อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จะอ่าน"บิสมิลลาฮฺ"เสียง"ดัง"หรือ"ค่อย"


ทัศนะของบรรดาศ่อฮาบะฮฺและนักวิชาการรุ่นหลังเกี่ยวกับการอ่าน "บิสมิลลาฮฺ"(بسم الله الرحمن الرحيم) เสียงดัง หรือ เสียงค่อย   

อ่านบิสมิลลาฮฺเสียงดัง/เสียงค่อย

-บรรดาศ่อฮาบะฮฺที่เห็นด้วยกับทัศนะไม่ต้องอ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงดัง(ให้อ่านเสียงค่อย)
ได้แก่ ท่านอบูบักรฺ , ท่านอุมัรฺ , ท่านอุสมาน , ท่านอาลี ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม และศ่อฮาบะฮฺท่านอื่นๆ อีกจำนวนมาก
-บรรดาศ่ออาบะฮฺที่เห็นด้วยกับทัศนะที่ต้องอ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงดัง ไม่ว่าขณะอ่าน "ฟาติฮะฮฺ หรือ "ซูเราะฮฺ" 
ได้แก่ ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ , ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ , ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบ๊าส และท่านอบุซซุเบรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม

-บรรดาหัวหน้ามัศฮับต่างๆ ที่เห็นด้วยกับทัศนะไม่ต้องอ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงดัง(ให้อ่านเสียงค่อย)
1)  ท่านอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺ ร่อฎียัลลอฮฺฮุอันฮุ ซึ่่งเป็นหัวหน้ามัศฮับฮานาฟียฺ
2)  ท่านอิหม่ามมาลิก ร่อฏียัลลอฮฺอันฮุ ซึ่งเป็นหัวหน้ามัศฮับมาลิกียฺ
3)  ท่านอิหม่ามอะฮฺมัด อิบนุ ฮัมบัล ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ซึ่งเป็นหัวหน้ามัศฮับฮัมบะลียฺ

-บรรดาหัวหน้ามัศฮับต่างๆ ที่เห็นด้วยกับทัศนะที่ต้องอ่าน "บิสมิลลาฮฺ"เสียงดัง 
1)ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ร่อฎียัลลอฮฺอันฮุ ซึ่งเป็นหัวหน้ามัศฮับชาฟีอีย์

................
หลักฐานที่ให้อ่าน"บิสมิลลาฮฺ"เสียงดัง หรือค่อย
อ่านบิสมิลลาฮฺเสียงค่อย(ไม่ดัง)
-หลักฐานที่ให้อ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงค่อย

حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ الْمُثَنَّى، وَابْنُ، بَشَّارٍ كِلاَهُمَا عَنْ غُنْدَرٍ، قَالَ ابْنُ الْمُثَنَّى حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ جَعْفَرٍ، حَدَّثَنَا شُعْبَةُ، قَالَ سَمِعْتُ قَتَادَةَ، يُحَدِّثُ عَنْ أَنَسٍ، قَالَ صَلَّيْتُ مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم وَأَبِي بَكْرٍ وَعُمَرَ وَعُثْمَانَ فَلَمْ أَسْمَعْ أَحَدًا مِنْهُمْ يَقْرَأُ ‏{‏ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ‏}

                  อนัส (บินมาลิก) รายงานว่า "ฉันเคยละหมาดพร้อมกับท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร และท่านอุสมาน โดยฉันไม่ได้ยินผู้ใดจากท่านเหล่านี้ อ่าน บิสมิ้ลลาฮ์ฮิรเราะห์มานนิรรอฮีม (ด้วยเสียงดัง)" 
(มุสลิม/หมวดที่4/บทที่13/ฮะดีษเลขที่ 0786)

...อีกกระแสหนึ่งของหะดิษนี้ระบุว่า "ฉัน(อนัส) ได้ละหมาดตาม(เป็นมะมูม) ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอบูบักร , และท่านอุมัร ท่านอุสมาน เริ่มละหมาดด้วยการอ่าน "อัลฮัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน"

!!!....หะดิษนี้นับเป็นหลัฐานที่เศาะเฮียะฮ์ ที่สุด ที่นักวิชาการหะดิษระดับอาวุโสได้บันทึกไว้ อาทิ ท่านอิหม่ามบุคอรีย์ ได้บันทึกหะดิษนี้ไว้ในบทว่าด้วย "ลักษณะการละหมาด" ท่านอิหม่ามมุสลิมได้บันทึกหะดิษนี้ไว้ในบทว่าด้วย "หลักฐานของผู้ที่กล่าวว่าไม่ต้องอ่านบิสมิลลาฮฺด้วยเสียงดัง" นอกจากนี้ท่านติตติรมีซีย์ ท่านอิหม่ามอะฮิมัด , ท่านนาซาอีย์ , ท่านอัฎฎอฮาวีย์ , ท่านอัดดารุกุฎนีย์ ท่านอิบนิฮิบบาน ท่านอฏฏ็อบรอนีย์ , ท่านอบีนุอัยมฺ และท่านอบียะอฺลา ยังไม่บันทึกหะดิษดังกล่าวไว้ด้วย...


حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ الْمُثَنَّى، حَدَّثَنَا أَبُو دَاوُدَ، حَدَّثَنَا شُعْبَةُ، فِي هَذَا الإِسْنَادِ ‏.‏ وَزَادَ قَالَ شُعْبَةُ فَقُلْتُ لِقَتَادَةَ أَسَمِعْتَهُ مِنْ أَنَسٍ قَالَ نَعَمْ نَحْنُ سَأَلْنَاهُ عَنْهُ
                 ชัวอ์บะห์ ได้รายงานฮะดีษบทนี้ ด้วยสายรายงานเดียวกัน แต่มีข้อความเพิ่มเติมว่า "ชัวอ์บะห์ได้กล่าวว่า ฉันกล่าวกับก่อตาดะห์ว่า ท่านเคยได้ยินเรื่องนี้จากอนัส (บินมาลิก) ไหม ? เขาตอบว่า ใช่ พวกเราเคยถามเขาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว" (ดูฮะดีษเลขที่ 0786)
 (มุสลิม/หมวดที่4/บทที่13/ฮะดีษเลขที่ 0787)

حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ مِهْرَانَ الرَّازِيُّ، حَدَّثَنَا الْوَلِيدُ بْنُ مُسْلِمٍ، حَدَّثَنَا الأَوْزَاعِيُّ، عَنْ عَبْدَةَ، أَنَّ عُمَرَ بْنَ الْخَطَّابِ، كَانَ يَجْهَرُ بِهَؤُلاَءِ الْكَلِمَاتِ يَقُولُ سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ تَبَارَكَ اسْمُكَ وَتَعَالَى جَدُّكَ وَلاَ إِلَهَ غَيْرُكَ ‏.‏ وَعَنْ قَتَادَةَ أَنَّهُ كَتَبَ إِلَيْهِ يُخْبِرُهُ عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ أَنَّهُ حَدَّثَهُ قَالَ صَلَّيْتُ خَلْفَ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم وَأَبِي بَكْرٍ وَعُمَرَ وَعُثْمَانَ فَكَانُوا يَسْتَفْتِحُونَ بِـ ‏{‏ الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ‏}‏ لاَ يَذْكُرُونَ بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ فِي أَوَّلِ قِرَاءَةٍ وَلاَ فِي آخِرِهَا
                   อับดะห์ รายงานว่า (เขาได้ทราบมาว่า) "ท่านอุมัร อิบนุ้ลค๊อตต๊อบ ได้อ่านออกเสียงดังด้วยถ้อยคำเหล่านี้คือ ซุบฮานะกัลลอฮุมม่าวะบิฮัมดิกะ ตะบารอกัสมุก่า วะตะอาลาญัดดุก่า วะล่าอิลาฮ่าฆ็อยรุก่า และรายงานจากก่อตาดะห์ว่า เขาได้เขียนจดหมายเพื่อแจ้งให้อับดะห์ทราบว่า ท่านอนัส บินมาลิก ได้เล่าให้เขาฟังโดยกล่าวว่า ฉันเคยละหมาดตามหลังท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม, ท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร,และท่านอุสมาน พวกเขาเหล่านี้เริ่มละหมาด (อ่านออกเสียง) ด้วยคำว่า อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร๊อบบิลอาละมีน โดยพวกเขาไม่ได้กล่าว บิสมิ้ลาฮิรเราะห์มานนิรร่อฮีม (ด้วยเสียงดัง) ไม่ว่าในแรกหรือในตอนท้ายของการอ่าน"

