั่ง และลุกขึ้นหันไปยังผู้คนที่กำลังนั่งอยู่ในแถวของพวกเขา แล้วท่านก็จะกล่าวคำตักเตือนพวกเขา สั่งเสียพวกเขา กำชับพวกเขา ถ้าหากท่านต้องการส่งกองทัพไปยังที่ใดที่หนึ่งท่านก็จะสั่งตรงนั้นหรือถ้าหากต้องการสั่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดท่านก็จะทำตรงนั้น หลังจากนั้นท่านก็จะกลับ(หมายถึงเสร็จพิธี)  (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 903)

และเวลาของการละหมาดอีดทั้งสองนั้น เป็นเวลาที่อนุญาตให้ละหมาดซุนนะฮฺได้ ก็คือเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น สูงประมาณ 3 เมตร ไปจนถึง ดวงอาทิตย์คล้อย ซึ่งสมควรที่จะละหมาดอีดิ้ลฟิฏริให้ช้ากว่าอีดิ้ลอัฎฮา เพื่อที่ว่า จะได้ประวิงเวลาในการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ส่วนที่ให้ละหมาดอีดิ้ลอัฏฮาเร็วนั้น เพื่อที่จะได้เชือดสัตว์กุรบ่าน

-การอาบน้ำชำระร่างกาย ใส่น้ำหอมและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดี 


، فَقَالَ :يَا رَسُولَ اللهِ، ابْتَعْ هَذِهِ تَجَمَّلْ بِهَا لِلْعِيدِ وَالْوُفُودِ، فَقَالَ لَهُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : «إِنَّمَا هَذِهِ لِبَاسُ مَنْ لاَ خَلَاقَ لَهُ». (البخاري رقم 896، مسلم 3853)
ความว่า จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา เล่าว่า ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้นำเสื้อคลุมที่ทำด้วยผ้าไหมผืนหนึ่งมาจากตลาด และได้นำไปยังท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวว่า “โอ้ ท่านรอซูล ท่านน่าจะซื้อผ้านี้เอาไว้สวมและแต่งกายสำหรับวันอีดและเมื่อต้อนรับคณะผู้มาเยือน” ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ตอบว่า “แท้จริงแล้ว นี่เป็นเสื้อผ้าของพวกที่ขาดทุน(ในวันอาคิเราะฮฺ)” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข896 และมุสลิม หมายเลข 3853)

รายงานจากอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
“ว่าท่านมักจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดในวันอีด” (สุนัน อัล-บัยฮะกียฺ 3/281)

อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวว่า
 “ในวันอีด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะสวมเสื้อผ้าที่งามที่สุดของท่าน ท่านจะมีชุดเฉพาะที่ใช้สวมใส่ในวันอีดและวันศุกร์” (ดู ซาด อัล-มะอาด 1/441)

รายงานจากท่านนาฟิอฺ ผู้รับใช้ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า
“ท่านอิบนุอุมัรฺ จะอาบน้ำชำระร่างกายในวัน อีดิลฟิฏรฺก่อนที่ท่าน จะเดินทางสู่สนามละหมาด” (บันทึกโดยอิมาม มาลิก ในอัล-มุวัฏเฏาะอ์ 1/177)

   ท่านอิบนุ รุชดฺ ได้กล่าวว่า
“บรรดานักวิชาการมีมติเอกฉันท์เห็นดีเห็นงามให้มีการอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อละหมาดในวันอีด ทั้งสอง” (บิดายะฮฺ อัล-มุจญ์ตะฮิด 1/216)

   ท่านอิมามมาลิก ได้กล่าวว่า
“ฉันได้ยินว่า บรรดานักวิชาการทั้งหลายนั้น ต่างก็ส่งเสริมให้พรมน้ำหอมและแต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ สวยงาม และดูดีที่ สุดในทุกวันอีด โดยเฉพาะคนที่เป็นอิมาม เพราะผู้คนทั้งหลายนั้นจะให้ความสนใจไปยังเขา” (อัล-มุฆนีย์ 5/258)
สำหรับเครื่องแต่งตัวในวันอีดนั้นจะต้องไม่ขัดกับหลักการอิสลาม ห้ามผู้ชายสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นไหม

-อาหารแรกในวันอีดิ้ลอัฎฮาคือเนื้้อกุรฺบาน



فعن بريدة -رضي الله عنه- قال: كان النبي صلى الله عليه وسلم لا يخرج يوم الفطر حتى يَطعم،
ولا يطعم يوم الأضحى حتى يصلي .الترمذي.

จากรายงานของท่านบุร็อยดะฮฺว่า "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจะไม่ออกไปในวันอีดุ้ลฟิฏรฺจนกว่าจะได้รับประทานอาหาร และท่านจะไม่กินอะไรเลยในวันอีดิ้ลอัฎฮาจนกว่าจะละหมาด(จึงจะรับประทานอาหาร(เนื้อกุรบาน))"(บันทึกดดยของอิมามอัตติรมิซียฺ เชคอัลบานียฺว่าเศาะฮี้ฮฺ)



สุนนะฮฺ(มุอักกะดะฮฺ)ให้ทำอุฎียะฮฺ หรือเชื้อกุรฺบาน

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"บุคคลใดที่พบกับความกว้างขวาง(เกี่ยวกับทรัพย์สิน) แล้วเขาไม่ทำกุรบาน เช่นนี้เขาจงอย่าเข้าใกล้สถานที่ละหมาด(วันอีด)ของฉัน" (หะดิษหะสัน บันทึกโดยอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 7924)