( มุสลิม/หมวดที่4/บทที่13/ฮะดีษเลขที่ 0788 )

حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ مِهْرَانَ، حَدَّثَنَا الْوَلِيدُ بْنُ مُسْلِمٍ، عَنِ الأَوْزَاعِيِّ، أَخْبَرَنِي إِسْحَاقُ بْنُ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ أَبِي طَلْحَةَ، أَنَّهُ سَمِعَ أَنَسَ بْنَ مَالِكٍ، يَذْكُرُ ذَلِكَ

                  อิสหาก อิบนุ อับดิลลาฮ์ อิบนิอบีฏอลฮะห์ รายงานว่า "เขาได้ยินอนัส บินมาลิก กล่าวในเรื่องนี้ (อ่านบิสมิลลาฮ์โดยไม่ต้องออกเสียงดัง)" ดูฮะดีษเลขที่ 0786)
 (มุสลิม/หมวดที่4/บทที่13/ฮะดีษเลขที่ 0789)


รายงานจากท่านอิบนิ อับดิลลาฮฺ อิบนิ มุฆ็อฟฟัล กล่าวว่า "บิดาของฉันได้ยินฉันกล่าวว่า "บิสมิลลาฮฺิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม" เสียงดังขณะละหมาด ท่านจึงกล่าวว่า "โอ้ลูกรัก จงระวังสิ่งที่อุตริขึ้นมาใหม่ แท้จริงพ่อได้ละหมาดตาม(เป็นมะมูม) ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ ท่านอุสมาน ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม พ่อไม่ได้ยินผู้ใดกล่าว "บิสมิลลาฮฺ" ด้วยเสียงดังขณะละหมาด และจงเริ่มละหมาดด้วยการอ่าน "อัลฮัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน.."
(บันทึกหะดิษโดยอิหม่ามอะฮฺมัด และท่านอัตติรฺมิซีย์...ได้บันทึกหะดิษนี้ไว้ในบทว่าด้วยเรื่องหลักฐานที่ให้ทิ้งการอ่านมิสมิลลาฮฺฯด้วยเสียงดัง)

### หลักฐานดังกล่าว หาใช่เป็นการปฏิเสธการอ่าน "บิสมิลลาฮิฮิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม"ไม่ หากให้อ่านเสียงค่อยๆ ดังมีการยืนยันเรื่องนี้ไว้ใหนังสือ "สุนันอัตติรฺมีซีย์" เล่ม 1 หน้า 155 บทว่าด้วยหลักฐานที่มีมาเกี่ยวกับการไม่ให้อ่าน "บิสมิลลาฮฺฯ" ด้วยเสียงดัง และในหนังสือ "เศาะเฮียะฮฺของอิบนุคุซัยมะฮฺ" เล่ม 1 หน้า 249 ก็ระบุไว้ในทำนองเดียวกัน


...................


บิสมิลลาฮิรเราะฮิมานิรร่อฮีม
 -หลักฐานที่ให้อ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงดัง


รายงานจากท่านอบูคอลิด จากท่านอิบนุ อับบ๊าส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุม แจ้ง "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซันลัม เริ่มละหมาดด้วยการอ่าน "บิสมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรร่อฮีม"
(บันทึกหะดิษโดย ติรมีซีย์ และท่านกล่าวว่า สายสืบหะดิษนี้ไม่นับว่าอยู่ในระดับที่ใช้เป็นหลักฐานได้ )

!!!...นักวิชาหะดิษยังกล่าวอีกว่า อบูคอลิด ผู้รายงาน หะดิษนี้จากท่านอิบนิ อับบ๊าส ไม่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักวิชาการหะดิษ (มัจญ์ฮู้ล)
ท่านอัลอุก็อยลีย์ ซึ่งมีชื่อเต็มว่า อบูญะอฺฟัร มุอัมมัด อิบนุ อัมรฺ อิบนิมูซา อิบนิ ฮัมมาด อัลอุก็อยลีย์ อัลฮิญาซีย์ เป็นอิหม่ามที่เชื่อถือได้ ใชชีวิตอยู่ที่มักกะฮฺและมะดีนะฮฺและสิ้นชีวิตในปี ฮ.ศ.322 ท่านเป็นผู้แต่งหะดิษตำราหะดิษไว้มากมาย อาธิ เช่น "กิตาบุฏฏุอะฟาอฺฟาอฺวัลมัตรูกีน" และ "กิตาบุซศ่อฮาบะฮฺ" ท่านกล่าวว่า "ไม่ปรากฏว่ามีหะดิษเศาะเฮียะฮฺ แม้บทเดียวที่ให้อ่าน "บิสมิลลาฮฺ" ด้วยเสียงดัง"
ละหมาดให้เหมือนนบี

            สรุป ได้ว่า...ทัศนะที่ให้อ่าน "บิสมิลลาฮฺ" เสียงดังนั้น เป็นทัศนะที่อ่อนหลักฐาน ส่วนทัศนะที่ว่าท่านรสูลุลลอฮฺ และท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ ไม่เคยอ่านบิสมิลลาฮฺเสียงดังนั้น เป็นทัศนะที่มีหลักฐานแข็งแรง (เศาะเฮียะฮฺ) ยืนยัน

والله ولي التوفيق والهداية




วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข้อคิดสำหรับผู้ตักเตือนหรือถูกตักเตือนว่าทำบิดอะฮ์


ให้ความขัดแย้งเรื่องบิดอะฮฺสลายไปกับพี่น้องมุสลิม
                  หากเรายอมรับว่าความขัดแย้งและความแตกแยกเป็นเรื่องเลวร้ายและต้องการให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่อง "บิดอะฮฺ"(อุตรกรรมขึ้นมาใหม่ในเรื่องศาสนา) สลายไป หรือบรรเทาลงบ้าง ก็ขอเพียงแต่ให้ทุกคนหยุดตั้งสติคิด และทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับคำว่า "บิดอะฮฺ" ไม่ว่าจะเป็นผู้คัดค้านหรือผู้ปฏิบัติจะต้องถือหลักปฎิบัติดังต่อไปนี้ คือ


ผู้ถูกตักเตือนว่าทำบิดอะฮฺควรจะเข้าใจว่าผู้ตักเตือนเขามีเจตนาดี

ผู้ที่ตักเตือนว่าทำบิดอะฮฺ ควรจะเข้าใจด้วยว่า ผู้ที่ตักเตือนเราเขามีเจตนาดีต่อเรา และเป็นการปฏิบัติที่มุสลิมที่ดีของเขาตามคำสั่งของพระองค์อัลลอฮฺ ที่ให้มุสลิมทุกคน ต้องยับยั้งมุงกัรฺหรือเรื่องต้องห้ามตามความสามารถ (แม้จะเป็นมุมมองของเขาที่แตกต่างกับเราก็ตาม) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่เราจะไปออกอาการโมโหโกรธา โกรธเคืองหรือแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้หวังดีต่อเราและทำหน้าที่มุสลิมที่ดีของเขา เพราะพฤติกรรมดังกล่าวไม่ว่าเราจะเป็นชาวบ้านธรรมดา หรือผู้รู้ย่อมส่อให้เห็นว่า เราเป็นคนอวดดี เจ้าอารมณ์ ไร้เหตุผลและความคิดคับแคบในเรื่องศาสนาโดยเฉพาะปัญหาขัดแย้ง และในความเป็นจริงถ้าหากจะพูดกันอย่างใจเป็นธรรมแล้ว ทุกเรื่องที่ถูกกล่าวว่า "เป็นบิดอะฮฺ" และมุมมองที่ขัดแย้งกันนั้น ผู้ที่กำลังปฏบัติสิ่งนั้นอยู่ก็คือผู้ที่ตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ "ล่อแหลมและเสี่ยง" ต่อความผิดพลาด มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งถึง 3 เท่านตัว ทั้งนี้ เพราะข้อขัดแย้งทุกเรื่องในปัญหาบิดอะฮ์ ย่อมวนเวียนอยู่ในประเด็นที่ว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺดีหรือบิดอะฮฺเลว ซึ่งความหมายก็คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺ แต่มาขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า มัน "ดี" หรือ "เลว" เท่านั้น

เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับและเห็นพ้องกันว่าเรื่องที่กำลังขัดแย้งกันนั้น เป็นบิดอะฮฺ หากจะเปรียบเทียบกันในเชิงคณิตศาสตร์ ก็เท่ากับว่าฝ่ายที่ปฏิบัติหรือถือว่าสิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺดี เสียเปรียบไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะท่านรสูลุลลอฮฺศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าว(ซึ่งคล้ายกับเป็นการ "ให้น้ำหนัก" ฝ่ายที่เตือน) ไว้ว่า "ทุกๆบิดอะฮฺ คือ ความหลงผิด (เลว)" ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง หรือ 50 %ที่เหลือ คือความขัดแย้งที่ว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺดี ดังความเข้าใจของเรา หรือบิดะฮฺหลงผิด(เลว , ฎอลาละฮฺ) ดังคำเตือนของเขา ข้อนี้เราก็มีความหวังแค่ 25 % เป็นอย่างสูง ทั้งนี้เพราะเรายังหาข้อพิสูจน์ใดๆมายืนยันให้แน่ชัดไม่ได้เลยว่า "สิ่งนั้น" เป็น "บิดอะฮฺ" ดังที่เราเข้าใจ เพราะนอกจากความเข้าใจดังกล่าวของเราจะไปค้านกับหะดิษท่านนบีแล้ว เราก็ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวอื่นใดอีก นอกจากสายเชือกเปราะบางเพียงเส้นเดียว  คือทัศนะของนักวิชาการบางท่านที่บอกว่า สิ่งนั้นเป็นบิดอะฮฺดี ซึ่งทัศนะของนักวิชาการไม่ว่านักวิชาการระดับไหนก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ต่างกับเขา ผู้ตักเตือนเรา ที่มีหลักฐานอันแข็งแกร่งและมั่นคงค้ำยันอยู่่นั้นคือ หะดิษของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม บทนั้นที่กล่าวว่า "ทุกๆบิดอะฮฺ คือความหลงผิด(เลว , ฎอลาละฮฺ)" และคำพูดหรือหะดิษที่ถูกต้องของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ  อะลัยฮิวะซัลลัม นันย่อมปราศจากความผิดพลาดและมีน้ำหนักมากกว่าทัศนะของนัวิชาการทุกท่านแน่นอน เพราะฉะนั้นในสัดส่วนความถูกต้องที่ีอยู่ทั้ง 100 % ของความขัดแย้งในเรื่องบิดอะฮ์ดี-เลว เราที่เชื่อเรื่องบิดอะฮ์ดี มีสิทธิ์ถูกต้องอย่างมากไม่เกิน 25% เท่านั้น ส่วนอีก 75 % คือ "จุดเสี่ยง" อย่างที่กลาวมาแล้ว

ผู้ตักเตือนผู้อื่นเรื่องบิดอะฮฺต้องมีเจตนาดีและมีความบริสุทธิ์ใจ
บิดอะฮฺ


ผู้ตักเตือนผู้อื่นเรื่องบิดอะฮฺ แม้จะมั่นใจว่่าเราพุดในเรื่องที่ถูกต้องก้ไม่สมควรใช้วาจาก้าวร้าวรุนแรงหรือใช้วิธีการประมาณอีกฝ่ายหนึ่งในการเผยแผ่ความจริง (ตามความเข้าใจของเรา) ซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ใดๆ เลยที่จะกระทำเช่นนั้น ทว่าควรใช้ความสุภาพนิ่มนวล เจตนาดีและความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้งในการตักเตือน แทนการพูดประณามและโจมตีเพื่ควมสะใจผู้ฟังบางท่าน ทั้งนี้เพื่เป็นการปฏิบัติตามหลักการเผยแพร่ศาสนาตามแนวทางที่พระองค์ัอัลลอฮฺได้ทรงสั่งไว้นั้นคือ

"จงเรียกร้องเชิญชวนไปสู่พระผู้อภิบาลของเจ้า ด้วยวิทยาปัญญาและการตักเตือนที่ดี" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นะหฺลฺ อายะฮิที่ 125) 
 เหนือสิ่งอื่นใดต้องตระหนักและสำนึกในสิทธิและหน้าที่ของตนเองอยู่เสมอว่าในฐานะของนักวิชาการหรือผู้รู้นั้น
***"เรามีหน้าที่สอนคนแต่ไม่มีหน้าที่ด่าคน"***
ทำความเข้าใจสลายความขัดแย้ง


การให้เกียรติในการใช้ดุลยพินิจและเลือกปฏิบัติ 


จะต้องให้เกียรติในดุลยพินิจและความดำริชอบของผู้ปฏิบัติสิ่งที่เรามองว่าเป็นบิดอะฮฺ ขณะที่เขามองว่าไม่ใช่และจะต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า "ข้อเท้จจริงของสิ่งนี้ ส่วนมาก คือความขัดแย้งของนักวิชาการ" แล้วเราก็ไม่มีสิทธิใดๆเลยที่จะไปประณามหรือไปบังคับ "ความคิด" ผู้ใดให้ต้องคล้อยตามความเชื่อของเรา หากเมื่อเขาปฏิบัติตามมุมมองของเขาที่แตกต่างกับเราอันเป็นทัศนะของนักวิชาการอีกด้านหนึ่งก้ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเขาอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้น เมื่อเราได้ตักเตือนผู้ใดในสิ่งที่เรามองว่าเป็นบิดอะฮฺแล้ว เขายังไม่ยุติก็แสดงว่า เขาพร้อมแล้วที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเขาทุกอย่าง ต่อพระองค์อัลลอฮฺ  ศุบฮานาวูว่าตาอาลา ด้วยตัวของเขาเอง ไม่ว่าจะลงนรกขุมไหนก็ตาม