รายงานจากท่านอัลบะรออ์ เล่าว่า ท่านรสูลลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"สิ่งแรกที่เราจะเริ่มต้น (กระทำ) ในวันของเรานี้ (หมายถึงอิดิ้ลอัฎฮา) คือเราจะละหมาดอีด เสร็จแล้วเราก็กลับไปเชือดสัตว์(กุรฺบาน) ฉะนั้นบุคคลใดปฏิบัติเยี่ยงนั้นถือว่าเขาปฏิบัติตามแนวทางของเราแล้ว ส่วนบุคคลใดที่เชือดสัตว์(กุรบาน) ก่อน (ละหมาดอีดิ้ลอัฎฮา) เท่ากับว่าเนื้อ(สัตว์ที่เชือด) นั้นมอบให้แก่ครอบครัวของเขาหาใช่เป็นการเชือดสัตว์(กุรฺบาน)พลีแต่ประการใดไม่" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยบุคอรี หะดิษเลขที่ 5119 และมุสลิม หะดิษเลขที่ 3627)

-การทำเศาะดะเกาะฮฺ

  ความประเสริฐของการบริจาคทาน ซึ่งเป็นอะมัลเฉพาะที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งไว้ เพื่อให้สตรีปฏิบัติในวันอีด การบริจาคเศาะดะเกาะฮฺเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปลดปล่อยบ่าวให้รอดพ้นจากการลงโทษในนรก   บรรดาเศาะฮาบะฮฺสตรีได้ทำตัวอย่างในการบริจาคทานด้วยการมอบเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ


عَنْ جَابِرِ بْنِ عَبْدِ اللهِ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ شَهِدْتُ مَعَ رَسُولِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الصَّلَاةَ يَوْمَ الْعِيدِ، فَبَدَأَ بِالصَّلاَةِ قَبْلَ الْخُطْبَةِ بِغَيْرِ أَذَانٍ وَلاَ إِقَامَةٍ، ثُمَّ قَامَ مُتَوَكِّئًا عَلَى بِلاَلٍ فَأَمَرَ بِتَقْوَى اللهِ، وَحَثَّ عَلَى طَاعَتِهِ، وَوَعَظَ النَّاسَ وَذَكَّرَهُمْ، ثُمَّ مَضَى حَتَّى أَتَى النِّسَاءَ فَوَعَظَهُنَّ وَذَكَّرَهُنَّ، فَقَالَ : «تَصَدَّقْنَ، فَإِنَّ أَكْثَرَكُنَّ حَطَبُ جَهَنَّمَ»، فَقَامَتِ امْرَأَةٌ مِنْ سِطَةِ النِّسَاءِ سَفْعَاءُ الْخَدَّيْنِ، فَقَالَتْ :لِمَ يَا رَسُولَ اللهِ؟، قَالَ : «لِأَنَّكُنَّ تُكْثِرْنَ الشَّكَاةَ، وَتَكْفُرْنَ الْعَشِيرَ»، قَالَ : فَجَعَلْنَ يَتَصَدَّقْنَ مِنْ حُلِيِّهِنَّ يُلْقِينَ فِي ثَوْبِ بِلاَلٍ مِنْ أَقْرِطَتِهِنَّ وَخَوَاتِمِهِنَّ. (مسلم رقم 1467)
ความว่า จากท่านญาบิรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า “ฉันได้ออกไปละหมาดอีดพร้อมท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านได้ละหมาดก่อนการให้คุฏบะฮฺ(เทศนา) โดยไม่มีการอะซานหรืออิกอมะฮฺ จากนั้นท่านได้ลุกขึ้นและยืนค้ำกับท่านบิลาล เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ และได้(ให้เทศนาโดย)สั่งให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และเน้นย้ำให้เชื่อฟังพระองค์ ท่านได้กล่าวสั่งสอนและตักเตือนผู้ร่วมละหมาด แล้วท่านก็เดินจนกระทั่งได้ยืนอยู่หน้าเหล่าสตรี(ที่มาร่วมละหมาด) ท่านได้กล่าวสั่งสอนและตักเตือนพวกนาง ท่านได้กล่าวว่า “พวกนางทั้งหลาย จงให้ทานเศาะดะเกาะฮฺเถิด เพราะส่วนมากของพวกเธอนั้นคือเชื้อไฟของนรกญะฮันนัม” เมื่อนั้นได้มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเลิศที่สุดจากพวกนางลุกขึ้นถามด้วยอาการตระหนกที่เห็นได้ชัดจากแก้มของนางว่า “เหตุใดที่เป็นเช่นนั้น โอ้ ท่านผู้เป็นศาสนทูตแห่ง อัลลอฮฺ?” ท่านได้ตอบว่า “เหตุเพราะที่พวกนางชอบฟ้องร้องและไม่สำนึกคุณของสามี” ดังนั้น บรรดาพวกนางจึงได้ถอดต่างหูและแหวนของพวกนางเพื่อทำเศาะดะเกาะฮฺ โดยได้โยนใส่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นในเสื้อของท่าน  บิลาล เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ  (รายงานโดย มุสลิม หมายเลข 1467)


-เดินทางไปยังที่ละหมาดด้วยเส้นทางที่แตกต่างกัน

เพื่อจะได้พบปะให้สลามแก่พี่น้องของเขาเป็นจำนวนมาก

รายงานจากท่านญาบิร อิบนิ อับดิลลาฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮมาุ กล่าวว่า

كَانَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا كَانَ يَوْمُ عِيدٍ خَالَفَ الطَّرِيقَ

"ปรากฎว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั้น เมื่อเป็นวันอีดท่านใช้เส้นทางที่แตกต่างกัน (ไปและกลับจากที่ละหมาด) "(บันทึกโดย บุคอรียฺ : 943)

รายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า

أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ إِذَا خَرَجَ إِلَى الْعِيدِ رَجَعَ فِي غَيْرِ الطَّرِيقِ الَّذِي أَخَذَ فِيهِ

“อันที่จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺออกไปละหมาดอีด และกลับอีกทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทางที่ท่านออกไป” (บันทึกโดยอิบนิมาญะฮฺ : 1301 เศาะเหี๊ยะหฺอิบนุมาญะฮฺอัลบานียฺ : 1083)

  อิหม่าม อันนะวาวีย์ กล่าวว่า
 "แม้เราจะไม่ทราบเหตุผล แต่การปฏิบัติตาม (ซุนนะฮฺของท่านนบี) เป็นที่ส่งเสริมอย่างแน่นอน" (เราเฎาะฮฺ อัฏ-ฏอลิบีน 2/77)

-ส่งเสริมให้มีการขอพรซึ่งกันและกัน


ญุบัยรฺ อิบนุ นุฟัยรฺ กล่าวว่า ทุกครั้งที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาเจอกันในวันอีด พวกเขาจะกล่าว ให้แก่กันว่า

تَقَبَّلَ اللهُ مِنَّا وَ مِنْكَ

"ขออัลลอฮฺทรงรับ (การงาน) ทั้งจากเราและจากท่าน" (ฟัตหุลบารีย์ 2/157)


-เยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง ครูอาจารย์

ให้เยี่ยมเยียนขออภัยซึ่งกันและกันในวันอีด  ให้ไปหาญาติพี่น้องที่ห่างไกล ตึดต่อเชื่อมสัมพันธ์ที่ดี กับเครือญาติ ตลอดครูบาอาจารย์ เพราะ วันอีดคือวันแห่งการเฉลิมฉลอง รื่นเริง จึงเหมาะสมที่สุดที่เราจะไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ขออภัยซึ่งกันและกัน

-ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงอาหารที่บ้าน

ให้มีการเลี้ยงอาหารที่บ้าน หรือแจกจ่ายไปยังเพื่อนบ้าน ตามสภาพของผู้นั้น

-การไปพักผ่อนหย่อนใจ

การไปพักผ่อน ยังสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ เพื่อชมความงามและการสร้างของพระองค์อัลลอฮฺ และรำลึกถึงกรุณาธิคุณของพระองค์

- ให้สตรีและเด็กๆ ออกไปรวมกัน ณ.สถานที่ละหมาด 

รายงานจากอุมมุ อะฏียะฮฺ กล่าวว่า

أُمِرْنَا أَنْ نَخْرُجَ فَنُخْرِجَ الْحُيَّضَ وَالْعَوَاتِقَ وَذَوَاتِ الْخُدُورِ فَأَمَّا الْحُيَّضُ فَيَشْهَدْنَ جَمَاعَةَ الْمُسْلِمِينَ وَدَعْوَتَهُمْ وَيَعْتَزِلْنَ مُصَلَّاهُمْ

“พวกเราได้ถูกใช้ให้นำ (ไปยังสถานที่ละหมาดอีด) สตรีที่มีประจำเดือน เด็ก ๆและหญิงสาว ส่วนหญิงที่มีประจำเดือนนั้น นางจะได้ร่วม รับความดี และการขอพรของบรรดามุสลิมด้วย โดยให้หญิงที่มีประจำเดือนอยู่นอกสถานที่ละหมาด” (บันทึกโดยบุคอรียฺ : 938)

أَمَرَنَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنْ نُخْرِجَهُنَّ فِي الْفِطْرِ وَالْأَضْحَى الْعَوَاتِقَ وَالْحُيَّضَ وَذَوَاتِ الْخُدُورِ فَأَمَّا الْحُيَّضُ فَيَعْتَزِلْنَ الصَّلَاةَ وَيَشْهَدْنَ الْخَيْرَ وَدَعْوَةَ الْمُسْلِمِينَ

"ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้พวกเรานำบรรดาสตรีออกสู่สถานที่ละหมาดในวันอีดิ้ลฟิตรฺและอี ดิ้ลอัฎฮา พวกนาง คือเด็ก ๆ  สตรีที่มีประจำ เดือน และหญิงสาว ส่วนสตรีที่มีประจำเดือนพวกนางจะไม่ร่วมทำการละหมาด แต่จะร่วมกันเชยชมความดี งามและรับพรจากบรรดามุสลิม ในวันนั้น..." (บันทึกโดยมุสลิม : 890,1475 อะหฺมัด : 20275)

 ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งเสริมให้สตรีทุกคนออกมาเพื่อร่วมในวันอีดิลฟิฏรฺและอีดิลอัฎฮา ซึ่งจะรวมถึงบรรดาหญิงสาวที่มีประจำเดือนด้วย  วัตถุประสงค์ที่ให้บรรดาหญิงสาวออกมาก็เพื่อให้เขาสามารถร่วมในกิจกรรมการทำความดีและร่วมในการขอดุอาอ์