ต้องมั่นใจที่จะยอมรับความจริงและเปลี่ยนแปลงตัวเอง


ทุกฝ่ายหากมั่นใจที่จะ "ยอมรับความจริง" ในปัญหาว่าสิ่งใดเป็นบิดอะฮฺหรือไม่ ก็ต้องกล้าหาญพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการปลูกฝังความยำเกลงต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูว่าตาอาลา ให้มากขึ้น และจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ในการตรวจสอบอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้จากหลักฐานที่ถูกต้อง ทั้งจากอัล-กุรอาน และจากอัล-หะดิษ และจาก "กฎเกณฑ์" อันเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ แต่มิใช่ค้นหาจาก"ทัศนะ" ของนักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทัศนะสอดคล้องกับความต้องการเพียงฝ่ายเดียว  
โดยไม่ต้องไปกังวล พะวงหรือตะขิดตะขวงใจว่า ในอดีต ตนเองเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถุกกล่าวหาว่าเป็นบิดอะฮฺในฐานะผู้คัดค้านหรือผู้เคยปฏิบัติหรือเคยมีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรมาก่อน
 แต่ให้ตั้งปณิธานว่า ปัจจุบันนี้ ขณะนี้และเดี๋ยวนี้ เราพร้อมแล้วที่จะยอมรับความจริงตามหลักฐานและกฎเกณฑ์ของนักวิชาการนั้น หากปฏิบัติได้ดังที่กล่าวมานี้ อินชาอัลลอฮฺ เรื่องยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไป อย่างคาดไม่ถึงก้ได้ ด้วยความเมตตาต่อพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูว่าตาอาลา

จะอย่างไรก็ตามดังได้กล่าวมาแล้วว่าเรื่องของบิดอะฮฺเป็นเรื่องที่ "ละเอียดอ่อน" เป็นอย่างมาก ทั้งในด้านวิชาการซึ่งขัดแย้งกันมายาวนาน และทั้งในด้านผลกระทบต่อความรู้สึกอันอ่อนไหวของพี่น้องมุสลิมโดยทั่วๆไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าผู้ซึ่งพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องบิดอะฮฺนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเก็บรายละเอียดของเรื่องนี้ได้อย่างถุกต้องทั้งหมดโดยปราศจากผู้โต้แย้งหรือให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

والله ولي التوفيق والهداية

อ.ปราโมทย์ (มะหฺมูด) ศรีอุทัย

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ปู่ขาพิการวัยเจ็ดสิบหกคลานไปละหมาดที่มัสยิด


นายอับดุลเลาะห์ อาซิรี ปู่พิการวัยเจ็ดสิบหก


ปู่วัย 76 ปี ขาพิการ มุ่งมั่นปฏิบัติตามศาสนา ใช้มือและเข่าคลานไปตามพื้น เพื่อไปละหมาดที่มัสยิดใกล้บ้านทุกวัน วันละ 5 รอบ ตลอด 65 ปี

          เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม เว็บไซต์เอมิเรตส์ 247 รายงานว่า นายอับดุลเลาะห์ อัล อาซิรี  ปู่พิการวัย 76 ปี จากหมู่บ้านอาลาซิซา ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ใช้มือและเข่าแทนขาทั้งสองข้างไปละหมาดที่มัสยิดใกล้บ้านอย่างยากลำบากจนเป็นกิจวัตรประจำวันตลอด 65 ปีที่ผ่านมา

          รายงานระบุว่า นายอับดุลเลาะห์ อัล อาซิรี พิการแต่กำเนิด เขาเกิดในครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิก 10 คน พ่อแม่ พี่ชายน้องชาย 3 คน และพี่สาวน้องสาว 4 คน โดยมีพี่น้อง ตลอดจนสะใภ้ และหลานชายหลานสาวคอยช่วยดูแลตลอดมา

          และถึงแม้ว่าร่างกายของ นายอัล อาซิรี จะพิการก็ตาม แต่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าทำให้เขาเคลื่อนกายด้วยการใช้มือและเข่าไปทำละหมาดทุกวัน แม้ว่าอากาศจะร้อนแผดเผาราวกับทะเลทรายในฤดูร้อน หรือหนาวเย็นสุดขั้วในฤดูหนาว เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาอย่างเคร่งครัดเป็นเวลา 65 ปี จนกลายเป็นภาพที่ชินตาของคนในหมู่บ้านไปโดยปริยาย

          อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องราวดังกล่าวนี้ ได้รับการเผยแพร่โดย นายอับดุล อาซิส หลานชาย ซึ่งเป็นผู้ถ่ายคลิปนี้เอาไว้ พร้อมกับกล่าวว่า เขาต้องการแสดงให้เห็นถึงความมานะบากบั่น มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว และความเข้มแข็งของชายพิการคนหนึ่งที่ยึดมั่นถือมั่นในหลักคำสอนของศาสนา แม้ร่างกายจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

ปู่อับดุลเลาะห์ คลานไปละหมาดที่มัสยิด

ความพยายามของชายชราผู้นี้ ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบแทนด้วยความดี


จากเว็บkapook.com

อิสลามจำเป็นสำหรับผู้ชายที่ต้องไปละหมาดญามาอะฮฺที่มัสยิด แม้บุคคลคนนั้นจะพิการทางสายตาก็ตาม
จากหะดิษ

รายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะฮ์ ได้กล่าวว่า “ได้มีชายตาบอดคนหนึ่ง(คือท่านอิบนุอุมมิมักตูม) มาหาท่านรสูลุลลอฮ์ แล้วกล่าวว่า “โอ้ ท่านรสูล ความจริงข้าพเจ้าไม่มีคนจูงไปมัสยิด ข้าพเจ้าจะละหมาดที่บ้านได้หรือไม่” ท่านรสูลยอมผ่อนผันให้ให้แก่เขา แต่เมื่อเขาหันกลับไป ท่านได้เรียกเขาไว้แล้วถามว่า “ท่านได้ยินเสียงอาซานไหม?” ชายตาบอดตอบว่า “ได้ยินครับ” ท่านนบีจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านจำเป็นต้องไปมัสยิด”
(บันทึกหะดิษโดย มุสลิม และ นาซาอี)



วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รูปแบบและจำนวนร็อกอะฮฺของละหมาดวิตรฺ


จำนวนร็อกอะฮฺของละหมาดวิเตรฺมีหลายรูปแบบ ดังนี้
จำนวนร็อกอะฮฺละหมาดวิตรฺ

จำนวนร็อกอะฮฺ

ท่านรสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า "การละหมาดวิเตรฺถือเป็นสิทธิเหมือนมุสลิมทุกคน ดังนั้นบุคคลใดชอบจะละหมาดวิตรฺ 5 ร็อกอะฮฺ ก็จงกระทำเถิด บุคคลใดที่ชอบจะละหมาดวิตรฺ 3 ร็อกอะฮฺ เขาจงกระทำเถิด และหากบุคคลใดชอบที่จะละหมาดวิตรฺ 1 ร็อกอะฮฺ เช่นนั้นเขาจงกระทำเถิด"
(หะดิษเศาะเฮีียะฮ์...บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิาเลขที่ 1212)

-ละหมาดวิตรฺ 1 ร็อกอะฮฺ
ท่านอิบนุ อุมัรฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
"การละหมาดในยามค่ำคืนที่ละสองร็อกอะฮฺ ทีละสองร็อกอะฮฺ ดังนั้นหากท่านกลัว(ว่าจะ)เข้าเวลาละหมาดศุบฮฺ เช่นนั้นท่านจงละหมาดวิตรฺเพียง 1 ร็อกอะฮฺ
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 1785)

ละหมาดวิตรฺ 3 ร็อกอะฮฺ ศาสนาอนุญาตใหละหมาดได้ 2 วิธี

วิธีที่หนึ่ง
ให้ผู้ละหมาดวิตรฺ 2 ร็อกอะฮิแล้วให้สลาม จากนั้นให้ยืนอีก 1 ร็อกอะฮฺ

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลลุลอฮฺ กล่าวว่า
"พวกท่านจงอย่าละหมาดวิตร 3 ร็อกอะฮฺซึ่งเหมือนละหมาดมักริบ"
(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ...บันทึกโดยหากิม หะดิาเลขที่ 1137)

*** นั้นหมายรวมว่า ไม่อนุญาตให้ละหมาดวิตรฺรวดเดียว 3 ร็อกอะฮฺโดยมีตะชะฮุดครั้งแรกในร้อกอะฮฺที่สอง (หมายความว่าร้อกอะฮฺที่สอง ไม่ต้องนั่งตะชะฮุด หรือตะฮิยา) จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนในร็อกอะฮฺที่สาม แล้วนั่งตะชะฮุดครั้งสุดท้าย ที่ห้ามเพราะการกระทำข้างต้นไปเหมือนกับละหมาดมัฆริบนั่นเอง

วิธีที่สอง
ให้ผู้ละหมาดวิตรฺ ละหมาดวิตรฺ 3 ร็อกอะฮ์ติดต่อติดต่อกันรวดเดียว โดยนั่งตะชะฮุดในร็อกอะฮฺสุดท้าย

ท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า "ปรากฎว่าท่านรสูลุลลอฮฺ ละหมาดวิตรฺ 3 ร็อกอะฮฺ(ติดต่อกัน)โดยไม่ให้สลาม ยกเว้นร็อกอะฮิสุดท้ายเท่านั้น"
(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ..บันทึกโดยหะกิม หะดิาเลขที่ 1140)

-ละหมาดวิตรฺ 5 ร็อกอะฮฺ

-ละหมาดวิตรฺ 7 ร็อกอะฮฺ

-ละหมาดวิตรฺ 9 ร็อกอะฮฺ

-ละหมาดวิตรฺ 11 ร็อกอะฮฺ
 والسلام

การฉลองคืนที่สิบห้านิศฟุชะอฺบานไม่มีรูปแบบจากท่านนบี



คืน15นิศฟุชะอฺบานอาจไม่ใช่อย่างที่เราคิด
หากจะมองถึงกิจกรรมหรืออิบาดะฮฺที่มีการยึดปฏิบัติในบ้านเมืองเราในเดือนชะอฺบานนี้แล้ว เราพบว่า มีการปฏิบัติอิบาดะฮฺมากมาย อาทิ มี การอ่านยาซีนในค่ำคืนที่ 15 ของเดือนชะอฺบาน มีการละหมาดในรูปแบบเฉพาะ และมีการเลี้ยงอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร


นักวิชาการกลุ่มหนึ่งได้อธิบายถึงคุณค่าของคืนนิศฟุชะอฺบานโดยอ้างหลักฐานจากอัลกุรอานที่ว่า
إِنّا أَنزَلنٰهُ فى لَيلَةٍ مُبٰرَكَةٍ ۚ إِنّا كُنّا مُنذِرينَ ﴿٣
"แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาในคืนอันจำเริญ แท้จริงเราเป็นผู้ตักเตือน"
 فيها يُفرَقُ كُلُّ أَمرٍ حَكيمٍ ﴿٤

 "ในคืนนั้นทุก ๆ กิจการที่สำคัญถูกจำแนกไว้แล้ว"
(อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัดดุคอน 44:3-4)

สองอายะฮฺดังกล่าว ยุมฮูรฺอุละมาอฺ(มติส่วนใหญ่ของนักวิชาการ) มีทัศนะว่าคืนอันจำเริญข้างต้น คือคืนลัยละตุลก็อดริ บางท่านกล่าว่าคือคืนนิศฟุชะอฺบาน ซึ่งทัศนะดังกล่าวถือว่าใช้ไม่ได้ เนื่องจากพระองค์อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า เดือนเราะมะฎอนคือเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในเดือนนั้น ซึ่งถือว่าเป้นหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนแล้วว่าอัลกุรอานถุกประทานในเดือนเราะมะฎอน อีกทั้งสูเราะฮฺอัดดุคอนก้มากล่าวย้ำว่าคืนที่อัลกุรอานถุกประทานเป็นคืนที่มีความจำเริญ ซึ่งมิใช่คืนนิศฟุชะอฺบานแต่อย่างใด

ด้วยทัศนะที่ว่าคืออันจำริญหมายถึงคือ นิศฟุชะอฺบานนี่เอง ทำให้มุสลิมบางคนถึงกับเชื่อว่าคืนดังกล่าวพระองค์อัลลอฮฺทรงกำหนดอายุ ริสกีย์ ความผาสุก และพระองค์จะทรงลบล้างความทุกข์ยากให้หมดไป โดยพยายามทำอิบาดะฮฺตางๆ ทั้งในมัสยิดและบ้าน หรือพยายามอ่านสูเราะฮ์ยาซีนและขอดุอาอ์เพื่อให้พระองค์อัลลอฮฺทรงลบล้างความผิด และขจัดทุกข์ภัยต่าง ให้หมดไปจากชีวิตของตน

อันที่จริงการกระทำข้างต้นไม่มีหลักฐานจากท่านรสูลุลลอฮฺและบรรดาเศาะฮะบะฮิ หรือหลักฐานที่ส่งเสริมให้กระทำ ดังนั้นการกระทำสิ่งังกล่าวจึงถือว่าเป็นโมฆะ และถ้าหากว่ายังมีการกระทำอยู่ถือว่าเป็นการประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นในศาสนา

ความเป็นมาของการประกอบพิธีกรรมในคืนนิศชะอฺบาน
นิศชะอฺบาน

การประกอบพิธีกรรมในคืนนิศฟุชะอฺบานเกิดเมื่อ ฮ.ศ.448 ที่มัสยิดอัลอักศอ ซึ่งท่านอิหม่ามอัลฏ็อรฺฏสีย์ได้เล่าไว้ว่า "มีชายผู้หนึ่งที่ชื่อ อิบนุ อบิลหัมรออฺ มุ่งหน้ามายังบัยตุลมักดิส จากนั้นเขายืนละหมาดในคืนนิศฟุชะบานในมัสยิดอัลอักศอ ต่อมาก็มีบุคคลมาละหมาดเป็นมะมูมเขาจากคนหนึ่งเป็นสอง , สาม สี่คน จนกระทั้งมีจำนวนมาก ครั้นพอในปีถัดมาเขาก็มาละหมาดพร้อมกับมะมูมจำนวนมากมาย จากนั้นการกระทำดังกล่าวได้แพร่กระจายไปตามมัสยิดต่างๆ จนกระทั่งขจรขจายไปทั่วประเทศ สุดท้ายเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปสำหรับนักทำอิบาดะฮฺ
(หนังสือ ดุรฺเราะตุนนาศิฮีน หน้า 220)

ส่วนในเมืองไทยเราก็มีการประกอบพิธีกรรมในคืนนิสฟุชะอฺบาน(คืนที่ 15)ด้วยเช่นกัน โดยมีละหมาดสองร้อกอะฮฺ ภายหลังละหมาดมัฆริบเสร็จแล้ว ในร็อกอะฮฺแรก อ่านฟาติหะฮฺ และสูเราะฮฺอัลกาฟิรูน ส่วนร็อกอะที่สอง อ่านฟาติฮะฮฺ และสูเราะฮฺอัลอิคลาศ จากนั้นก็ให้สลาม
 ภายหลังละหมาดเสร็จแล้วให้อ่านสูเราะฮฺยาซีน หนึ่งจบ ครั้นอ่านเสร็จให้ขอดุอาอฺต่อพระองค์อัลลอฮฺให้มีอายุยืนเพื่อทำอิบาดะฮฺและภัคดีต่อพระองค์อัลลอฮฺต่อไป