-ไม่มีละหมาดใดๆ ก่อนหรือหลังละหมาดวันอีด

รายงานจากท่านอิบนุ อับบาส เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปละหมาดอีดสองร็อกอะฮฺโดยท่านมิได้ละหมาดใดๆ ก่อนหรือหลังละหมาด(อีด)"(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ...บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1587 และอิบนุ มาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1291)


-ไม่มีสุนนะฮฺให้อาซาน หรอิกอมะฮฺก่อนละหมาดอีด

ท่านสะอด์ บุตรของอบูวักกอศ เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดอีดพร้อมกับพวกเราก่อนคุฏบะฮฺ โดยไม่มีอะซาน และอิกอมะฮฺ"(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ...บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1562 และอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 3042)

-ฟังคุฏบะฮฺ

  มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يُصَلِّي فِي الْأَضْحَى وَالْفِطْرِ ثُمَّ يَخْطُبُ بَعْدَ الصَّلَاةِ

"อันที่จริงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาดอีดิ้ลอัฎฮา และอีดิ้ลฟิตริ หลังจากนั้นท่านจะกล่าวคุฏบะฮฺหลังละหมาด"(บันทึกโดยบุคอรีย : 914 อะหฺมัด : 5630)


วิธีละหมาดอีด

ร็อกอะฮฺแรก
1)ตั้งเจตนาเนียต
2)ตักบีรฺเพื่อเข้าเวลาละหมาด มะมูมไม่ต้องกล่าวตักบีรฺเสียงดัง
3)ให้กล่าวตักบีรฺอีก 7 ครั้ง  ควรเว้นระยะสักนิดหนึ่งโดยไม่ต้องอ่านอะไร แต่ถ้าจะอ่านก้ย่อมกระทำได้
เพราะมีแบบอย่างจากท่านอิบนุ มัสอูด (เป็นศอหะบะฮฺ) ได้กระทำไว้ โดยกล่าวว่า
สุบฮานัลลอฮ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ"
4)อ่านดุอาอ์อิฟติตาหฺ
5)อ่านสูเราะฮฺฟาติหะฮฺ
6)อ่านสูเราะฮฺบทหนึ่งบทใด
7)ตักบีรฺเพื่อรุกั่วอฺแล้วกระทำตามขั้นตอนไปจนการสุญูด

ร็อกอะฮฺที่ 2
1)กล่าวตักบีรฺ ไม่ต้องยกมือ ขึ้นมากอดอก
2) ตักบีรฺอีก 5 ครั้ง
3)กระทำขั้นตอนเหมือนร็อกอะฮฺแรก ไปจนกระทั่งนั่งตะชะฮฺฮุดแล้วสลาม

!!!!  สำหรับการประดับประดามัสยิดในวันอีด ไม่มีแบบอยางจากท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาสละฟุศศอลิหฺในอดีตเลยแม้แต่น้อย

!!!!!  และสำหรับการเจาะจงไปเยี่ยมกุบูรฺในวันอีด ก็ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำ คำพูด หรือการยอมรับของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หรือแม้แต่การกระทำของบรรดาเศาะหะบะฮฺกระทำแม้แต่คนเดียว

والله أعلم بالصواب

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อิสลามคือศาสนาแรก และมนุษย์คนแรกศรัทธา




ชาย-หญิง หลายคนเข้ารับอิสลามเพราะคนรักเป็นมุสลิม..
ด้วยเหตุผลนาๆประการตัวอย่างชัดๆ เช่น
-สตรีมุสลิม แต่งตัวเรียบร้อย(ไม่โชวรูปลักษย์จนตัวเองไร้ค่า)
-สตรีมุสลิม คลุมฮิญาบปิดเส้นผม(เก็บไว้ให้คนรักเพียงคนเดียว)
#เพียงสองประการนี้ก็มีค่ามากแล้ว..แต่ทุกประการก็ทำเพื่ออัลลอฮฺยึดมั่นอย่างมั่นคงในอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าองค์เดียว#

บุรุษมุสลิม ไม่มองหญิงนุ่งน้อยห่มน้อย(เก็บสายตาไว้มองสิ่งที่ฮะล้าล(อนุมัติ)คือมองคนที่แต่งงานแล้วเท่านั้น)
บุรุษมุสลิม ไม่ดื่มเหล้า,ไม่เล่นการพนัน,ไม่เจ้าชู้,(ไม่ทำชั่วเพราะรู้ว่าอัลลอฮฺมีจริงแล้วอัลลอฮฺจะลงโทษไม่โลกนี้ก็ในนรกก่อนได้เข้าสวรรค์)
#และอีกหลายๆอย่างที่นำมาเสนอยังไม่ครบถ้วน#

"สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจของศาสนาอิสลาม"มีอีกเยอะ

อีกอย่างที่อยากเสนอคือมุสลิมกว่า1,500ล้านคนทั่วโลกเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่มองไม่เห็น..เพราะแท้จริงเกินสติปัญญาของมนุษย์ธรรมดาแน่นอน 1,500เยอะไหม เยอะแน่นอนแต่เป็นเพราะความเชื่อในอัลลอฮฺ

เคยสงสัยบ้างไหมว่าเป็นเพราะอะไรว่ามีคนศรัทธามั่นอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเยอะมากทั้งๆที่ไม่เห็นพระเจ้า-และยังไม่ต้องสร้างรูปปั้นขึ้นมาแทนด้วย...

มหัศจรรย์ใช่ไหม...

ประโยค"ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ"
แปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดยกเว้นอัลลอฮฺ ใช้มาตั้งแต่นบีอาดัม (อลัยฮิสลาม) มนุษย์คนแรกมาจนถึงทุกวันนี้

มหัศจรรย์ใช่ไหม...