ครั้นขอดุอาอ์เสร็จแล้วก็ให้อ่านสูเราะฮฺยาซีนจนจบอีกเป็นครั้งที่สอง อ่านจบแล้วก็ให้ขอดุอาอ์เพิ่มพูนริซกีย์(ปัจจัยยังชีพ) เพื่อเป็นเสบียงในการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺ

ครั้นขอดุอาอ์เสร็จแล้วก็ให้อ่านสูเราะฮฺยาซีนจนจบอีกเป็นครั้งที่สาม อ่านจบแล้วก็ให้ขอดุอาอ์ให้เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในอีมานของพระองค์

ครั้นขอดุอาอ์เสร็จแล้ว ก็ยังเสริมให้อ่านดุอาอ์เฉพาะสำหรับคืนนิศฟุชะบานอีก

ดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็นสิ่งอุตริกรรมขึ้นใหม่ทั้งสิ้น วาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนจะต้องออกห่าง และรณรงค์ให้ขจัดสิ่งที่สวนทางกับสุนนะฮฺของท่านนบีอย่างสุดความสามารถ

อนึ่งมุสลิมบางกลุ่มยังคงนิยมละหมาดคืนนิศฟุชะบานอยู่นั้น เป็นเพราะพวกเขาอ้างหะดิษที่ระบุว่า "โอ้ท่านอาลี บุคคลใดที่ละหมาด100ร็อกอะฮฺในคืนนิศฟุชะอฺบานแล้วไซร้ โดยอ่านฟาติฮะฮฺ(หนึ่งจบ) และอ่านสูเราะฮฺอัลอิคลาศสิบจบในทุกๆร้อกอะฮฺ เช่นนั้นพระองค์อัลลอฮฺจะทรงกำหนดให้แก่เขาทุกๆความต้องการ (ของเขา)"
!!! หะดิษข้างต้น เป็นหะดิษเมาฎููอฺ (หะดิษเก๊)

อีกหะดิษหนึ่ง...

"เมื่อถึงคืนนิศฟุชะบาน เช่นนั้นพวกท่านจงยืนขึ้น (ละหมาดสุนนะฮฺ)ในยามค่ำคืน และพวกท่านจงถือศิลอด(สุนนะฮฺ)ในวลากลางวันเถิด"

หะดิษข้างต้น บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ (หะดิาเลขที่ 1378) ทว่าหะดิษข้างต้น เป็นหะดิษเฎาะอิฟ ญิดดัน (อ่อนหลักฐานอย่างมาก) หรือเป็นหะดิษเมาฎูอฺ (หะดิษเก๊)


การปฏิบัติอิบาดะฮฺในค่ำคืนที่ 15 (คืนนิศฟุชะอฺบาน )

          การอ่านอัลกุรอานไม่ว่าจะเป็นสูเราะฮฺใดถือว่าเป็นอิบาดะฮฺที่ดีเลิศที่สุดในจำนวนบรรดาซิกิรฺทั้งหลาย ดังที่ท่านอิหม่าม อันนะวะวีย์ ได้กล่าวไว้ว่า “การอ่านอัลกุรอานคือซิกิรที่ดีที่สุด”

         ถึงกระนั้นก็ตามแต่ การอ่านอัลกุรอานไม่ได้มีการกำหนดเจาะจงเวลาเป็นการเฉพาะที่ชัดเจน และมีการกำหนดสถานที่อ่านที่ชัดเจน เช่นเดียวกับการกำหนดเจาะจงอ่านสูเราะฮฺยาซีนในค่ำคืนดังกล่าวเป็นการเฉพาะ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏแบบอย่างจากท่านนบี  และเศาะหาบะฮฺ ถึงแม้ว่าจะมีหะดีษบางส่วนที่กล่าวถึงความประเสริฐในค่ำคืนดังกล่าว แต่หะดีษดังกล่าว ล้วนเป็นหะดีษที่มีสายรายงานอ่อน ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงและยืนยันถึงความประเสริฐและส่งเสริมให้กระทำดังกล่าวได้ อาทิ หะดีษที่รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ ที่มีความว่า

 “เมือค่ำคืนวันที่ 15 ของเดือนชะอฺบานได้มาถึง พวกท่านจงลุกขึ้น (ทำอิบาดะฮฺ) ในยามค่ำคืนนั้น และจงถือศีลอดในเวลากลางวันของมัน”  ซึ่งเป็นหะดีษเฎาะอีฟอาจถึงขั้นเมาฎูอฺ

(ดู ละฎออิฟ อัลมะอาริฟ ของ อิบนุ เราะญับ และ อัสสิลสิละฮฺ อัฎเฎาะอีฟะฮฺ ของ อัลอัลบานีย์ 2132)



การเจาะจงละหมาดกิยามุลลัยในค่ำคืนวันที่ 15 ชะอฺบาน

         การละหมาดกิยาลุมลัยหรือตะฮัจญุด เป็นอีกอิบาดะฮฺหนึ่งที่ควรส่งเสริมและเป็นหนึ่งในการละหมาดที่ท่านนบี  ไม่เคยทอดทิ้ง และเป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนสามารถทำได้ไม่ว่าในคืนใดก็ตาม โดยไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดเจาะจงค่ำคืนใดค่ำคืนหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือเจาะจงละหมาด ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นมุสตะหับบะฮฺ

         อย่างไรก็ตาม การเจาะจงทำอิบาดะฮฺในค่ำคืนของวันที่ 15 ชะอฺบานเป็นการเฉพาะ เนื่องเพราะเชื่อว่ามีความประเสริฐเหลื่อมล้ำกว่าค่ำคืนอื่นๆ หรือมีความเชื่อว่ามีผลบุญมากมายมหาศาลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏในแบบฉบับของท่านนบี  และเศาะหาบะฮฺ แต่เพื่อความชัดเจนมากขึ้น จึงต้องแบ่งประเด็นการละหมาดกิยามุลลัยหรือตะฮัจญุดในเดือนนี้ออกเป็น 3 กรณีด้วยกัน

         กรณีที่ 1  กรณีที่ละหมาดเป็นประจำอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับการมาถึงของเดือนชะอฺบาน และประจวบเหมาะกับการมาถึงค่ำคืนที่ 15 ของชะอฺบาน ในกรณีนี้ถือว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นการละหมาดที่เคยปฏิบัติอย่างเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว และไม่ถือว่าเป็นการอุตริแต่ประการใด

          กรณีที่ 2  กรณีที่ไม่ได้ละหมาดเป็นประจำอย่างเป็นกิจวัตร แต่มารอเจาะจงละหมาดเฉพาะในค่ำคืนของวันที่ 15 ชะอฺบานนี้ เพราะมีความเข้าใจว่าจะมีผลบุญมากมายมหาศาล กรณีนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีแบบอย่างที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แม้ว่าจะมีหะดีษที่บ่งบอกถึงความประเสริฐในการลุกขึ้นทำอิบาดะฮในค่ำคืนแห่งนี้ก็ตาม แต่หะดีษเหล่านั้นล้วนเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟมากๆ ซึ่งไม่สารามรถนำเป็นหลักฐานอ้างอิงได้