เด็กอายุน้อยๆ..ไม่ถึงสิบขวบได้อ่านคำตรัสของพระเจ้า...

มหัสจรรย์ใช่ไหม

และมุสลิมรู้ถึงสาเหตุที่ ศาสนาที่2,3,4,5 ~~เกินขึ้นมาใหม่ว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะอะไร

มหัสจรรย์ใช่ไหม

นบีมูฮัมหมัด(ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)ท่านเป็นผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แน่นอนคือท่านไม่สามารถแต่ง อัลกุรอาน ขึ้นมาได้เอง


وَإنْ كُنْتُمْ فِي رَيْبٍ مِّمَّا نَزَّلْنَا عَلَى عَبْدِنَا فَأْتُوا بِسُوْرَةٍ مِّن مِّثْلِهِ وَادْعُوا شُهَدَاءَكُمْ مِّنْ دُوْنِ اللهِ إنْ كُنْتُمْ صَادِقِيْنَ 

"และหากพวกเจ้าอยู่ในความสงสัย จากสิ่งที่เราได้ประทานให้แก่บ่าวของเรา ดังนั้นจงนำมาสักบทหนึ่งให้เหมือนกัน และจงเรียกร้องประจักษ์พยานในหมู่พวกเจ้านอกจากอัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้สัจจริง"

พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงประทานอัลกุรอานให้แก่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มาจากอัลลอฮ์ ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเลียนแบบได้ ทั้งนี้ เพื่อยืนยันในการเป็นศาสนทูตของท่านนบีมูฮัมหมัด

พระองค์ได้ทรงกล่าวท้าทายไว้ในอายะห์นี้ว่า “และหากพวกเจ้าอยู่ในความสงสัยจากสิ่งที่ถูกประทานให้แก่บ่าวของเรา” หมายถึงสงสัยในอัลกุรอานที่ประทานให้แก่นบีมูฮัมหมัดว่าจะไม่ได้มาจากอัลลอฮ์จริง ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม
เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม นั้นเป็นผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงยืนยันไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

هُوَ الَّذِي بَعَثَ فِي الأُمِّيِيْنَ رَسُوْلاً مِّنْهُمْ 

“พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งศาสนทูตในกลุ่มคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็นจากพวกเขา” ซูเราะห์อัลญุมุอะห์ อายะห์ที่ 2


ดังนั้นการที่ผู้ใดจะกล่าวอ้างว่า ท่านนบีมูฮัมหมัดได้แต่งอัลกรุอานขึ้นเอง หรือได้อ่านหรือคัดลอกมาจากตำราเล่มใด จึงเป็นคำกล่าวหาที่เลื่อนลอย
และหากคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็นอย่างมูฮัมหมัดกระทำได้จริงตามที่กล่าวหา ดังนั้นผู้อื่นก็ย่อมกระทำได้และย่อมทำได้ดีกว่า โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีคนที่อ่านออกเขียนได้ อีกทั้งมีความรู้,ความชำนาญในศาสตร์อื่นๆมากมาย

เมื่อคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่เป็นชื่อมูฮัมหมัด เพียงคนเดียว ได้นำมาทั้งหมด 114 บท พระองค์อัลลอฮ์ทรงท้าทายว่า “ดังนั้นจงนำมาสักบทหนึ่ง” คือให้ผู้ที่สงสัยหรือผู้กล่าวหา นำมาแค่เพียงบทเดียว ไม่ว่าจะเป็นบทที่สั้นหรือยาวก็ได้ อีกทั้งให้ระดมผู้คนมาช่วยกันกระทำการเยี่ยงนี้โดยไม่จำกัดจำนวน โดยพระองค์กล่าวว่า “และจงเรียกร้องประจักษ์พยานในหมู่พวกเจ้า” คำว่า “ประจักษ์พยาน” ในที่นี้

ท่านอิบนิ อับบาส อธิบายว่า คือผู้ให้ความช่วยเหลือในหมู่พวกเจ้า
อัสซุดดีย์ ได้กล่าวว่า จาก อบี มาลิก ให้ความหมายว่า หุ้นส่วนหรือผู้ร่วมขบวนการของพวกเจ้า
มุญาฮิด กล่าวว่า (และจงเรียกร้องประจักษ์พยานในหมู่พวกเจ้า) หมายถึง รวบรวมผู้คนให้เป็นประจักษ์พยานในเรื่องนี้

และพระองค์อัลลอฮ์ทรงท้าทายในท้ายอายะห์นี้ว่า “หากพวกเจ้าเป็นผู้สัจจริง” คือผู้สัจจริงย่อมกระทำได้ มิใช่เป็นผู้กล่าวหาผู้อื่นอย่างเลื่อนลอย แต่ปรากฏว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ปรากฏว่าคนทั้งโลกผู้สัจจริงในกรณีนี้แม้แต่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์อัลลอฮ์ ยังกล่าวอีกว่า

قُلْ لَئِنِ اجْتَمَعَتِ الإنْسُ وَالْجِنُّ عَلَى أنْ يَأْتُوا بِمِثْلِ هَذَا الْقُرْآنِ لاَ يَأْتُوْنَ بِمِثْلِهِ وَلَوْكاَنَ بَعْضُهُمْ لِبَعْضٍ ظَهِيْراً


“ประกาศเถิดมูฮัมหมัด หากว่ามนุษย์และญินร่วมกันในการนำมาเช่นเดียวกับอัลกุรอานนี้ พวกเขาไม่สามารถนำมาเช่นเดียวกันได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ตาม” ซูเราะห์ อัลอิสรออ์ อายะห์ที่ 88

อิสลามมหัศจรรย์ใช่ไหม....คนที่ได้สำผัสด้วยการเข้ารับอย่างศรัทธามั่นจากใจอย่างแท้จริง....เขาคือชาวสวรรค์


والله أعلم بالصواب


♥ Amazing of islam ♥

ข้อมูลจาก
http://www.fareedfendy.com/tafseer/al_baqarah/23.php


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


การตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสอง




จำนวนตักบีรฺ (การกล่าวอัลลอฮุอักบัร الله أكبر‎)

สำหรับตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสองนั้น ในร็อกอะฮฺแรก ให้กล่าวตักบีรฺ 7 ครั้ง และร็อกอะฮฺที่สอง 5 ครั้ง แต่มีทัศนะที่ไม่ตรงกันว่าควรตักบีร(ที่ไม่ใช่ตักบีร่อตุลอิหฺรอม) ในเวลาใด เป็นสองทัศนะ

ทัศนะแรกให้ตักบีรฺหลังจากตักบีร่อตุลอิหฺรอม(ตักบีนฺแรก) และก่อนอ่านฟาตีหะฮฺ ในทั้งสองร็อกอะฮฺ ซึ่งเป็นทัศนะของอิมามมาลิก อิมามอัชชาฟีอีย์ และอิมามอะหฺมัด ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ(ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเอ็นดูเมตตาท่าน)

โดยอ้างหลักฐาน ดังนี้

รายงานจากท่านกะซีร อิบนิ อับดิลลาฮฺ จากบิดาของเขา จากปู่ของเขา เล่าว่า
"ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้ตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสองในร็อกอะฮฺที่หนึ่ง 7 ครั้ง ในร็อกอะฮฺที่สอง 5 ครั้ง ก่อนการอ่าน(หมายถึงอัลฟาติหะฮฺ)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด อัตติรฺมีซีย์ และอิบนุมาญะฮฺ)

รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า
"ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านได้ตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสอง 7 ครั้งในร็อกอะฮฺที่หนึ่ง 5ครั้งในร็อกอะฮฺที่สองก่อนอ่าน (อัลฟาติหะฮฺ)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด)

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัมรฺ อิบนุลอ๊าซ ได้กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"การตักบีรฺในละหมาดอีดมี 7 ครั้งในร็อกอะฮฺแรก และ 5 ครั้ง ในร็อกอะฮฺสุดท้าย ส่วนการอ่าน(ฟะติหะฮฺ) นั้นหลังจากการตักบีรฺทั้งสอง" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด)

 ทัศนะที่ 2 การอ่านนั้น (อัลฟาตีหะฮิและสูเราะฮฺ) จะต้องเชื่อมกันในสองร็อกอะฮฺ กล่าวคือ ให้ตักบีรฺในร็อกอะฮฺแรกก่อนการอ่าน ส่วนในร็อกอะฮฺที่สองนั้น ให้ตักบีรฺหลังการอ่าน ซึ่งเป็นทัศนะของอิมามอบูนีฟะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ และจากรายงานหนึ่งในมัซฮับของอิมามอะหฺมัด ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

โดยอ้างหลักฐาน ดังนี้

รายงานจากท่านอบีมูซา อัลอัชอะรีย์ และหะดิษของท่านฮุซัยฟะฮฺ เล่าว่า
"ท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตักบีรฺในละหมาดอีด 4 ตักบีรฺ เหมือนกับตักบีรฺในละหมาดญะนาซะฮฺ และอ่าน (ฟาติหะฮฺ และสูเราะฮฺ อย่างต่อเนื่อง)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด และอิมามอบูดาวูด)

 การตักบีรฺของผู้ไม่ทันการตักบีรฺของอิมาม

แบ่งออกเป็น 2 ทัศนะ

ทัศนะแรก มะมูมจะต้องปฏิบัติตามอิมาม แม้ไม่ทันตักบีรฺทั้งหมด โดยไม่ต้องตักบีรฺใช้ แต่ถ้าเขาละหมาดไม่ทันอิมามหนึ่งร็อกอะฮฺเต็มๆ ก็ให้เขาละหมาดใช้ร็อกอะฮฺนั้นพร้อมกับตักบีรฺทั้งหมดในร็อกอะฮฺนั้น

ทัศนะที่ 2 เมื่อผู้มาไม่ทันละหมาด สามารถที่จะตักบีรก่อนรุกัวะฮฺ ก็ให้เขาตักบีรฺ ถึงแม้อิมามจะตักบีรฺเสร็จแล้ว และเริ่มอ่านฟะติหะฮและสูเราะฮฺแล้ว เป็นทัศนะของอิมามอบูนีฟะฮ อิมามมาลิก และทัศนะเดิมของอิมามชาฟีอีย์ และทัศนะหนึ่งจากแนวมัซฮับฮัมบาลีย์

การยกมือทั้งสองในขณะตักบีรฺ

บรรดาศอหะบะฮฺมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ในหุก่มของการยกมือขณะตักบีร่อตุซซะวาอิด (คือตักบีรฺที่ไม่ใช่ตักบีรฺแรก หรือตักบีร่อตุ้ลอิหฺรอม)