          กรณีที่ 3 กรณีที่มีการเจาะจงละหมาดด้วยการกำหนดจำนวนร็อกอัตที่แน่นอน อาทิ 1,000 หรือ 100 ร็อกอัต และย้อนกลับไปกลับมาจนถึงจำนวนที่กำหนดไว้ กรณีนี้ถือว่าเป็นการละหมาดที่อุตริที่ใหญ่หลวง เพราะไม่มีในแบบฉบับของท่านนบี  แม้ว่ามีการอ้างถึงหะดีษที่ระบุถึงการละหมาดในลักษณะดังกล่าว

         ท่านอิมามอันนะวะวีย์กล่าวว่า “การละหมาดที่เรียกว่าละหมาดเราะฆออิบและการละหมาดอัลฟิยะฮฺในค่ำคืนวันที่ 15 ชะอฺบาน 100 ร็อกอัตนั้น ทั้งสองละหมาดนี้เป็นสิ่งที่อุตริ(บิดอะฮฺ)และน่ารังเกียจ และอย่าไปหลงเชื่อกับการที่ละหมาดทั้งสองถูกกล่าวถึงในหนังสือ “กูตุลกุลูบ และ อิหฺยาอฺอุลุมมิดดีน” และอย่าไปหลงเชื่อกับหะดีษที่กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว เพราะทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่จอมปลอม (บาฏิล)...” (ดู อัลมัจญ์มูอฺ เล่ม 7 หน้า 61)

    ท่านอิมาม อัลอิรอกีย์ กล่าวว่า “ หะดีษต่างๆ ที่กล่าวถึงการละหมาดในค่ำคืนวันที่ 15 ของเดือนชะอฺบาน ล้วนแต่เป็นหะดีษปลอม (เมาฎูอฺ) และเป็นสิ่งที่โกหก (อุปโลกน์ขึ้นมา) ทั้งสิ้น”

     ท่านอิมาม อบูชามะฮฺ กล่าวว่า “แท้จริงมีสายรายงานที่เกี่ยวกับการละหมาดในค่ำคืนวันที่ 15 ชะอฺบาน สองหะดีษซึ่งทั้งสองหะดีษนั้น ล้วนแต่เป็นหะดีษปลอม”

     ท่านอิมามอัชเชากานีย์กล่าวว่า “หะดีษที่กล่าวถึงในเรื่องดังกล่าวเป็นหะดีษเมาฎูอฺ(หะดีษปลอม)”  (อัลฟะอาวิด อัลมัจญ์มูอะฮฺ หน้า 15)

والسلام





วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ละหมาดอิสติคอเราะฮฺ ละหมาดขอทางเลือกที่ดีกับเรา


ละหมาดอิสติคอเราะฮฺ


ละหมาดอิสติคอเราะฮฺ คือ ละหมาดขอทางเลือกที่ดีกับเรา หรือขออัลลอฮฺให้เลือกสิ่งที่ดีให้แก่เรา ละหมาดเพื่อขอความโปรดปรานจากอัลลอฮฺให้พระองค์ทรงประทานความจำเริญในกิจการที่บุคคลหนึ่งจะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นที่อนุมัติแก่เขา แต่สิ่งนั้นยังไม่แจ่มแจ้ง หรือยังไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีสำหรับเขา อันชอบด้วยศาสนาบัญญัติและเป็นไปตามวิถีทางของอัลลอฮฺ เช่น
เมื่อคนหนึ่งคนใดจะทำงานที่ใหญ่โต หรืองานสำคัญ , เปลี่ยนงาน , แต่งงาน, เลือกคู่ , ย้ายที่อยู่ (ฮิจเราะฮฺ อพยพย้ายหนีจากสิ่งไม่ดี) เลือกคณะ, เลือกสาขา , จะเดินทาง, เลือกทางใดไม่ได้
หรือจะขอให้ปัญหาของเราหมดไปก็ย่อมได้ ก็ให้ปรึกษาขอแนวทางจากพระเจ้า ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด เพราะพระองค์ทรงอำนาจ ทรงรู้ยิ่ง

รายงานจากท่านญาบิรฺเล่าว่า "ท่านรสูลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยสอนให้เราละหมาดอิสติคอเราะฮฺในกิจการทั้งหลายเหมือนอย่างที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม สอนให้เราอ่านบทหนึ่งของอัลกุรอาน ท่านรสูล กล่าวว่า เมื่อบุคคลหนึ่งตกลงใจจะกระทำสิ่งหนึ่ง ก็ให้เขายืนละหมาดสองร็อกอะฮฺนอกเหนือจากละหมาดฟัรฎู ครั้นละหมาดเสร็จให้เขาวิงวอนว่า "โอ้อัลลอฮฺ ฉันขอความดีงามต่อพระองค์จากความรอบรู้ของพระองค์ และฉันขอพลัง(ให้ปฏิบัติงานนั้นได้)ด้วยอนุภาพของพระองค์ และฉันขอความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่จากพระองค์แแท้จริงพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ แต่ฉันหามีอานุภาพไม่ พระองค์ทรงรอบรู้ขณะที่ฉันหารอบรู้ไม่ เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ยิ่งในพ้นญาณวิสัยทั้งมวล โอ้อัลลอฮฺ หากพระองค์ทรงตระหนักดีว่า กิจการนี้ดีสำหรับฉัน(ทั้ง) ในด้านศาสนาของฉัน และการเป็นอยู่ของฉัน และในบั้นปลายแห่งกิจการของฉัน(หรือท่านกล่าวว่าในสภาพปัจจุบันแห่งกิจการของฉันและในอนาคตของมันด้วย ) ได้โปรดกำหนดมันแก่ฉัน และให้เป็นที่ง่ายดายแก่ฉัน และทรงโปรดอำนวยความจำเริญแก่ฉันด้วย แต่หากพระองค์ทรงตระหนักดีว่า กิจการนี้เป็นที่ชั่วช้าร้ายสำหรับฉัน ในด้านศาสนาของแัน ในด้านการเป็นอยู่ของฉัน และบั้นปลายแห่งกิจการของฉัน พระองค์ทรงโปรดหันห่างมันออกไปจากฉัน และทรงโปรดหันห่างนออกไปจากมันและทรงโปรดทำให้ฉันพอใจต่อสิ่งนั้นแก่ฉัน ไม่ว่าจากหนไหนก็ตาม แล้ทรงโปรดให้ฉันพอใจต่อสิ่งนั้นด้วยเถิด)   เขาผู้เล่าได้กล่าวว่า และท่านรสูลได้เอ่ยความต้องการของท่านรสูล(เมื่อกล่าวถึงบทนี้"
(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ...บันทึกโโยบุคอรี หะดิษเลขที่ 1162)

ซุนนะฮฺให้ละหมาดอิสติคอเราะฮฺ 2 ร็อกอะฮฺ ซึ่งจะละหมาดเวลาใดก็ได้ แต่ถ้าจะละหมาดในช่วง ท้ายของค่ำคืน (ราวๆตีสาม-ก่อนละหมาดซุบฮฺ )ก็ถือว่าอนุญาต
เพราะในช่วงเวลานั้น ท่านร่อซูลระบุว่าเป็นช่วงเวลาที่ถูกตอบรับดุอาอฺ

คลิปเสียงดุอาอฺอิสติคอเราะฮฺ



เมื่อละหมาดอิสติคอเราะฮฺ 2 ร็อกอะฮฺ ก่อนให้สล่าม (เป็นทัศนะชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมิยะฮฺที่ใหดุอาอฺอิสติคอเราะฮฺก่อนสลาม)หรือหลังให้สล่าม(ซึ่งตามหะดิษข้างต้นที่ว่า...เมื่อบุคคลหนึ่งตกลงใจจะกระทำสิ่งหนึ่ง ก็ให้เขายืนละหมาดสองร็อกอะฮฺนอกเหนือจากละหมาดฟัรฎู ครั้นละหมาดเสร็จให้เขาวิงวอนว่า...") ให้กล่าวคำวิงวอนต่อไปนี้