 ทัศนะแรก ให้ยกมือทั้งสองขณะตักบีรฺทุกครั้งในละหมาดหมาดทั้งสอง รวมทั้งละหมาดขอฝน หรือละหมาดญะนาซะฮฺ ซึ่งเป็นทัศนะของมัซฮับชาฟีอีย์ อิมามอะหฺมัด และหนึ่งในสองของทัศนะอิมามมาลิก และอิมามอบูฮะนิฟะฮฺ

หลักฐานที่นำอ้างอิงทัศนะ

รายงานจากท่านอุมัร อิบนิล คอฏฏอบ เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะยกมือทั้งสองในทุกตักบีรฺในละหมาดอีด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยฮะกีย์)
รายงานจากท่านอิบนุ อับบ๊าส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
"ไม่มีการยกมือ นอกจากใน 7 ตำแหน่ง หนึ่งในเจ็ดนั้นท่านได้ระบุว่า การยกมือขณะตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสอง" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยฮะกีย์)

ทัศนะที่ 2 ไม่มีบทบัญญํติให้ยกมือขณะตักบีรฺในละหมาดอีดทั้งสอง รวมถึงละหมาดขอฝน และละหมาดญะนาซะฮฺ ทัศนะนี้เป็นทัศนะของอิมามมาลิก บางส่วนของแนวมัซฮับฮานาฟีย์

หลักฐานที่นำอ้างอิงทัศนะ

จากรายงานจากท่านอิบนิ มัสอู๊ด เล่าว่า
"ปรากฏว่า ท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ไม่ยกมือทั้งสองของท่านในละหมาด นอกจากตักบีร่อตุ้ลอิฟตอต๊าฮิเท่านั้น" 

สำหรับท่านอิมามอบูฮะนิฟะฮฺเองท่านยกมือในละหมาดอีด ละหมาดขอฝน แต่ไม่ยกมือในละหมาดญะนาซะฮฺ

โดยอาศัยหลักฐานต่อไปนี้

รายงานจากท่านอิบนุ อับบ๊าส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
"ไม่มีการยกมือ นอกจากใน 7 ตำแหน่งเท่านั้น ใน 7 นั้น ไม่มีละหมาดญะนาซะฮฺ"(บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยฮะกีย์)

รายงานจากจากท่านอาลี อิบนิ อบีฏิลิบ และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า
ท่านทั้งสองได้กล่าวว่า
"ไม่มีการยกมือ หมายถึงในละหมาดญะนาซะฮฺ นอกจากขณะตักบีร่อตุลเฮียะรอม (ตักบีรฺแรก) เท่านั้น" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบัยฮะกีย์ และอัตติรมิซีย์)

การต่อเนื่องในการทำตักบีรฺ

บรรดาอุละมาอฺมีความทัศนะที่ไม่ตรงกันในเรื่องนี้

ทัศนะแรก ให้มีการเว้นช่วงระหว่างตักบีรฺ โดยไม่ให้มีการติดต่อกัน ซึงเป็นทัศนะของมัซฮับชาฟีอีย์ และมัซฮับฮัมบาลีย์  โดยให้ทิ้งช่วงระยะเวลาหนึ่งระหว่างสองตักบีรฺ เพื่อกล่าว "ซุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร"

หลักฐานที่นำอ้างอิงทัศนะ

รายงานจากท่านอัลกอมะฮฺ เล่าว่า ท่านอับดุลลอฮ อิบนิ มัสอู๊ด ท่านอบูมูซา อัลอัชอะรีย์ และท่านฮุซัยฟะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม กล่าวว่า "ท่านวะลีด อิบนิ อุกบะฮิ ได้ออกไปพบท่านทั้งสามในวันหนึ่ง และกล่าวว่าถามท่านทั้งสามว่า
" วันอีดนั้นใกล้เข้ามาแล้ว จะตักบีรฺอย่างไรกันในวันนั้น ท่านอับดุลลอฮ อิบนิ มัสอู๊ด ได้ตอบว่า "ท่านเริ่มด้วยกล่าวตักบีรฺเปิดละหมาด ต่อมาให้สรรเสริญพระเจ้าของท่านแล้วกล่าวซอลาวาตต่อท่านนบี ต่อจากนั้นให้ท่านขอดุอาอฺ แล้วกล่าวตักบีรฺ ละทำเหมือนกัน ต่อจากนั้น ให้ท่านขอดุอาอฺ แล้วกล่าวตักบีรฺ.....ต่อจากนั้นให้อาน (อัลฟาติหะฮฺ และสูเราะฮฺ)...."(บันทึกหะดิษโดย อัลบัยฮะกีย์)
จากหะดิษข้างต้น ระบุว่า "จากนั้นให้ท่านขอดุอา" แต่ไม่ได้ระบุให้กล่าวดุอาอ์อย่างไร บ้างก็กล่าว "ซุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร" บ้างก็กล่าว "อัลลอฮุอักบัร กะบีรอ วัลอัมดุลิลลาฮิ กะซีรอ วะซุบฮานัลลอฮิ บุกร่อเตาวะอะซีลา วะศ็อลลัลลอฮุอะลามุฮัมมัด วะอาลิฮฺ วะซํลละมะกะซีรอ" บ้างก็กล่าวว่า "ลาอิลาฮะอิลลัลอฮฺ อัลลอฮุอักบัร ฮัมฮัมดุลิ้ลลาฮฺ"

และไม่พบหลักฐานจากท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยตรงว่าให้เว้นช่วงระหว่างตักบีรฺ และกล่าวดุอาอ์ใดๆ