"อัลลอฮุมมะ อินนี อัสตะคีรุกะ บิอิลมิกะ"
โอ้อัลลอฮฺ ด้วยความรอบรู้ ของพระองค์ ข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ได้ทรงเลือก

"วะอัสตักดิรุกะ บิกุดร่อติกะ"
และด้วยมหาอำนาจของพระองค์ ข้าพระองค์ขอพึ่งพระองค์

"วะอัสอะลุกะ มินฟัฎลิกั๊ลอะซีม"
และข้าพระองค์วิงวอนต่อพระองค์จากพระมหากรุณาอันใหญ่หลวงของพระองค์ (ให้เปิดใจเพื่อคุณธรรมความดีด้วยเถิด)

"ฟะอินนะกะ ตักดิร วะลาอั๊กดิร"
แน่แท้พระองค์ทรงมหาอำนาจ ข้าพระองค์ไม่มีอำนาจใดๆเลย

"วะตะอฺละมุ วะลาอะอฺลัม"
พระองค์ทรงรอบรู้ยิ่ง ส่วนข้าพระองค์ไม่มีความรู้อะไรเลย

"วะอันตะ อั๊ลลามุ้ลฆุยู๊บ"
พระองค์ทรงไว้ซึ่งความรอบรู้ยิ่ง ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย

"อัลลอฮุมมะ อินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะฮาซัลอัมร่อ"
โอ้ อัลลอฮฺ หากพระองค์ทรงทราบว่านี้...(กล่าวชื่อของงาน เป็นภาษาใดก็ได้)

"คอยรุนลี ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติ อัมรี"
เป็นส่วนดีแก่ข้าพระองค์ ในการศาสนาของข้าพระองค์ และในการครองชีพ ของข้าพระองค์ และในอวสานแห่งงานของข้าพระองค์แล้ว

"ฟักดิรฮุลี วะยัส สิรฮุลี ษุมมะบาริก ลีฟีฮิ"
ดังนั้นขอพระองค์กำหนดงานนั้นให้ข้าพระองค์และให้มันสะดวก ง่ายดายแก่ข้าพระองค์แล้วขอประทานความศิริมงคลในงานนี้ ให้แก่ข้าพระองค์ด้วย

"วะอินกุนตะ ตะอฺละมุ อันนะฮาซัล อัมร่อ"
แต่ถ้าพระองค์ทรงรู้ว่างานนี้... (กล่าวชื่อของงาน เป็นภาษาใดก็ได้)

"ชัรรุนลี ฟีดีนี วะมะอาชี วะอากิบะติอัมรี"
เป็นผลร้ายแก่ข้าพระองค์ ในการศาสนาของข้าพระองค์ และ
ในการครองชีพของข้าพระองค์ และในตอนสุดท้ายแห่งงานของข้าพระองค์แล้ว

"ฟัศริฟฮุ อันนี วัศริฟนี อันฮุ"
ขอพระองค์ได้ทรงโปรดให้งานนี้ หลีกพ้นไปจากข้าพระองค์ด้วย และขอให้ ข้าพระองค์รอดพ้นจากนี้ด้วยเถิด

"วักดิรลิยัลค็อยร่อ ฮัยษุกานะ "
และขอพระองค์ทรงบันดาลความดีให้แก่ข้าพระองค์ ไม่ว่าสถานใด

"ษุมมัรฎินี บิฮี "
แล้วขอได้ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่ข้าพระองค์ในงานนั้นๆด้วย

---ดุอาอฺบทนี้ถ้ากล่าวเป็นภาษาอาหรับก็ดี ถ้าจะกล่าวเป็นภาษาไทยก่อนสลามในละหมาดก็ได้ ในทัศนะที่ถูกต้อง เมื่อขอดุอาอฺบทนี้แล้วก็ให้ดำเนินกิจกรรมที่ได้ขอดุอาอฺ เพื่อรับคำแนะนำจากอัลลอฮฺ ถ้าหากเรื่องนั้นมีความสำเร็จ อัลลอฮฺจะอำนวยความสะดวกและให้มันราบรื่น แต่ถ้าหากไม่เป็นการดีก็จะพบอุปสรรคขัดขวางกิจกรรมนั้น

---ไม่อนุญาตให้เจาะจงอ่านสูเราะฮฺ หรืออายะฮฺอัลกุรอาน ภายหลังอ่านสูเราะฮฺฟาติหะฮฺจบแล้ว

---ละหมาดอิสติคอเราะฮฺนั้นไม่อนุญาตให้กระทำซ็ำแล้วซ็ำอีก เพราะท่านรสูล กล่าวว่า "เมื่อบุคคลหนึ่งตกลงใจจะกระทำสิ่งหนึ่ง"


ท่านอิมามนะวะวีย์กล่าวไว้ว่า "หลังจากละหมาดอิสติคอเราะฮ์เสร็จแล้ว ควรลงมือทำงานในสภาพที่เขารู้สึกสลายใจ โดยไม่ควรปักใจอย่างหนึ่งอย่างใด จากนั้นให้วิงวอนในละหมาด(อื่นๆ) หากแต่ขอให้ผู้วิงวอนนั้นถอดความคิดของเขาโดยสิ้นเชิง แล้วแสวงหาความรู้จากพระองค์อัลลอฮฺจึงจะถุกต้อง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ขอความดีจากอัลลอฮฺ แต่จะถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความจริงใจในการแสวงหาความดี อีกทั้งยังเป็นการสลัดตนเองออกจากความรอบรู้ และความสามารถที่มีอยู่ของพระองค์อัลลอฮฺ"

---โปรดเข้าใจว่าการละหมาดอิสติคอเราะฮฺสำหรับสิ่งที่เป็นวาญิบหรือซุนนะฮฺ ไม่อนุญาตให้กระทำ เช่น จะบริจาคทานก็ไม่ต้องละหมาดอิสติคอเราะฮฺ แต่ถ้าหากมีสองคนที่ขัดสนและเราอยากจะให้แก่คนหนึ่งจากสองคนนี้ ก็ละหมาดอิสติคอเราะฮฺได้ โดยวิงวอนด้วยดุอาอฺอิสติคอเราะฮฺและบริจาคให้แก่ผู้ที่เราต้องการบริจาค หนึ่งในสองคนนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องที่ควรละหมาดอิสติคอเราะฮฺ ก็คือเรื่องที่ไม่เป็นวาญิบหรือซุนนะฮฺ และเช่นเดียวกันเรื่องที่เป็นหะรอมหรือมักโรหฺ ก็ไม่อนุญาตให้ละหมาดอิสติคอเราะฮฺเช่นเดียวกัน
والسلام

จงถามเขาเรื่องซุนนะฮฺ


จงถามเขาเรื่องซุนนะฮฺ


"พวกท่านอย่าได้ถามประชาชนปัจจุบัน ในสิ่งที่พวกเขาทำบิดอะฮฺ(อุตริกรรมศาสนา)ต่างๆขึ้นมา เพราะพวกเขาจะเตรียมข้ออ้าง(คำตอบ)ไว้แล้ว แต่จงถามเขาเรื่องซุนนะฮฺ ท่านจะพบว่าพวกเขาไม่รู้จักมันเลย(ว่าซุนนะฮฺในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างไร)"
(ฮิชาม บิน อุรฺวะฮฺ เป็นตาบิอีน และเป็นหลานท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร.ฎ. สิ้นชีวิต ฮ.ศ.145 หรือ 146)