ทัศนะที่ 2 ให้ตักบีรฺติดต่อกัน มิต้องเว้นช่องว่างด้วยการอ่านอะไร เพราะตรงนั้นไม่ใช่ตำแหน่งที่ควรขอดุอาอฺ หรือซิกรุ้ลลอฮฺ นั้นก็คือให้กล่าวอัลลอฮุอักบัร อย่างต่อเนื่อง จนครบ 7 ครั้งในร็อกอะฮฺแรก และ 5 ครั้ง ในร็อกอะฮฺที่สอง ซึ่งเป็นทัศนะของอิมามอบูฮานิฟะฮฺ และอิมามมาลิก


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿





วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การกล่าวตักบีรฺวันอีดทั้งสอง




การกล่าวตักบีรฺ หากวันอีดิลฟิฏริ ให้กล่าวตั้งแต่เมื่อเห็นหรือทราบข่าวการเห็นจันทร์เสี้ยว ไปจนกระทั่งยืนเพื่อละหมาดอีดิลฟิฏริ เมื่อให้สลามในละหมาดอีดอิดิลฟิฏริแล้ว ก็ไม่ต้องกล่าวตักบีรฺอีก

และสำหรับวันอีดิ้ลอัฎฮา ให้กล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ซุลฮิจญะฮฺ ส่วนการกล่าวตักบีรฺหลังละหมาดฟัรดู ให้เริ่มกล่าวตั้งแต่หลังละหมาดศุบฮฺของวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ (คืนวันอะเราะฟะฮฺ) เรื่อยไปจนกระทั้งถึงเวลาละหมาดอัศริของวันที่ 13 ซุลฮิจญะฮฺ

สำหรับสำนวนการตักบีรฺในวันอีดทั้งสองมีหลายสำนวน เช่น

الله أكبر ، الله أكبر ، الله أكبر ، لا إله إلا الله ، الله أكبر ، الله أكبر ، ولله الحمد

อ่านว่า :อัลลอฮุอักบัรฺ   อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมด์"

ความหมาย : อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น"

แต่ที่ถือว่าถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดคือ

الله أكبر الله أكبر ، لا إله إلا الله ، الله أكبر ، الله أكبر ولله الحمد

อ่านว่า : อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมด์"

ความหมาย : อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียวเท่านั้น อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮฺทั้งสิ้น"

จากการรายงานหะดิษ

كان ابن مسعود رضي الله عنه يقول : اللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ ، لَا إلَهَ إلَّا اللَّهُ ، وَاَللَّهُ أَكْبَرُ اللَّهُ أَكْبَرُ وَلِلَّهِ الْحَمْدُ [ابن أبي شيبة] .

ในวันอีดท่าน(อิบนิมัสอู๊ด)จะตักบีรว่า "อัลลอฮุอักบะรุลลอฮุอักบัร (อัลลอฮฺทรงเกรียงไกร) ลาอิลาหะอิลลัลลอฮุ วัลลอฮุอักบัร(ไม่มีพระเจ้าใดนอกจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเกรียงไกร) อัลลอฮุอักบัร(อัลลอฮฺทรงเกรียงไกร) วะลิลลาฮิลฮัมดฺ(การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ)"(บันทึกโดยอิมามอิบนุอบีชัยบะฮฺ เชคอัลบานียฺตรวจสอบและว่าสายสืบเศาะเฮี๊ยะฮฺ )

 มีอีกรายงานหนึ่งที่เพิ่มตักบีรเป็น 3 ครั้ง ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ทั้งสองแบบตามที่ยกมาข้างต้น

และอีกสำนวนหนึ่ง

รายงานจากท่านอิบนิอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านเคยตักบีรว่า

وعن ابن عباس رضي الله عنهما :" الله أكبر ، الله أكبر ، الله أكبر ، ولله الحمد ، الله أكبر وأجل ، الله أكبر على ما هدانا" [البيهقي[

"อัลลอฮุอักบะรุลลอฮุอักบัร (อัลลอฮฺทรงเกรียงไกรยิ่ง)  อัลลอฮุอักบัร วะลิลลาฮิลฮัมดฺ (อัลลอฮฺทรงเกรียงไกรยิ่ง การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ) อัลลอฮุอักบะรุวะอะญัล (อัลลอฮฺทรงเกรียงไกร อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่) อัลลอฮุอักบะรุอะลามาหะดานา (อัลลอฮฺทรงเกรียงไกรเนื่องจากว่าอัลลอฮฺทรงให้ทางนำแก่เรา)"   (บันทึกโดยอิมามอัลบัยหะกียฺ เชคอัลบานียฺบอกว่าสายสืบเศาะเฮี๊ยะฮฺ)

และเมื่อกล่าวตักบีรแล้วให้รำลึกถึงความหมายด้วยว่าอัลลอฮฺยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าหลงไปกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวสวยงาม, การเชือดกุรบาน(อุฎหิยะฮฺ) ซึ่งเรากระทำด้วยความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เราทำเนื่องจากการเชือดของท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ที่ถูกทดสอบให้เชือดลูกของท่านและท่านก็ยอมที่จะกระทำตามบัญชา เพราะอัลลอฮฺยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน บิดามารดา สถาบัน ฯลฯ และเราก็ต้องกลับมาทบทวนว่าชีวิตของเรามีอะไรยิ่งใหญ่กว่าอัลลอฮฺหรือไม่


والله أعلم بالصواب

ดาวน์โหลด MP3 เสียงตักบีรฺวันอีด






✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